
เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา

เสียงเพลงเรือ ลีลาสองแง่สองง่ามจากแม่เพลงวัยดึกดังมาจากโคนต้นไม้ใหญ่หน้าวัดคูเต่า เรียกความสนใจของใครต่อใครให้เดินเข้าใกล้ ลีลาสนุกสนานแบบชาวบ้านที่เปี่ยมล้นความจริงใจ สะท้อนวิถีชีวิต พฤติกรรมของคนละแวกปลายลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาเป็นความแปลกใหม่ที่นักท่องเที่ยวยากสัมผัส เงาร่มรื่นของไม้ใหญ่แผ่ตัวลานกว้างให้หนุ่มสาว คนชั้นกลางจากรั้วมหาวิทยาลัย เด็กนักเรียน และคนที่สนใจหันมารุมล้อม
| เพลงเรือจากนักเรียน |
| คลิกที่ปุ่ม play เพื่อเริ่มเล่น |
เพลงเรือหรือเพลงยาว ที่หลายคนรู้จักในนามเพลงเรือแหลมโพธิ์ เป็นการร้องเล่นพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของคนแถบนี้ ซึ่งกำลังได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกทั้งจากครูเพลงเก่าแก่และจากโรงเรียนที่เล็งเห็นความสำคัญนำมาใช้ในหลักสูตรท้องถิ่น ความเรียบง่ายในการนำเสนอบวกกับลีลาภาษาที่ถึงอกถึงใจเรียกรอยยิ้มของคนได้ไม่ยาก ผมเห็นนักจัดรายการวิทยุชื่อดังยืนถือโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ๆ ทำหน้าที่รับเสียงจากแม่เพลงถ่ายทอดสดออกอากาศในรายการของวิทยุชุมชนสถานีแห่งหนึ่ง ครู่ต่อมาเขาประกาศตัวว่าจะเป็นผู้ประสานงาน นำกิจกรรมท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับคนคูเต่าและใกล้เคียง
ความไม่คุ้นชินกับลีลาโฉ่งฉ่างของนักการเมืองทำให้ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆคิดอย่างไรกับคำปวารณาตัวเช่นนั้น แน่นอนว่าสำหรับคนอย่างนักจัดรายการวิทยุนี้ที่มีนัยแฝงการทำงานการเมืองคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไปถึงเจตนาที่แท้จริง
ที่แน่ๆกระแสอนุรักษ์สายน้ำเริ่มที่จะเกิดขึ้นชักนำใครต่อใครให้เข้ามา...เราควรที่จะยินดีกับสิ่งที่ก่อตัวขึ้นใหม่นี้หรือไม่?
คงมิใช่แต่นักจัดรายการคนนี้ ยังมีคนอื่นๆอีกมากที่เริ่มหันมาสนใจคลองอู่ตะเภา พวกเราก็เช่นกัน หากย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เราก็เป็นคนอีกรุ่นที่อาสาเข้ามาดูแลสายน้ำแห่งนี้ ต่อเนื่องจากคนรุ่นเก่าที่นับวันจะโรยราสิ้นเรี่ยวแรงในการทำงาน
สายน้ำได้ชักนำพวกเรามารวมตัวกัน จู่ๆผมก็ฉุกคิด...ใครกันแน่ที่ควรจะเป็นผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมในการอนุรักษ์สายน้ำ? คนท้องถิ่น? คนที่หาเช้ากินค่ำตลอดสายน้ำ? ชนชั้นกลางที่มีจิตสำนึก? สื่อมวลชน? หรือใคร?...
ผมนั่งคิดเรื่องเหล่านี้อยู่เงียบๆ บนเก้าอี้ใต้ร่มไม้ใหญ่
หากเราเอาเกณฑ์พื้นที่เป็นตัวตั้ง เราจะพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำจำนวนมากมายเหลือเกิน ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น หน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้ที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ริมสายน้ำ 2.ผู้ที่ได้อาศัยประโยชน์จากสายน้ำ ดังเช่น กลุ่มชาวประมง กลุ่มคนปลูกผัก กลุ่มคนเมืองที่อาศัยเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปาอุปโภคบริโภค 3. กลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา นักประวัติศาสตร์ นักพัฒนา เหล่านี้ต่างอาศัยสายน้ำยังประโยชน์ต่อชีวิตไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
หลายปีมานี้ผมพบว่ากระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นที่สนใจของหลายๆฝ่าย เป็นไปได้ว่าผลพวงของการพัฒนาที่ผิดรูปผิดรอยไปมากของประเทศได้สร้างหรือสั่งสมความเสื่อมโทรมสร้างมลภาวะให้เกิดขึ้นในแทบทุกแห่งที่กระแสการพัฒนาสมัยใหม่รุกคืบไปถึง ชนชั้นกลางอย่างเรา เมื่อปากท้องอิ่ม ปัจจัยพื้นฐานหาใช่ปัญหารบกวนจิตใจอีกต่อไป ทำให้มีเวลาได้ทบทวน สำรวจตรวจตราสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ๆตัว เมื่อบวกรวมกับประสบการณ์เดิมแต่ครั้งอดีต จึงเป็นเรื่องที่ค้นพบได้ไม่ยากว่าที่สุดแล้ว ในยุคสมัยปัจจุบันเราได้สร้างและทำลายสิ่งใดลงไปบ้าง
ผมคิดไปถึงคำว่า อู่ตะเภา ซึ่งเป็นชื่อเรียกลำน้ำ และสถานที่หลายแห่งในประเทศไทย ในภาคใต้ก็มีหลายที่ ที่เรียกว่าอู่ตะเภา แต่สำหรับคลองอู่ตะเภา ที่ผมเขียนถึงนี้ ผมหมายถึงสถานที่อันเป็นที่ตั้งของท่าหาดใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานกันว่า นอกจากเป็นที่มาของชื่อหาดใหญ่ในปัจจุบันแล้ว อดีตยังเป็นเส้นข้ามคาบสมุทร เป็นเส้นทางการค้าทางน้ำเชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนอ่าวไทยที่ลึกไปสู่ทะเลสาบสงขลา ตลอดไปจนถึงปากบางอู่ตะเภา ข้ามผืนแผ่นดินไปเชื่อมต่อกับเส้นทางค้าทางน้ำด้านเมืองไทรบุรี (รัฐเคดาห์ประเทศมาเลเซีย) สู่มหาสมุทรอินเดีย
จากบทความของ อ.พิชัย ศรีใส ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการค้นหาประวัติศาสตร์ของเมืองหาดใหญ่ได้รวบรวมข้อมูลของคลองอู่ตะเภาในแง่มุมต่างๆ เอาไว้ ระบุในเอกสารชิ้นหนึ่งอธิบายภาพรวมของลุ่มน้ำนี้ว่าตัวคลองอู่ตะเภาจริงๆ เกิดจากการไหลมาบรรจบของคลองใหญ่ 2 สาย ที่บางหรำ(บ้านคลองแงะ) คือ คลองรำ ซึ่งไหลมาจากเขาลูกช้างและเทือกเขาบรรทัด(ผาดำ) และคลองแม่น้ำที่ไหลมาจากเขาน้ำค้าง รวมความยาวเกือบร้อยกิโลเมตร ถึงปากอ่าวทะเลสาบ และถ้าจะแบ่งคลองอู่ตะเภาตามสภาพภูมิศาสตร์ และขนาดความกว้างลึกของลำคลอง อันเป็นบริบททั้งหมดของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแล้ว อาจแบ่งออกได้เป็น 3 ตอน คือ
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนเหนือ (อยู่ทิศใต้ แต่เหนือน้ำ) ซึ่งเป็นเขตป่าเขาของคลองแม่น้ำ และคลองรำอันมีกิ่งก้านสาขาเป็นห้วย หนอง คลอง บึง เป็นร้อยสาย ครอบคลุมพื้นที่เขตอำเภอสะเดา อำเภอคลองหอยโข่ง อำเภอนาหม่อม ลุ่มน้ำตอนเหนือเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมาย สามารถหล่อเลี้ยงเมืองสงขลามาตั้งแต่อดีต ทรัพยากรจากลุ่มน้ำตอนเหนือไม่ว่าจะเป็นหนังสัตว์ ของป่า ไม้ ชัน น้ำมันยาง เครื่องเทศ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลดึงดูดให้เรือสำเภาเข้าถึงท่าหาดใหญ่ และทำให้ที่แห่งหนึ่งบนเส้นทางน้ำสายนี้มีอู่สร้างซ่อมเรือสำเภาขึ้นที่ บ้านโอ (ด้านใต้ของวัดอู่ตะเภา) ตำบลคูเต่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนเหนือเป็นดินแดนสำคัญยิ่งสำหรับจังหวัดสงขลาทั้งจังหวัด เพราะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาป่าไม้อุดมสมบูรณ์ และเป็นพื้นที่ราบเชิงภูเขา เป็นสวนยาง สวนปาล์ม สวนผลไม้ ซึ่งก่อนนี้เคยเป็นแหล่งแร่ดีบุก (ปัจจุบันหมดแล้ว) เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนเหนือเป็นเขตติดต่อชายแดนประเทศมาเลเซีย และเป็นป่าสลับซับซ้อน จึงมีความสำคัญทางด้านความมั่นคงของประเทศมากที่สุดแหล่งหนึ่ง ทางซีกคลองแม่น้ำเคยเป็นเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา (รัฐบาลไทยเรียกว่า โจรจีนคอมมิวนิสต์) ส่วนซีกคลองรำเป็นเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (รัฐบาลไทยเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์) อันที่จริงพื้นที่ส่วนนี้เคยเป็นเขตอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายามาก่อน แต่ภายหลังได้ร่วมมือกัน จึงแบ่งเขตพื้นที่เป็นเขตเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (หลักฐานจากร่องรอยที่มั่นบนค่ายผาดำ และคำบอกเล่าของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย)
ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนเหนือส่วนชุมชนแนวถนนกาญจนวนิช และคลองแม่น้ำ เป็นเขตพื้นที่อุตสาหกรรม
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาเขตชุมชน เป็นเขตพื้นที่สัมพันธ์กับคลองอู่ตะเภาโดยตรง มีลำคลองสาขาจากพื้นที่ต่างที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภามากมาย เช่น คลองปอม คลองหวะ คลองจำไหร คลองเตย คลองแห ฯลฯ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอสะเดา ส่วนต่อกับอำเภอหาดใหญ่ อำเภอคลองหอยโข่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ อำเภอหาดใหญ่ พื้นที่ลุ่มน้ำส่วนนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชกรรม ชุมชนเมือง เป็นแหล่งผู้ใช้น้ำจากคลองอู่ตะเภามากที่สุด สำหรับการอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ที่ปล่อยน้ำเสียลงคลองอู่ตะเภามากที่สุด
เนื่องจากเขตลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาย่านนี้เป็นชุมชนเมือง คลองอู่ตะเภาจึงเป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับใช้ในการผลิตน้ำประปา เพื่อการหล่อเลี้ยงคนเมืองหาดใหญ่ทั้งเมือง คลองหอยโข่งบางส่วน นาหม่อมบางส่วน เมืองสงขลาทั้งเมือง เมืองสิงหนคร จึงสรุปได้ว่าความเป็นไปเกือบทั้งหมดของจังหวัดสงขลาอาศัยน้ำหล่อเลี้ยงจากคลองอู่ตะเภา จึงจัดเป็นเขตพื้นที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาที่สำคัญ
ท่าหาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่เขตลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนนี้ และถ้าพิจารณาตามความกว้างลึกของคลองอู่ตะเภา เขตลุ่มน้ำตอนนี้นับได้ว่ามีอิทธิพลสูงสุด กล่าวคือ เป็นลำคลองที่ลึก และกว้างจนเรือขนาดใหญ่อย่างเรือสำเภาแล่นเข้าถึง อันเป็นสิ่งที่ทำให้ท่าหาดใหญ่ ได้มีความสำคัญมาแต่อดีต อีกทั้งเป็นเขตอิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลงมีมาถึงท่าหาดใหญ่ และเข้าไปถึงแถวบ้านชายคลอง ตำบลบ้านพรุ ด้วยเหตุนี้เองที่ก่อปัญหาน้ำเค็มเข้าถึงโรงผลิตน้ำประปาของการประปาภูมิภาคบางฤดูกาล
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนนี้ นอกจากเป็นชุมชนเมือง ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกของพืชเศรษฐกิจสำคัญมากมาแต่อดีตแล้ว
ลุ่มน้ำอู่ตะเภาตอนล่าง อาจนับได้จากเขตอิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลงไล่ลงไปจรดปากบางและอ่าวแหลมโพธิ์ มีพื้นที่คลอบคลุมจากอำเภอหาดใหญ่ อำเภอบางกล่ำ อำเภอควนเนียง และอำเภอเมืองด้านทิศใต้ (ส่วนพื้นที่รับน้ำแนวฝั่งทะเลสาบ) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำนา ทำสวน) ประมงพื้นบ้าน
เขตลุ่มน้ำตอนล่าง เป็นเขตลุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะ ที่ชุมชนเหนือน้ำปล่อยน้ำทิ้งลงคลองอู่ตะเภา จากเดิมที่เคยเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งวัฒนธรรมเฉพาะของแม่น้ำอู่ตะเภาหลายอย่าง อาทิ วิถีชีวิตที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนกับวัฒนธรรมไทยท้องถิ่นอย่างกลมกลืน จนเกิดมีศิลปวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง อย่างกรณีเพลงเรือแหลมโพธิ์ เพลงยาวเกาะใหญ่ การกราบไหว้บูชาบรรพบุรุษ อาคารสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามโดดเด่น มีลักษณะเฉพาะอย่างเห็นได้ชัด
วัดคูเต่าก็เป็นอีกแหล่งสำคัญทางศิลปะวัตถุ มีอุโบสถสวยๆ มีสะพานแขวนที่เป็นภูมิปัญญาของช่างโบราณที่หาดูได้ยาก และเพลงเรือแหลมโพธิ์ก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนโบราณที่ยังคงหลงเหลือมีการสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน
มื้อเที่ยงผ่านไปท่ามกลางสายฝนที่เริ่มพรำเม็ดเบาบาง ทีมงานนักการเมืองที่มาทำรายการวิทยุจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงคำปวารณาตัวที่จะอุทิศให้กับการอนุรักษ์ตกค้างในความทรงจำ ถวายเทียนทางน้ำปีนี้มีอีกหลายองค์กรมาร่วมกิจกรรมโดยเฉพาะสโมสรโรตารี่ โรงเรียน มีทั้งคนที่ผมรู้จักและไม่เคยเห็นหน้า แต่ก็นั่นแหละเมื่อมาลงเรือลำเดียวกันแล้ว สายน้ำก็ช่วยละลายความแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
ผมรู้สึกได้ถึงกลไกของการสร้างสายสัมพันธ์อันงดงามที่ค่อยๆก่อตัว และเชื่อมโยงเราไว้ด้วยกัน ว่าที่จริงนี่เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาของโลกตะวันออก และก็ไม่ใช่เรื่องแปลก คนโบราณอาจใช้งานบุญประเพณีวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมาช้านานเป็นเครื่องร้อยรัดและหล่อมหลอมจิตใจผู้คน ทั้งที่มาจากต่างที่ต่างถิ่นหรือรวมไปถึงคนถิ่นเดียวกัน การสร้างรากฐานความสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นมากๆพอๆกับการค้นหาปัจจัยพื้นฐานยังชีพ เพราะนี่หมายถึงการสร้างเกราะหรือกำแพงรั้วป้องกันอันตรายและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับตัวเอง
เมื่อบวกกับภูมิรู้สมัยใหม่ ที่มีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีก้าวหน้าไม่หยุดยั้ง ทำอย่างไรที่เราในฐานะที่เกิดมารู้เห็นทั้งสองยุค จะนำสิ่งดีๆเหล่านั้นมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพที่เราเป็นอยู่
ผมอดประหลาดใจไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ในเมื่อเราอยู่ท่ามกลางอารยธรรมทั้งโลกตะวันออกและตะวันตกเช่นนี้แล้ว ไฉนวิกฤตการณ์ต่างๆจึงประเดประดังทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะได้เล่า?
หลายคนผลัดเปลี่ยนกันออกมาแสดงทัศนะที่มีการอนุรักษ์ ผมนั่งฟังรับความรู้สึกดีๆ ที่ร่วมกันถ่ายทอดต่างแง่มุมและเติมเต็มซึ่งกันและกัน บางทีสิ่งนี้คือผลที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุดโดยที่ไม่ต้องเฝ้ารอให้มันเกิด เหมือนกับการลงมือช่วยแก้สภาพปัญหาของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาในปัจจุบัน ที่โดยภาพรวมแล้วคลองอู่ตะเภาทั้ง 3 โซนกำลังประสบปัญหาหลักๆได้แก่
1.สภาพป่าต้นน้ำถูกทำลาย ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนบนก็คงไม่ต่างไปจากสภาพผืนป่าสำคัญๆ ของประเทศเรา ซึ่งตกเป็นเหยื่อให้กับการพัฒนาที่ปราศจากความสมดุล อดีตเคยมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ หากทว่าในปัจจุบันประสบปัญหาวิกฤตที่สุดที่เกิดจากการแผ้วถางทำลายป่าอย่างรุนแรงของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จากการสำรวจภาพถ่ายทางอากาศของสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลาในปี 2547 พบว่าจังหวัดสงขลาเหลือพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพียง 557,150 ไร่(หรือคิดเป็น 12.34% ของเนื้อที่จังหวัดเท่านั้น!) โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น1 ซึ่งมีอยู่ 123,400 ไร่ ขณะนี้ถูกบุกรุกไปแล้วมากถึง30% และลุ่มน้ำชั้น 2 ซึ่งมีอยู่ 127,206 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วถึง58%
2.น้ำเสีย อันเกิดจากแหล่งมลพิษสำคัญๆที่อยู่ริมน้ำตลอดสาย ได้แก่ จากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน โดยเฉพาะช่วงตอนกลางของลุ่มน้ำ ที่มีโรงงานมาตั้งอยู่ริมน้ำเป็นจำนวนมาก และมีการลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่สายน้ำจนเป็นที่มาของความเสื่อมโทรม ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำคลองอู่ตะเภาพบว่ามีความเสื่อมโทรมที่สุดในบรรดาลุ่มน้ำสาขาของทะเลสาบสงขลา โดยวัดจากปริมาณน้ำใช้ 82,143 ลบ.ม./วัน พบว่ามีปริมาณน้ำเสียมากถึง 65,714 ลบ.ม./วัน
3.น้ำมีสภาพที่ขุ่นข้นและทางน้ำถูกกีดขวาง สาเหตุใหญ่เกิดจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาจะเป็นสวนยางพารา ซึ่งเป็นการทำเกษตรเชิงเดี่ยวที่มีสภาพเตียนโล่ง เวลาฝนตกหน้าดินจึงถูกชะล้างลงไปในคลอง ทำให้สภาพน้ำในคลองเป็นสีชาขุ่น บวกผสมกับการลักลอบดูดทราย ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สภาพน้ำในคลองขุ่นข้น ในช่วงตอนล่างของลุ่มน้ำเกษตรกรได้ทำการปลูกผักบุ้ง-ผักกระเฉด และผักตบชวาขวางทางน้ำ ทำให้ช่วงฤดูน้ำหลากกลายเป็นสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ
4. ความสัมพันธ์ของชุมชนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อันเนื่องจากวิถีชีวิตเปลี่ยนไป เป็นผลสืบเนื่องจากกระแสของการพัฒนาในแบบทุนนิยมที่ไหลเชี่ยวกรากเข้าโหมทำลาย ชุมชนทิ้งลำคลองที่เคยใช้เรือสัญจรหันมาใช้ถนน คนหันหน้าบ้านหาถนนทิ้งลำคลองเป็นหลังบ้าน ขณะเดียวกันก็หันไปสนใจอุตสาหกรรมมากขึ้น ละวางเมินเฉยต่ออาชีพเกษตรกรรมที่มีคุณค่าในอดีต ยกตัวอย่าง ข้าวที่ปลูกในที่ลุ่มรอบทะเลสาบจะเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีหลากหลายพันธุ์มาก เช่นข้าวจมูกมูสังที่มีความหอมมาก เคยประกวดได้ที่ 2 ของโลกแต่ปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว นับตั้งแต่รัฐบาลส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ กข ข้าวพื้นเมืองก็หายสาบสูญไปหมด
ขณะที่ลุ่มน้ำอู่ตะเภาเป็นชุมชนที่มีทั้ง 3 วัฒนธรรมคือไทย จีน และอิสลาม เป็นชุมชน 3 น้ำคือมีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย และน้ำจืด มีการผสมผสานของวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวและสงบสุข เมื่อลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป วิถีการผลิตเปลี่ยนไป คนเข้ามาสู่เมือง ลักษณะการผสมผสานทางวัฒนธรรมและการเมืองจะสูญหายไปด้วย
ทุกวันนี้คลองอู่ตะเภาเป็นเพียงแหล่งทิ้งขยะ หรือระบายน้ำเสีย อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป คลองไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้โดยตรงเหมือนเช่นอดีต หากไม่มีการแก้ไขเท่ากับว่า คลองนี้ได้ ตาย ไปแล้วในความรู้สึกของชุมชน
อย่างไรก็ดี ด้วยตระหนักในความสำคัญของคลองอู่ตะเภา จึงเกิดมีกลุ่มอนุรักษ์คลองอู่ตะเภาขึ้นและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมีการเคลื่อนไหวอย่างหลากหลายรูปแบบ นับแต่ช่วงปี 2544 เป็นต้นมามีกลุ่มเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ที่เป็นกำลังสำคัญ
ความเป็นมาของเครือข่ายฯ นั้น คุณประโชติ อินทร์ถาวร ในฐานะประธาน ได้บันทึกการเกิดของเครือข่ายฯ ว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2544 ได้มีกลุ่มคนที่สนใจและห่วงใยคลองอู่ตะเภา จำนวน 24 คนร่วมปรึกษาหารือกันที่ ห้องประชุม 215 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยสรุปที่ประชุมได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับคลองอู่ตะเภากันอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันให้มีการจัดตั้งเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา เพื่อช่วยกันรณรงค์ให้คนที่ใช้ประโยชน์จากคลองอู่ตะเภาทั้งทางตรงและทางอ้อม มาช่วยกันดูแลรักษาให้คลองอู่ตะเภาเป็นลำคลองที่มีน้ำใสปลอดภัยไร้เชื้อโรคในอนาคต
ถึงกระนั้น หากย้อนรำลึกถึงกลุ่มบุกเบิกกิจกรรมในการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภาแล้ว กลุ่มกิจกรรมแรกๆที่เข้ามาเปิดพื้นที่ทำงานอย่างเข้มแข็งและจริงจัง ก็คือ กลุ่มของคุณอนันต์ กาญจนสุวรรณ คุณลัภย์ หนูประดิษฐ์ อดีตกำนันเต๊ะ ปกติ ที่ได้มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวในช่วงปลายน้ำ เมื่อปี 2518 จะมีกฎหมายขยายเขตคลองอู่ตะเภาในพื้นที่รวม 6 ตำบล ตั้งแต่วัดหาดใหญ่ในลงไป คุณอนันต์ ในฐานะประธานชมรมอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา (ชื่อในขณะนั้น)ได้ออกมาคัดค้านจนมีการเลิกลาไป
ปี 2522 มีโรงงานโดยเฉพาะโรงเหล้าเกิดขึ้นในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งได้สร้างผลกระทบกับแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญ 2 สายคือ คลองเตยและคลองอู่ตะเภา ทางกลุ่มอนุรักษ์ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ปี 2542 ต่อมากลุ่มที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการรวบรวมข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองหาดใหญ่และคลองอู่ตะเภา ได้แก่ ชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ที่มีสมาชิกสำคัญ ได้แก่ คุณกิตติ จิระนคร นพ.อนันต์ บุญโสภณ พญ.รัชนี บุญโสภณ อ.พิชัย ศรีใส คุณอรัญ จิตตะเสโน คุณถวัลย์ วาณิชย์กุล ได้มีกิจกรรมล่องคลอง เผยแพร่และถกสนทนาถึงที่มาของเมืองหาดใหญ่ รับช่วงกับข้อมูลทางด้านระบบนิเวศและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มนักวิชาการอิสระ อย่าง อ.ประสาท มีแต้ม ดร.เริงชัย ตันสกุล คุณประทุม กาญจนสุวรรณ และรวมถึงกลุ่มนักพัฒนาองค์กรเอกชน ได้แก่ คุณนฤทธิ์ ดวงสุวรรณ
กลุ่มธนาคารชีวิตวัดดอน ที่มีแกนนำอย่าง จ่านิคม ทองมุณี
แกนนำชุมชนบางโหนด อย่าง ลุงเจียร ไชยวรรณ
ชมรมไก่เถื่อน ของ อ.สุชาติ สุริยันต์ยงค์ อ.สุพจน์ แสงจันทร์ อ.สุภาพ แก้วได้ปาน มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในช่วงต้นน้ำ สะเดา คลองแงะ ท่าโพธิ์
กลุ่มธรรมยาตราเพื่อลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทในการสร้างความตระหนัก และตื่นตัวให้กับประชาชนรอบพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา มีกิจกรรมเดินธรรมยาตรา สำรวจปัญหา และหาทางแก้ไขมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ยังมีกลุ่มกิจกรรมพัฒนาต่าง ๆ ที่ทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่อีกหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มบ้างดำเนินงานอย่างเป็นเอกเทศ มีลักษณะเนื้องานที่แตกต่างกันไป บ้างก็มีสมาชิกคละปะปนอยู่ในกลุ่มต่างๆ อาทิเช่น ประชาคมสุขภาพสงขลา ชมรมคนรักเมืองหาดใหญ่ กลุ่มศึกษาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนจังหวัดสงขลา วิทยาลัยวันศุกร์ สมัชชาสงขลาเพื่อการปฏิรูปการเมือง กลุ่มผู้บริโภคเข้มแข็ง กลุ่มมานี-มานะ กลุ่มหมื่นส้อง หอศิลป์สยาม ร่มรื่นในลานเมือง ลานบ้านริมควน ฯลฯ
ในช่วงปี 2546 เวทีกลางของเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา จึงได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การประชุมแต่ละครั้งเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือกัน ของโครงการปฏิบัติการชุมชนและเมืองน่าอยู่ สหกรณ์ออมทรัพย์และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้ โดยพยายามใช้ศักยภาพของท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์สูงสุด ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในเวทีดังกล่าวนี้มีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายนับตั้งแต่ การประปา กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวคลอง องค์กรชาวบ้านที่ทำกิจกรรมเพื่อดูแลรักษาคลอง สถาบันการศึกษา เครือข่ายครูสิ่งแวดล้อมศึกษาจังหวัดสงขลา คณะสงฆ์ นักพัฒนาเอกชน ทุกคนได้นำเสนอความฝันที่มีต่อคลองอู่ตะเภา ตลอดจนได้เสนอถึงกระบวนการทำงานกับคลองอู่ตะเภาในระยะที่ผ่านมา และร่วมกันค้นหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาต่อไป
โรงเรียนวัดโคกสมานคุณ เป็นอีกภาคีหนึ่งได้จัดกระบวนการเรียนรู้เรื่องการจัดการขยะ แก่ครู และนักเรียน มีกิจกรรมคัดแยกขยะและการผลิตน้ำหมักชีวภาพ และริเริ่มจัดตั้งธนาคารบูรณาการขยะในโรงเรียน
โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ มีกิจกรรมนักสืบสายน้ำ ตั้งแต่ปี 2541-2547 และริเริ่มจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น มีรายวิชารักคลองอู่ตะเภาในโรงเรียน ในปี 2545 ปีต่อมาได้ขยายเป็น รักษ์ถิ่น มาถึงปี 47 หลักสูตรรักษ์คลองอู่ตะเภา ได้จัดตั้งคณะทำงานหลักสูตรจากเขตพื้นที่การศึกษาสงขลาทั้ง 3 เขต มีทีมงานและกรรมการสถานศึกษาร่วมกันวางแผน
กลุ่มมานีมานะ นำละคร อู่ตะเภา และกิจกรรม กระบวนการเรียนรู้ผ่านสื่อศิลปะ รณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเด็กนักเรียนชั้นประถม 5 6 ในการใช้น้ำจากคลองอู่ตะเภา ควรจะได้รับรู้ถึงปัญหา ได้รับการปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลและรักษาคลองอู่ตะเภา
กลุ่มสวีท จูเนียร์ และกลุ่มเด็กคิด โดยมีแกนหลักได้แก่ คุณชัยวุฒิ เกิดชื่น มีกิจกรรมอบรมทักษะการจัดรายการวิทยุให้กับเยาวชน เชื่อมโยงกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมด้านต่าง ๆ จนเกิดทักษะในการเรียนรู้ และมีปฏิบัติการผลิตสารคดีออกมาเผยแพร่สู่ผู้ฟัง
เว็บไซด์ www.khlong-u-taphao.com และจดหมายข่าว คลองอู่ตะเภา วางบทบาทเป็นช่องทางสื่อสารสาธารณะของเครือข่าย (ที่มีผมเป็นผู้รับผิดชอบ) เป็นสื่อกลางในการเชื่อมร้อยเครือข่าย ตลอดจนสื่อสารข้อมูล กิจกรรมของการฟื้นฟูคลองอู่ตะเภา โดยจัดส่งไปยังหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนทั่วไป โรงเรียน สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ นอกจากนี้ก็ยังมีสื่ออื่นๆ เช่น นิทรรศการ บทความ การสนทนาในรายการวิทยุ และหนังสือเล่ม
กลุ่มประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ มีกิจกรรมลาดตระเวนเฝ้าระวังป่าต้นน้ำ ป่าผาดำมาตั้งแต่ปี 2544
เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพจังหวัดสงขลา ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่สนับสนุนงบประมาณให้กับภาคีเครือข่ายในการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์คลองอู่ตะเภา มีกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมกับสายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น อบต.คูเต่า อบต.แม่ทอม จัดกิจกรรมประเพณีแข่งเรือยาวเป็นประจำทุกปี เทศบาลตำบลปริก อบต.คลองหอยโข่ง อบต.โคกม่วง อบต.ทุ่งลาน ก็เป็นอีกกำลังสำคัญ
นานาความคิดและใบหน้าของบุคคลเหล่านี้หมุนวนอยู่ในหัวของผม ทุกวันนี้ คลองอู่ตะเภาก็ไม่ต่างไปจากลุ่มน้ำหลักๆสายอื่นของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะของความเสื่อมโทรมรอการฟื้นฟูเยียวยา การมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาพื้นความอุดมสมบูรณ์ในอดีตกลับมา แนวทางแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐ การประสานเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรต่างๆในพื้นที่ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งกระทำ ขณะเดียวกัน ทิศทางในเชิงนโยบายที่จะกำหนดชะตากรรมของพื้นที่ ซึ่งจะกำกับทิศทางการพัฒนาไปด้วย ไม่จำเป็นจะต้องเฝ้ารอผู้มีอำนาจทั้งจากส่วนกลางหรือหน่วยงานท้องถิ่นสั่งการเพียงลำพังอีกต่อไป การสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีเป็นเรื่องของทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ช่องทางสร้างนโยบายควรเปิดกว้างให้กับทุกฝ่าย ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่เราจะตระหนักถึงบทบาทและภารกิจ และเป็นหน้าที่ของเราโดยตรงโดยเฉพาะชุมชน ที่จะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของพื้นที่ ให้สมดังคำที่เรากล่าวขานกันหนาหูมากขึ้นในระยะหลังว่า การพัฒนาที่ดีควร เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพราะในเมื่อเราเองย่อมเป็นผู้รู้ว่าสภาพปัญหา ความต้องการ ข้อเท็จจริงต่างๆนั้นคืออะไร
ถึงที่สุดแล้วมันก็ถึงเวลาที่เราทุกฝ่ายจะต้องนั่งลงหันหน้าเข้ามาร่วมมือกัน ก้าวเดินไปด้วยกันอย่างเคารพในศักดิ์ศรีและตระหนักในบทบาทที่มีส่วนหนุนเสริมกันและกัน โดยมิจำเป็นต้องเลือกข้างเลือกฝ่าย
เพื่อช่วยกันปกป้องดูแลธรรมชาติอันเป็นที่รักและหวงแหนของทุกคนให้ฟื้นความสมบูรณ์กลับคืนมา
นั่นคือความมุ่งหวังที่อยู่ในใจ.

