
เทศกาลสงขลาเมืองเก่า

ครั้งหนึ่งของการทำกิจกรรม ในช่วงต้นปี 2548 ที่ผ่านมาเรามีโอกาสดีได้ร่วมในโครงการเทศกาลเมืองเก่าสัญจร โครงการนี้เกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ได้เห็นชอบการอนุรักษ์แนวทางและกรอบในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ และพัฒนาเมืองเก่าของประเทศ และให้เมืองเก่า 10 เมืองที่มีคุณค่าความสำคัญอันดับ 1 ต้องมีการบริหารจัดการเร่งด่วน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง กำแพงเพชร น่าน พิษณุโลก พิมาย ลพบุรี สงขลา และนครศรีธรรมราช
ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว จังหวัดสงขลาได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ และองค์กรต่างๆร่วมกันหาแนวทางจัดกิจกรรมโครงการเมืองเก่าสัญจรขึ้น โดยมีเป้าหมายว่าเป็นไปเพื่อสร้างความตระหนักให้กับชุมชนและผู้ร่วมกิจกรรมได้หันกลับมาย้อยมองประวัติศาสตร์ผ่านรากเหง้าชุมชนหรือ บ้านเกิด ของตน
มีข้อถกเถียงในการนิยามความหมาย การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า ซึ่งภาคประชาชนเห็นว่าหากไม่ยึดติดความหมายของคำว่า เมืองเก่า จนเกินไป เราสามารถเสาะแสวงหาสิ่งดีๆ นำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยได้มาก ความเก่าแก่คงไม่ได้มีมิติแค่อายุทั้งในด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตอันเก่าแก่ของชุมชม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของภูเขา แม่น้ำ และรวมไปถึงบุคคล
นิยามเสียเช่นนี้ น่าจะช่วยให้เรารู้สึกว่าเนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้แยกส่วนและห่างไกลจากชีวิตจนเกินไปนัก
ในช่วงพลบค่ำของแต่ละวัน เราอาศัยห้องประชุมที่บ้านของคุณหมออนันต์ บุญโสภณ พลเมืองอาวุโสของเราเป็นที่นัดพบ เพื่อร่วมกำหนดสถานที่และชุมชนในการทำกิจกรรม คณะทำงานซึ่งมีตัวแทนของชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ชมรมรักหาดใหญ่ และเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา คิดฝันเป็นการใหญ่ เช่น ชักชวนเทศบาลนครและททท.มาร่วมกันค้นหาศักยภาพของเมืองเก่าโดยเฉพาะในด้านอาหารเลิศรส เป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะปิดถนน ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวมาร่วมเดินและลิ้มรสอาหารอันจัดจ้านของร้านเก่าแก่ของเมือง
เรากำหนดแผนงานไว้คร่าวๆ ว่าการสัญจรต้นน้ำ เราจะไปเยือนป่าผาดำ เพื่อย้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
กลางน้ำ เราจะไปเยือนสวนหม่อมและท่าหาดใหญ่ เพื่อไปศึกษาเส้นทางที่เป็นเสมือนประตูแห่งความเจริญสมัยใหม่ และนำมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองของหาดใหญ่ และร่วมกันศึกษาศักยภาพของเมืองใหญ่ผ่านร้านอาหารเก่าแก่
ปลายน้ำ เราจะล่องคลองอู่ตะเภาที่คูเต่าและไปสมทบกับกิจกรรมของลุ่มน้ำภูมีที่บางกล่ำ
ประวัติศาสตร์พาเราย้อนกลับไปพบพานสิ่งใด?
ประเดิมกิจกรรมแรก วันที่ 4 เมษายน 2548 ซึ่งตรงกับวันเริ่มต้นรวมตัวกันของกลุ่มประชาคมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำผาดำ กลุ่มแกนนำในชุมชนที่เราชักชวนมาร่วมย้อนรำลึกประวัติศาสตร์การต่อสู้ในอดีต อาศัยสายสัมพันธ์เก่าตั้งแต่เมื่อครั้งร่วมกิจกรรมทางการเมืองและการทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผมกับอ.พิชัย ศรีใส ได้ประสานงานเอาไว้ล่วงหน้า
![]() |
![]() |
![]() |
เช้าตรู่ของวัน เรากับคณะไปสมทบกันที่คลองหอยโข่งที่ทำการของประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ สิ กั้ง-เยาวชนอนุรักษ์ป่าผาดำกับคุณสุธรรม คุณเหล็ก คุณแจง ประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ พาพวกเราไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำ
ว่าไปแล้ว ผมเองโตทันได้ร่วมสัมผัสบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายและขวาของสังคมการเมืองในขณะนั้น บ้านเกิดของผมที่พัทลุงแม้นไม่ใช่สมรภูมิรบด้วยเหตุที่ว่าแวดล้อมไปด้วยทุ่งนา ไม่เหมาะที่จะหลบซ่อนสร้างขุมกำลัง ทว่าในวัยเด็กก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะได้รับรู้เรื่องราวซ้ำซากที่พยายามสร้างภาพคอมมิวนิสต์เป็นยักษ์มารน่าเกลียดน่ากลัว
วันนั้นเราหอบหิ้วอาหารติดตัวมาไม่มากนัก ผมกับ อ.พิชัย ศรีใส และคุณเหล็กจึงออกมาซื้อข้าวสารกับปลากระป๋องและน้ำที่ร้านค้าในตลาด
ช่วงเตรียมการณ์ผมกับ อ.พิชัย ลงมาเก็บข้อมูลล่วงหน้าเพื่อนำไปทำนิทรรศการ เรานัดหมายกลุ่มประชาคมไว้ วางแผนไว้ว่าจะไปต่อรถที่หน่วยจัดการต้นน้ำ ระหว่างทางเราแวะจอดรถที่ข้างทาง มุดชายป่าที่มีต้นไม้ข้างทางบังตา เราพบว่าข้างในนั้นถูกบุกรุกแผ้วถางจนป่าราบเรียบ
มาถึงบ้านบาโรย คุณประวิทย์ชี้ให้ดูบ้านพักที่สร้างข้างทาง มีชายสองคนนั่งมองมาด้วยสายตาระแวดระวัง เขาบอกว่าหนึ่งในนั้นคือพรรคพวกที่เป็นสายให้ผู้บุกรุก
ตอนที่เราไปถึงหน่วยจัดการต้นน้ำ พบกลุ่มคนงานกำลังลาดฟื้นปรับปรุงฟื้นที่บริเวณหน่วยฯให้ได้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
คุณเหล็กเข้าไปหาหัวหน้าคนงาน สอบถามเรื่องรถ ผมเห็นแววตาคนงานนับสิบที่มองมายังกลุ่มประชาคมด้วยแววตาแปลกๆ
อ.พิชัย ถอยรถไปจอดหน้าที่พักเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำ เราขึ้นรถของเจ้าหน้าที่พร้อมตะลุยขึ้นป่าผาดำ
เดินตามกลุ่มประชาคมไปเรื่อยๆ ผ่านทิวทัศน์ที่คุ้นตา กระทั่ง 1 ชั่วโมงผ่านไป เราเดินทางผ่านตีนน้ำตกที่ผมเคยมาครั้งหนึ่งแล้ว ชั่วเวลาห่างกันไม่กี่เดือน มาคราวนี้ผมเห็นใบไม้แห้งปลิวร่วงเกลื่อนถมเต็มพื้นทราย
ระยะทางอีกไกล เรายึดเถาวัลย์รากไม้สืบเท้าพาตัวเองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบริเวณน้ำตกผาดำที่อวดแผ่นผาสีดำตระหง่าน
ก้อนหินแต่ละก้อนขนาดใหญ่โตมหึมาจนน่าตกใจ ผมคะเนแล้วกว้างยาวไม่ต่ำกว่า 2-3 เมตร คนที่ขึ้นนั่งตัวเล็กไปถนัดใจ ทอดตัวเรียงรายเป็นบริเวณกว้าง รองรับน้ำใสเย็นเฉียบจากน้ำตกที่ไหลเลาะมาตามซอกเกาะแก่ง น้ำเย็นๆ ทำให้หลายคนอดใจไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออกลงเล่นน้ำ น่าเสียดายที่เรามาถึงในช่วงหน้าร้อน น้ำตกมีน้ำน้อยไปหน่อย แต่ก็ไหลพรูพรั่งถะถั่งซัดเทลงมากระทบโขดเขินกระเซ็นเป็นฟองฝอยชุ่มฉ่ำใจ
เมื่อประจันหน้ากับแผ่นผาสีดำตระหง่านและสูงชัน ผมแหงนหน้าเผชิญกับภูผาที่ตั้งฉากกับสายตา เห็นท้องฟ้าสีสดลอยอยู่ลิบๆ น้ำตกผาดำถากความสูงลงมาข่มมนุษย์ให้เล็กลงไปอีก ผมรู้สึกได้ถึงความเปราะบางของตนและความแข็งแกร่งดุดันของธรรมชาติ ที่กำลังอวดสายน้ำสีขาวตัดกับแผ่นหินสีดำเป็นมันมะเมื่อม

พักตรงน้ำตกได้ชั่วครู่ เราป่ายปีนขึ้นไปอีก ผมเดินจนปวดขาไปหมด กว่าจะเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปได้ทีละก้าวเหนื่อยแทบจะขาดใจ ดีว่าได้มาพักตรงหลุมที่บรรดา สหาย ขุดไว้เพื่อดักซุ่มเฝ้าระวังและใช้กำบังในการต่อสู้ มองลงไปเบื้องล่าง ผมเห็นมีแต่ป่าต้นไม้เต็มพรืดไปหมดแลดูละลานตา ชัยภูมิที่ได้เปรียบเช่นนี้ ไม่สงสัยเลยว่าคนที่อยู่ข้างล่างบุกตีกระหน่ำเข้ามาจะเสียเปรียบเพียงใด
ทันทีที่มาถึงลานพัก ผมรู้สึกโล่งใจ เหงื่อเหนียวหนะเปียกชุ่มแผ่นหลัง ผมถอดเสื้อ วักน้ำในห้วยลูบตัวให้พอคลายความเหน็ดเหนื่อย
บนนี้ต้นไม้แต่ละต้นสูงตระหง่านและใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ยังคงรักษาความสดดิบและคงรูปแห่งธรรมชาติของป่าดิบไว้ได้ เถาไม้ระย้าย้อย ห้อยลงมา คุณประวิทย์โหนตัวราวกับทาร์ซาน กลุ่มประชาคมแยกตัวกันพักผ่อน ผมเห็นมีก้อนหินวางเรียงเป็นวงกลม
คุณสุธรรมเล่าว่าที่นี่อดีตเป็นสถานที่ตั้งค่าย และเคยถูกเครื่องบินของทางการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า เขาชี้จุดที่เคยหลบระเบิด เราไปตระเวนหาปากทางเข้าอุโมงค์ที่หลายคนดูเหมือนจะจำทางเข้าไม่ได้เสียแล้ว เราเสียเวลาค้นหากันพักใหญ่กว่าจะพบ
ขากลับเราแวะถ่ายรูปที่ลานหินโล่งที่สามารถพัฒนาเป็นจุดชมวิวได้ ที่นั่นเป็นลานหินสีดำขนาดใหญ่จุคนได้เกือบห้าสิบคน มองลงไปเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนของสวนป่าสิริกิต
เรากลับมาที่หน่วยจัดการต้นน้ำอีกครั้ง เวลาบ่ายเกือบห้าโมงเย็นแล้ว อ.พิชัยกลับไปเอารถที่จอดไว้ แต่ก่อนที่จะถอยรถออกมา คุณเหล็กเดินไปยังท้ายรถ ก้มลงดูที่ล้อรถแล้วก็หันมาทำหน้าเครียด คุณเหล็กชี้ให้ทุกคนดูที่ล้อรถ ซึ่งมีใบไม้แห้งใบหนึ่งวางอยู่บนพื้นหญ้า
คุณเหล็กปัดใบไม้ออกทุกคนถึงกับตะลึง !
ตะปูขนาดเขื่องปลายแหลมขาววาววับวางดักอยู่ที่โคนล้อรถ!
นี่ถ้า อ.พิชัยถอยรถไม่ระวัง แน่นอนว่าตะปู ซึ่งไม่ได้มีตัวเดียว แต่ยังมีที่ล้ออีกล้อหนึ่งด้วย จะต้องปักติดหนึบอยู่ที่ล้อทั้งสองข้าง ผมไม่อยากนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้น? และเท่านั้นเอง คุณเหล็กกับกลุ่มประชาคมก็โวยวายเสียงดัง
เขาไปคว้าตัวหัวหน้าคนงานมาดู ผมเห็นหัวหน้าคนงานหน้าซีดเผือด เขาดึงตะปูขึ้นมามือไม้สั่น ละล่ำละลักขอโทษขอโพยจนผมนึกเห็นใจ
ผมกับ อ.พิชัย มองหน้ากัน เรารู้ได้ถึงความผิดปกติระหว่างคนงานที่นี่กับกลุ่มประชาคม แต่เราไม่พูดอะไร
สำรวจเส้นทางแล้ว เห็นความลำบากในการเดินทาง ทัวร์ทริปนี้เราจึงไม่ได้ตั้งใจจะไปให้ถึงน้ำตกผาดำหรืออุโมงค์ประวัติศาสตร์ เพราะว่ามีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนสูงอายุ สังขารร่วงโรยเกินกว่าที่จะฟังเสียงเรียกร้องของหัวใจ
เราตกลงกันไว้ว่าจะไปตั้งวงสนทนากันที่ศาลาเพิงพักริมทาง
กลุ่มเยาวชนพาผู้ร่วมกิจกรรมส่วนหนึ่งเดินไปยังตีนน้ำตก เพื่อที่จะได้สำรวจพันธุ์ไม้ในป่า
เราล้อมวงสนทนา รับฟังคำบอกเล่าถึงการเข้ามาของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยโดยที่คุณสุธรรมเล่าว่าเกิดขึ้นในช่วงปี 2518-2522 แต่ก่อนหน้านั้นได้มีกองกำลังติดอาวุธเข้ามาประจำการอยู่ก่อนแล้ว และมีหน่วยงานมวลชนลงไปทำงานทางความคิดกับชาวบ้านในหมู่บ้าน
จากคำบอกเล่าของอดีตทหารป่า ทำให้เรารู้ว่าโครงสร้างหลักๆในกองทัพผาดำ ประกอบไปด้วย หน่วยทหาร เน้นฝึกการสู้รบเป็นหลัก ฝึกการต่อสู้ ซ้อมรบ หน่วยมวลชน มีหน้าที่สร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน พยายามดึงมวลชนมาเข้าร่วมกับกองทัพ หน่วยหมอ เรียนรู้เรื่องการรักษา หน่วยเทคนิค มีหน้าที่ผลิตระเบิด ซึ่งสามารถพัฒนาได้ดีกว่าที่อื่นๆ หน่วยขนส่ง ทำหน้าที่เฉพาะขนส่งเสบียงอาวุธ
บทเรียนจากการทำงานเพื่อสังคมหลังเปลี่ยนบทบาทจากสหายมาเป็นกลุ่มอนุรักษ์ หลังทางการให้มีการสัมปทานป่าแล้วมีการตัดถนนนำความเจริญเข้ามา ส่วนหนึ่งเพื่อปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็ทำให้ชาวบ้านต่างถิ่นเข้าไปในป่าได้ง่ายมากขึ้น เท่ากับมีส่วนทำให้เกิดการบุกรุกป่ามากขึ้นไปด้วย
กลุ่มผู้บุกรุกที่เป็นคนต่างถิ่นนับสิบครัวเรือนที่เข้ามาทำสวน สร้างผลผลิตในป่าอนุรักษ์นี้จนสร้างเนื้อสร้างตัวมีบ้านมีรถเป็นของตนเอง
คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นลูกจ้างครั้งมีการสัมปทานป่า เมื่อทางการหยุดให้การสัมปทานแล้วก็เห็นช่องทางเข้ามายึดเป็นที่ทำกิน เข้ามาได้ก็บอกต่อพรรคพวกเพื่อนฝูง ชักชวนกันเข้ามายึดเป็นที่ทำกิน คุณสุธรรมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
แน่นอนว่า เมื่อป่าผาดำเริ่มมีกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มผู้บุกรุกที่เป็นชาวบ้านเหมือนกัน จึงเกิดการเผชิญหน้า
ประสบการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้กลุ่มประชาคมเลือกแนวทางแก้ปัญหา นั่นคืออยากให้ทางภาครัฐดำเนินการ ประกาศในเชิงนโยบายโดยใช้มาตรา 25 ตามมติครม.เมื่อปี 2541 ที่ให้สามารถรื้อถอนทำลายอาสิน ของผู้บุกรุกป่าที่เข้ามานับแต่ปี 2541 หรือไม่ก็ผลักดันให้คนออกจากป่าให้หมด
ถ้าหากไม่มีคน ไม่กี่ปีป่าก็ฟื้นตัวเองได้โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร แต่ถ้าคนยังอยู่ ป่าก็ไม่มีทางพื้นตัวได้ คุณประวิทย์กล่าว
หลังกลับมาจากป่าผาดำ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำพอรู้ว่าลูกน้องของตนก่อเรื่องวุ่นวายเอาไว้ กลับมาสอบสวนจนได้ตัวผู้ทำความผิด ซึ่งก็อยู่ในหมู่คนงาน คุณประวิทย์บอกว่าลูกจ้างเหล่านี้เป็นญาติพี่น้องกับผู้บุกรุก คอยเป็นสายให้กับพี่น้องของตน ส่งสัญญาณเวลากลุ่มประชาคมเข้าไปลาดตระเวน ลำพังเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเพียงหัวหน้าอ้นคนเดียว ไม่สามารถทำอะไรได้ หากมีปัญหากับพวกลูกจ้างมากเข้า หัวหน้าอ้นก็อยู่ไม่ได้
ผมไม่รู้ว่าพวกลูกจ้างไม่พอใจท่าทีของกลุ่มประชาคมที่บางครั้งก็ทำเขื่องจนน่าหมั่นไส้ หรือไม่เป็นเพราะบางคนเป็นพรรคพวกกับกลุ่มผู้บุกรุก ที่อาศัยอยู่ในป่าผาดำกันแน่ ที่แน่ๆก็คือพวกเขา 2 คนถูกหัวหน้าอ้นไล่ออกไป
ในตอนนั้น ผมรู้แต่ว่าหัวหน้าอ้นสนับสนุนกลุ่มประชาคมเต็มที่ในการดูแลอำนวยความสะดวกในการเดินทางขึ้นไปลาดตระเวนป่า เพียงแต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวหน้าอ้นจึงวางเฉยกับกลุ่มผู้บุกรุก หรือว่ามีเบื้องหน้าเบื้องลึกที่ผมยังไม่รู้
แน่นอนว่าเมื่อฟังแต่คำบอกเล่าของกลุ่มประชาคม ผมเองยอมรับว่ามองกลุ่มผู้บุกรุกด้วยสายตาที่ไม่ดีนัก ยิ่งเข้ามาเห็นบ้านที่ปลูกเป็นหลังๆกระจายไปทั่วผืนป่า มันก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้
แต่ก็นั่นแหละนะ ผมเองก็ไม่เคยคุยกับกลุ่มผู้บุกรุกที่ได้ข่าวว่ามี อบต.เป็นแกนนำใหญ่ เข้าป่าแต่ละครั้งก็รับฟังแต่เรื่องเลวร้าย มีการบุกรุกถางป่า หรือไม่ก็โค่นต้นไม้ ถางป่าเตียนไปเรื่อยๆ
เรื่องราวของป่าผาดำราวกับว่ายิ่งดำทะมึนอยู่ในใจผม!
เก็บเรื่องของผาดำไว้ในใจ มุ่งหน้าสู่เส้นทางถัดไป อีก 2 วันต่อมา เรานัดหมายนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปริกเอาไว้ ในการไปเยือนสวนหม่อม สถานที่เร้นลับทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นอีกแห่งหนึ่งที่ปิดลับมานาน
สวนหม่อมนี้ในอดีต จากเอกสารระบุข้อมูลบอกว่าบริเวณด้านหน้าจะเป็นร้านค้า มีคนงานร่วม 3,000 คน และเป็นสวนปาล์มน้ำมันแห่งแรกของประเทศไทย แต่ทุกวันนี้แปรสภาพเป็นสวนยางขนาดใหญ่ มีรั้วหนามกั้นรอบ มองไม่ออกว่าอดีตเคยเป็นสวนปาล์มมาก่อน

คุณสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีมีญาติผูกพันกับสวนหม่อมมาตั้งแต่รุ่นของคุณลุงก็ว่าได้ เขาชักชวนทุกคนเดินไปยังเนินดินที่เตียนโล่งกลางสวน ที่นั่นบัดนี้มีปาล์มใหญ่หลงเหลืออยู่ไม่กี่ต้น เราถ่ายรูปเสาหลักที่เหลือเพียง 3 ต้นเท่านั้น
เรามานั่งล้อมวงคุยกันกลางสวน คุณสุริยาเผยความรู้สึกว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีการสืบค้นเรื่องราวในอดีตแล้วนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ในฐานะที่ตนรับผิดชอบเชิงนโยบายในพื้นที่ เขาพูดกับทุกคนว่าจะสนับสนุนให้เกิดการค้นคว้าต่อไป โดยเฉพาะดินแดนแถบนี้ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
วะหมัน(ลุงหมัน) สมัน โต๊ะหีม อดีตเป็นคนดูแลสวนหม่อมเล่าว่า น้องของหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ ซึ่งเป็นเจ้าของสวนได้ซื้อรถคันหนึ่งและมอบหน้าที่ให้ดูแลสวนปาล์ม วะหมันทำงานอยู่ 2 ปี โดยทำหน้าที่โค่นต้นไม้ใหญ่ระหว่างต้นปาล์ม วะหมันเล่าว่าสาเหตุที่หยุดกิจการไปเนื่องจากญาติของหม่อมเจ้าซึ่งพำนักที่ยุโรปเป็นผู้จัดการมรดกได้ขายที่ให้กับเจ้าของสวนในปัจจุบัน
วะหมันบอกว่าปาล์มเหล่านี้ได้ปลูกมาตั้งแต่รุ่นพ่อของวะหมัน ในอดีตสภาพภูมิประเทศทั่วไปเป็นทุ่งร้าง มีโรงงาน เครื่องจักร หอคอย ตรงบริเวณที่มีหลักจารึกพระปรมาภิไธยเป็นลานว่าง ใช้ประกอบพิธีกรรม ไหว้เจ้า โดยเครือญาติของราชสำนัก
หมอบัญญัติ อัตมณีย์ เป็นอีกคนที่สนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเล่าให้ทุกคนฟังว่าสวนหม่อมเดิมเป็นแหล่งอาหารของชุมชน มีสภาพเป็นป่าดิบ มีหมูป่า กระรอกป่า กระจง สมเสร็จ ปาล์มมีประมาณ 2700ไร่ คนในหมู่บ้านเวลาสร้างบ้านจะมาเอาไม้ในสวนหม่อม
อดีตหัวหน้าคนงานคนหนึ่งเล่าให้หมอฟังอีกว่า สวนหม่อมนี้ หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ดำริจะทำสวนปาล์มจึงหาสถานที่ ในสวนหม่อมมีเสาหมุดหลักแรกของภาคใต้ คนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็น เทศขี้หนู(แขกจากมาเลเซีย) การเดินทางไปมาใช้เกวียนเป็นพาหนะ น้ำมันปาล์มที่ได้มาจากการหีบเปลือกเคี่ยวแล้วส่งไปสถานีรถไฟคลองแงะ
อย่างไรก็ดี การซื้อขายสวนหม่อมล่าสุดได้ดำเนินการในช่วงปี 2529 โดยหม่อมอั้นญาติของหม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์เดินทางมาจากอเมริกา ได้ขอให้ผู้ซื้อปัจจุบันว่าอย่าทำลายหลัก (ที่มีพระปรมาภิไธยของ ร.7) ในอดีตสวนแห่งนี้ทำสวนปาล์มเพียง 50% มีการทดลองปลูกยางพาราด้วย และเป็นสวนปาล์มเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย
การเกิดของสวนหม่อมแห่งนี้สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากความจำเป็นทางความมั่นคง เพราะว่าอยู่ใกล้เขตเมืองไทรบุรี ทำให้ต้องมีราชวงศ์ดูแล ในอดีตนั้นมีพื้นที่กว้างมากราวๆ 2-3000 ไร่ เดินดูสวนทั้งวันก็เดินชมไม่หมด
จากหลักฐานที่จารึกไว้บนหลักที่มีอยู่ 4 หลัก(ปัจจุบันมีเพียง 3 หลัก) พบว่า ร.7 ได้เสด็จมาประพาสส่วนพระองค์ในช่วงปี 2476 จากหลักฐานดังกล่าว คุณสุริยา ได้ดำเนินการประสานไปยังสถาบันพระปกเกล้าให้ได้รับทราบแต่เรื่องก็เงียบไป
อ.นิธิ อนันตพงศ์ เป็นอีกคนที่เข้ามาเยือนสวนหม่อมเมื่อปี 2527 เล่าว่ามีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออกข่าวนี้จนเป็นที่ฮือฮา ตอนที่เข้ามาขณะนั้นยังเป็นสวนปาล์มรกร้าง มีเพียงขนำอยู่ทางเข้า ต่อมาปี 2533 เขาได้มาถ่ายทำวีดีโอ ของดีสงขลา เดือน มิ.ย.2544 ได้พาสถาบันพระปกเกล้ามาดูสวนหม่อม พบว่าปาล์มที่ ร.7 ปลูกไว้ล้มไปแล้ว ต่อมาได้นำเรื่องเสนอผ่านไปยัง ผอ.พิพิธภัณฑ์ แล้วก็เงียบหายไปอีก
อ.พิชัย ศรีใส ในฐานะที่เกี่ยวดองกับเจ้าของสวนปัจจุบันตั้งข้อสังเกตเสริมว่า หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 มีความขัดแย้งกันมากระหว่างสถาบันกับฝ่ายรัฐบาลพลเรือน หม่อมคึกฤทธิ์ร่วมตั้งพรรคประชาธิปัตย์ สวนหม่อมมีความสำคัญกับเหตุการณ์อย่างไร เป็นฐานบัญชาการหรือเป็นที่หลบภัยกันแน่
สวนหม่อมแห่งนี้ควรเสนอให้เป็นเขตหวงห้าม เพื่อรักษาไว้เป็นมรดกท้องถิ่น ขณะที่การชำระประวัติศาสตร์ ควรเดินหน้าต่อ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เทศบาลได้บรรจุเอาไว้เป็นนโยบายตั้งแต่แรกว่าจะมีการสืบทอดประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น มีความยินดีที่จะจัดเวทีต่างๆให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม คุณสุริยาประกาศเจตนารมณ์ทิ้งท้ายเอาไว้
มาร่วมกิจกรรมคราวนี้ พบว่าในท้องถิ่นจริงๆแล้วยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกไม่น้อย ที่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ค้นหาข้อเท็จจริงกันเองในพื้นที่ ด้วยว่าไม่มีบันทึกเอกสารของทางการ ผมเชื่อเหลือเกินว่าหากสืบค้นกันดีๆในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภายังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกมากที่เรายังไม่รู้
![]() |
![]() |
![]() |
เอาเข้าจริงๆ ประวัติศาสตร์ของภาคประชาชนยังมีคนเขียนถึงน้อยมาก และยังถูกกดทับเอาไว้ด้วยอุ้งมือแห่งอำนาจของชั้นชนผู้ปกครองชั้นสูง แม้จะมีช่องว่างจากการบันทึกที่สามารถสืบทอด เรียนรู้ได้จากมุขปาฐะ ตำนาน หรือนิทาน ที่เป็นเรื่องเล่าในท้องถิ่น แต่ก็ไม่เป็นที่สนใจและให้ความเชื่อถือ เรื่องเหล่านี้ก็ยังต้องการมุมมองใหม่ๆของการรับรู้ และการมีใจเปิดกว้างในการค้นหาอีกมาก และควรจะได้รับความใส่ใจไม่ว่าจากสถาบันการศึกษา หรือว่าจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง หรือจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่สามารถกำหนดนโยบายในการให้ประชาชนศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตน
อีก 2 วันต่อมา ผ่านจากการเยือนสวนหม่อม ผมรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ นั่นเพราะสะพานแห่งกิจกรรมได้ทอดยาว นำผมไปสู่บ้านเกิดที่ท่าหาดใหญ่ ไปสู่แหล่งประวัติศาสตร์ชุมชนที่ตนเองใกล้ชิดเป็นที่สุด
ผมกับ อ.พิชัย เรานัดหมายกับพี่สงกรานต์ ประธานชุมชนหลังอำเภอ ประชุมแกนนำชุมชน
และแม้จะขลุกขลักในการประสานงานอยู่บ้าง แต่ในที่สุดทางเทศบาลนครหาดใหญ่ ก็ได้ขนดินมาปรับที่ให้เราพอตั้งเต้นท์ ทำกิจกรรมในท่าหาดใหญ่ได้
นอกจากจะดีใจที่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆให้กับบ้านเกิด ในฐานที่โตมากับชุมชนหลังอำเภอแห่งนี้ ผมยังค้นพบตัวเองอีกอย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคม ว่า ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราสามารถใช้ศักยภาพผลักดันให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอการกำหนดหรือสั่งการลงมาจากผู้มีอำนาจ
นโยบายที่ดีหรือประโยชน์เพื่อสาธารณะที่ดีไม่จำเป็นที่จะต้องถูกกำหนดมาจากรัฐบาล หรือว่าจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากทว่าควรเริ่มต้นจากความต้องการของพื้นที่ หรือมาจากปัญหาของคนในพื้นที่
แต่ทว่าทำอย่างไรให้ระบบการเมืองไทยที่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการมีส่วนร่วม สามารถกระตุ้นให้ประชาชนมองเห็นศักยภาพและสิทธิ์ที่มี ในการที่จะลุกขึ้นมาหยิบยื่นหรือกำหนดนโยบายของสาธารณะหรือของชุมชนด้วยตนเอง
เรานิมนต์พระเณรมาร่วม 100 รูป หลังจากมีกิจกรรมทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ร่วมกับชุมชนหลังอำเภอในเต้นท์ตรงท่าหาดใหญ่ เราได้เปิดวงสนทนาร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชน
อ.พิชัย ศรีใส ให้ข้อมูลชัดขึ้นไปอีกว่าท่าแห่งนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะเป็นจุดค้าขาย และที่สำคัญที่สุด วันจันทร์ 2 ค่ำ เดือน 5 ปี2514 ร.5 เสด็จมาประทับแรมที่ท่าหาดทรายใหญ่ จึงเกิดคำถามว่าท่าที่ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ตรงท่าแห่งนี้หรือเปล่า?
คุณเถกิงศักดิ์ พัฒโน ที่มาร่วมกับเราตั้งแต่ไปผาดำ สวนหม่อม เล่าว่าได้รับมอบหมายจากคุณไพร พัฒโน ให้ทำประวัติศาสตร์ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีความต้องการรายชื่อตระกูลเก่าแก่ และจากการค้นคว้าของตนพบหลักฐานสำคัญบอกว่า เทศบาลหาดใหญ่ที่แท้แล้ว เริ่มเกิดขึ้นในปี 2478 ไม่ใช่ 2479 ดังที่ระบุไว้ในปัจจุบัน
นอกจากนี้แล้ว ป้าเหลิม คนเก่าคนแก่อีกคนของชุมชนเราเล่าว่าที่หาดทรายแห่งนี้ดินชั้นล่างเป็นดินปนทราย เดิมเต็มไปด้วยป่า เมื่อก่อนจะกว้างกว่านี้

ตอนเป็นเด็กได้เล่นทราย อาบน้ำ ฝั่งทางโน้นมีศาลาลุงทอง ในช่วงเดือนเมษายนน้ำแห้งสามารถเดินข้ามท่าได้ ป้าเหลิมเล่า เมื่อการค้าเจริญขึ้น มีพ่อค้าจากสงขลา พัทลุง เอาสินค้ามาขายทางเรือ สินค้ามีน้ำผึ้งเหลว กะปิ ข้าวสาร มาขายตลาดนัดวันอาทิตย์ โดยพ่อค้าจะนำเรือมาค้างคืนที่ท่าหาดใหญ่ในคืนวันเสาร์ โดยเดินทางมาถึงในเย็นวันเสาร์ แล้วเอาขึ้นฝั่งไปฝากบ้านชาวบ้านที่ถนนราษฎร์เสรี ตลาดนัดวันอาทิตย์จะขายไปถึงเที่ยง
เมื่อครั้งอดีตถนนราษฎร์เสรี มีต้นมะเฟืองมาก เป็นที่กล่าวขานกันว่ามะเฟืองที่นี่มีรสหวาน เป็นเพราะว่าชาวบ้านนำน้ำที่ล้างภาชนะขายน้ำผึ้งเหลวไปรดต้น ผู้ฟังบางคนถึงกับถามหาว่ามะเฟืองที่ว่าอยู่ไหน?
ที่ท่าแห่งนี้เมื่อก่อนมีศาลา โดยนายยิ้มผู้ประมูลท่าได้สร้างไว้เพื่อเก็บค่าโดยสารข้ามฟาก ส่วนที่ถนนราษฎร์เสรีสองข้างทางขายข้าวยำ มีร้านทอง...
หมอพร้อม สุขฤกษ์ หมอดูที่สนิทสนมกับแม่ของผมเล่าให้ฟังว่า เคยมาเล่นที่ท่าแห่งนี้ในวัยหนุ่ม เมื่ออายุราวๆ 16 ปี ได้มาเห็นต้นมะหาดกำลังจะตาย หมอพร้อมบอกว่ามะหาดนี้มีลำต้นใหญ่กว่า 3 คนโอบ สูงชัน ผู้เฒ่าเล่ากันว่าหาดใหญ่มาจากต้นมะหาดใหญ่ที่หน้าท่าแห่งนี้
ผมเชื่อว่าข้อมูลที่ได้วันนี้ก็จะเป็นส่วนเติมเต็มให้กับประวัติศาสตร์ชุมชนต่อไป
นึกถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ท่าหาดใหญ่ นี่ถ้าหากว่าชุมชนเราไม่ให้ความสำคัญ เรามองข้ามท่าแห่งนี้มากว่าสิบปี ปล่อยให้เสื่อมโทรมลงทุกวัน จนกระทั่งปัจจุบันลักษณะพื้นที่ใช้สอยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนหมดสิ้นเป็นผลจากการทำโครงการสร้างคันกั้นน้ำคลองอู่ตะเภาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ มีการถมดินและสร้างคันกั้นน้ำ การได้ปรับพื้นที่เพื่อให้ท่าหาดใหญ่ได้ใช้ประโยชน์ ถือว่ายังเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างสิ้นสลายไปในช่วงยุคของเรา กิจกรรมคราวนี้คณะทำงานของเรากับเทศบาลนครหาดใหญ่ถือเป็นโอกาสดีที่ได้คืนท่าหาดใหญ่ให้กับชุมชน
คุณสิทธิศักดิ์ ตันมงคล ในฐานะที่เป็นสถาปนิก ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ถึงเรื่องการดูแลสถานที่สำคัญๆนี้ว่าทำอย่างไรที่จะให้ลูกหลานได้รู้ประวัติศาสตร์ของตนเองจากสถานที่จริง การบอกเล่าอาจทำได้ไม่ชัดเพราะว่าไม่ได้เห็นของจริง ทั้งนี้หากจะมีการปรับภูมิทัศน์ หลักการในทำผังเมืองในส่วนการดูแลประวัติศาสตร์ก็คือ สถานที่สำคัญเราต้องรักษาไว้
ทำอย่างไรที่จะคืนภาพในอดีตให้กลับมามากที่สุด จะใช้เป็นที่ทำกิจกรรมหรือรับแขกบ้านแขกเมืองก็ได้ โดยปรับพื้นที่ให้พอเห็นเค้าลางในอดีต
ผลพวงจากการร่วมกันผลักดันของหลายฝ่าย ล่าสุดน่าดีใจว่า ทางผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ มีนโยบายผลักดันโครงการศึกษาเพื่อปรับภูมิทัศน์คันกั้นน้ำคลองอู่ตะเภาทั้งฝั่งซ้ายและขวา คาดว่าจะมีการศึกษาและปรับภูมิทัศน์ท่าหาดใหญ่ในเร็วๆนี้
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน เรายกขบวนไปจัดกิจกรรมเสวนาขึ้นที่ร้านโบ๊ต ร้านอาหารเก่าอีกแห่งหนึ่งของเมืองเพื่อย้อนตำนานร้านอาหารเก่าในหาดใหญ่
บรรยากาศการพูดคุยเป็นแบบสบายๆ ลูกชายของร้านเจ๊เล็กที่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น เล่าให้พวกเราฟังว่าร้านเจ๊เล็กเติบโตมาได้นอกจากรสชาติของอาหารแล้ว ยังอาศัยความมีน้ำใจ ช่วยเหลือสังคมมาตลอดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก เช่น อดีตมีวงดนตรีลูกทุ่งมาแสดงตามโรงหนัง บางครั้งคนน้อย เจ๊เล็กก็พานักร้องมาทานที่ร้านด้วยความสงสาร
ช่วยกันเล่าช่วยกันซักถาม ปะติดปะต่อภาพที่แตกกระจายเป็นส่วนๆของร้านอาหารเก่าในเมืองหาดใหญ่ จนพอจะเห็นร่องรอยที่มาที่ไปของคนรุ่นแรกที่ช่วยกันบุกเบิกสร้างเมืองให้เจริญรุ่งเรือง ร้านโบ๊ตในฐานะเจ้าบ้านเล่าว่าเริ่มต้นกิจการเบเกอรี่เป็นร้านที่ 5 ของหาดใหญ่ เดิมทีมาจากพัทยาแล้วเข้ามากรุงเทพฯก่อนที่จะย้ายลงมาอยู่ที่หาดใหญ่
พวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นคนรุ่นที่สองที่สามแล้วที่รับช่วงต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์ที่คุณมนตรี ศรียงค์ รุ่นลูกที่เข้ามารับช่วงกิจการจากเตี่ยเล่าประสบการณ์ด้วยตัวเอง ว่าร้านเดิมอยู่ที่หน้าโรงหนังโอเดียน ซึ่งเป็นชุมทางนักเที่ยวกลางคืนของหาดใหญ่ในอดีต และจากโอเดียนก็ย้ายมากิมหยง และคลองเตยในปัจจุบัน
ปัจจัยที่ทำให้ร้านอาหารเก่าประสบความสำเร็จในมุมมองของผู้ร่วมกิจกรรมในวันนั้น ทุกคนตอบไม่ต่างกันนัก เท่าที่ประมวลได้ก็คือ 1. ทำอะไรไม่เอาเปรียบลูกค้า 2. ลูกค้าเป็นผู้ถูกเสมอ ให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ ราคาไม่เอาเปรียบ และรสชาติดี 3. ลูกน้องในร้านเปรียบเหมือนญาติ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4.องค์ประกอบทุกส่วนในร้านมีความสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ความเข้าใจที่มีต่ออาหารที่ทำ เป็นความรู้ที่เกิดมาจากการเฝ้ามองและทำความเข้าใจ 5. มีความถนัดและรู้ในสิ่งที่ทำ แล้วต้องทำด้วยใจรัก 6.สังคมให้อะไรมากต้องตอบแทนสังคม
คำตอบที่ได้รับช่วยให้ภาพของสังคมทุนนิยมที่มีแต่ความรีบเร่งแข่งขัน และมีรังสีอำมหิตของการได้มาซึ่งผลกำไรยังมีแง่มุมความอบอุ่นอ่อนโยนแฝงตัวอยู่ไม่น้อย
ว่าไปแล้วที่นี่อาจได้เปรียบตรงที่เป็นเมืองเล็ก ผู้คนทำมาหากินส่วนใหญ่ล้วนมีความสัมพันธ์รู้จักมักจี่กันมาก่อน ดังนั้นมีอะไรเดือดร้อนก็พร้อมจะช่วยเหลือกัน นี่นับเป็นเสน่ห์หรือเป็นรากฐานที่ดีของหาดใหญ่ก็ว่าได้
ในช่วงบ่าย คุณอรัญ จิตตะเสโน จากชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ตั้งข้อสังเกตขึ้นก่อนใครว่าคนหาดใหญ่และสงขลารวมกัน มีความเหมือนและต่าง โดยที่สงขลานั้นเป็นเมืองที่ราชการช่วยกันสร้าง ส่วนหาดใหญ่นั้นเป็นเมืองที่ราษฎรร่วมสร้าง ฉายภาพหาดใหญ่ให้แจ่มชัดขึ้นอีก ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจเป็นต้นว่าคนสงขลาไม่ชอบทานอาหารนอกบ้าน เพราะว่าคนในบ้านทำอาหารอร่อย สงขลามีขนมอร่อยมาก ส่วนหาดใหญ่เป็นเมืองรับแขก สงขลาพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของวัดและที่ดินพระมหากษัตริย์ คนสงขลามีเงินเก็บส่วนคนหาดใหญ่ใจกว้าง กล้าลงทุน
คุณมานะ ศรีพิทักษ์ จากสภาอุตสาหกรรมให้ความเห็นว่าเหตุที่หาดใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยว ต้องดูภาพรวมเปรียบเทียบทั้งประเทศ
เชียงใหม่อากาศดี ผู้หญิงสวย ขนบธรรมเนียมอ่อนหวาน อิสานมีชื่อเรื่องทรัพยากรมนุษย์ที่มีความอดทน ไม่บ่นงานหนัก ภูเก็ตมีดีในเรื่องการท่องเที่ยว ภาคกลางเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง หาดใหญ่เป็นเมืองชุมทาง ทะเล 2 ฝั่งอุดมสมบูรณ์ ใต้ทะเลมีก๊าซ มีน้ำมัน สงขลามีพื้นที่ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ แต่มีพลเมืองน้อยกว่า รายได้สงขลาต่างจากคนสิงคโปร์ คนสงขลามีรายได้ต่อปีประมาณ 6 หมื่นบาท-1 แสนบาท แต่คนสิงคโปร์ มีรายได้เกือบ 1 ล้านบาท เมืองสิงคโปร์โตได้ด้วยทรัพยากรมนุษย์และความรู้
ในมุมมองของนักธุรกิจนั้น หาดใหญ่มีศักยภาพอีกหลายด้าน อาทิ เป็นชุมทางคมนาคม ที่ยังสามารถต่อยอดจากฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อมโครงข่ายต่อไปยังอินเดีย อินโดนีเซีย ฮานอย และสิงคโปร์ อีกทั้งมีความสามารถในการท่องเที่ยว เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดน จะเห็นได้ว่าอดีตคนมาหาดใหญ่มาซื้อของหนีภาษี แต่ปัจจุบันสภาพดังกล่าวเปลี่ยนไป สินค้าในตลาดส่วนใหญ่ทำมาจากในประเทศ นอกจากนี้เรายังเป็นศูนย์กลางการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ศูนย์กลางการศึกษา เรามีทรัพยากรมนุษย์มีมาก ซึ่งประเทศที่จะเจริญได้ต้องประกอบไปด้วย ความเจริญทางเทคโนโลยี ต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และต้องมีทรัพยากรธรรมชาติ
คุณชิต บรรลือศิลป์ ประธานหอการค้า ได้พูดถึงข้อมูลที่ได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า หาดใหญ่ที่ถูกมองว่ากำลังอยู่ในวิกฤตนั้นแท้จริงแล้ว มีเพียงการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ถึงทางตัน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนมีเพียง 20 % เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและอื่นๆมีมูลค่าร่วม 80% เรากำลังตกหลุมพรางภาพลวงแห่งการพัฒนาหรือไม่ ที่หันไปทุ่มเททุกอย่างให้กับการท่องเที่ยว ทั้งที่ศักยภาพของหาดใหญ่มีอีกมาก การท่องเที่ยวไม่ใช่ศักยภาพหลัก
เสริมด้วยคุณสิทธิศักดิ์ ตันมงคล มองภาพรวมว่า ในทางประวัติศาสตร์หาดใหญ่เราเป็นเส้นทางสายไหมมาแต่อดีต เราเป็นศูนย์กลางคมนาคม เรามีมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล มีประชาชนที่หลากหลาย ทั้งคนท้องถิ่น คนจีน มุสลิม อาหรับ เราอยู่อย่างสมานฉันท์ มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นฐานที่ดี
เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราต่อยอดให้หาดใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจ เรามีระบบขนส่งมวลชนรองรับ คิดให้เชื่อมโยงเป็นระบบ ปัจจุบันเรายังคิดแบบแยกส่วน เช่น โครงข่ายคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง/เกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร น่าจะคิดให้เป็นระบบ
คุณสิทธิศักดิ์ยังมองว่าการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สามารถกระจายรายได้กว้างขวาง ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ดีกว่าไปขุดดินขุดแร่ หาดใหญ่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมาก การท่องเที่ยวในช่วงหลังมาในลักษณะมาประชุมแล้วก็ท่องเที่ยว หรือมาค้นหาเสรีภาพ หาความบันเทิง แล้วก็ท่องเที่ยวในเชิงจิตใจ เช่น ไปดูศาสนสถาน กลางวันเที่ยว กลางคืนกิน อนาคตหากทำกันอย่างจริงจังยังมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ โดยหานักเที่ยวกลุ่มใหม่ หรือเที่ยวกันเองบ้าง ภาคอุตสาหกรรมก็ลงไปสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
คุณชัยวุฒิ บูญวิวัฒนาการ นักธุรกิจการเงินบอกว่าหาดใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมาเลเซีย เพราะในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้สลายกองกำลังที่ทำการต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซียเป็นระยะเวลานาน โดยหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์มลายาภายใต้การนำของนายจีนเป็ง มีสถานที่สำคัญของโรงแรมในหาดใหญ่ที่มีการบรรลุข้อตกลงสำคัญ ในการยุติการต่อสู้โดยใช้อาวุธ ณ ห้องประชุมสันติภาพ ชั้น 12 โรงแรมลีการ์เดนส์ โดยการประสานงานของกองทัพไทย เรามีประวัติศาสตร์นี้อยู่แต่ไม่มีใครพูดถึง
วันนั้นคุณหมอรัชนี บุญโสภณ สรุปว่าการค้นหาศักยภาพหาดใหญ่ ต้องถามว่าค้นหาไปทำอะไร สำหรับความเห็นของคุณหมอที่เกี่ยวกับการพัฒนานั้นต้องมีหลักดังนี้ 1. ฐานทรัพยากรเดิมต้องไม่ละทิ้ง 2. มีฐานวัฒนธรรม 3. มีฐานวิชาการ เราต้องรักษาของเก่าให้ดี เห็นคุณค่าและประโยชน์ แล้วนำมาใช้ หากรู้กำพืดเดิม เราสามารถเดินได้ถูกทางไม่สะเปะสะปะ
คุณหมออนันต์ บุญโสภณ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการพัฒนาต้องดูเป้าหมายว่าพัฒนาไปเพื่อใคร เพื่ออะไร มีความเป็นธรรมหรือไม่ หากเป็นการแย่งชิงทรัพยากร จนเป็นที่มาของความขัดแย้งทางสังคม จนเกิดการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ ก็ไม่เป็นเรื่องดี ควรปรับเป้าหมายให้ตรงกัน การพัฒนาต้องไม่ทำลายทรัพยากรจนเกินไป ไม่เอาเปรียบคนอื่นเกินไป
จากที่ว่าศักยภาพของหาดใหญ่มีทั้งน้ำมันและก๊าซ หาดใหญ่เรายังมีศักยภาพในเรื่องพลังงานทดแทนซึ่งเป็นทิศทางการใช้ทรัพยากรในอนาคต เราสามารถใช้ยางพารามาผลิตน้ำมัน ส่งออกต่างประเทศได้ เราสามารถสร้างพลังงานสะอาดได้
หลายหลากความเห็นที่ได้จากเวที จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถนำนักอนุรักษ์และนักธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะเป็นรากฐานที่ดีในการนำความเข้าใจที่ได้ปรับฐานความเข้าใจกัน โดยความร่วมมือของทุกฝ่าย
เราจบกิจกรรมของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาด้วยการล่องคลองจากคูเต่าไปสมทบกับลุ่มน้ำภูมีที่มีกิจกรรม ณ วัดบางหยี ร่วมกันผลักดันและสร้างกระแส ปลุกให้สังคมตื่นตัวในการหันมามีส่วนร่วมศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ร่วมกิจกรรมคราวนี้ได้เห็นศักยภาพและสิ่งดีๆที่มีอยู่ในชุมชน เหมือนกับว่าได้รู้จักตัวเองมากขึ้น สมดังความตั้งใจและความเชื่อที่ว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงได้หากว่าเดินไปตามเส้นทางที่เรารู้จักและมีส่วนร่วมกันสรรสร้าง
ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานร่วมกันศึกษาอดีตเพื่อรู้จักปัจจุบันและร่วมกันกำหนดอนาคต.
เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่

ก่อนปี พ.ศ.2440 เมืองสงขลาแบ่งแขวงเมืองเป็น 15 ส่วน เรียกว่า "อำเภอ" ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือ อำเภอหลวงรักษาพลสยาม ครอบคลุมบ้าน 113 บ้าน วัด 14 พระอาราม และเรือน 2,805 เรือน โดยพื้นที่หาดใหญ่ปัจจุบันก็เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอนี้ อันดูได้จากการระบุบ้าน และ วัดต่างๆ เช่น
บ้านหาดใหญ่ 1 บ้าน 4 เรือน บ้านทุ่งเสา 1 บ้าน 75 เรือน บ้านโคกเสม็จชุน 1 บ้าน 10 เรือน บ้านทุ่งรีย์ 1 บ้าน 51 เรือน บ้านคลองเรียน 1 บ้าน 7 เรือน บ้านพรุ 1 บ้าน 75 เรือน บ้านควรลัง 1 บ้าน 120 เรือน บ้านแหลมโพ 1 บ้าน 20 เรือน
แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองเป็นแบบให้มีมณฑลเมื่อปี พ.ศ.2439 เมืองสงขลาถูกปรับเหลือเพียง 5 แขวง คือ อำเภอเมือง อำเภอปละท่า อำเภอฝ่ายเหนือ อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา
เกี่ยวกับอำเภอฝ่ายเหนือมีหลักฐานปรากฎในเอกสารรัชกาลที่ 5 กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ในรายงานราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 4 ตุลาคม ร.ศ.117(พ.ศ.2441) ตอนหนึ่งว่า อำเภอฝ่ายเหนือต่อแดนเมืองไทรบุรี เมืองปลิศ...ตั้งที่ว่าการที่ท่าหาดใหญ่ โดยตั้งขึ้นในปี ร.ศ.115(พ.ศ.2439)มีกำนัน 13 คน ผู้ใหญ่บ้าน 178 คน หมู่บ้าน 178 หมู่บ้าน ครัวเรือนทังหมด 7,465 ครัวเรือน ราษฎร 24,033 คน เป็นชาย 14,278 คน เป็นหญิง 9,755 คน
**ทั้งนี้เหตุที่เรียกว่าอำเภอเหนือ(ไม่มีคำว่า "ฝ่าย") เพราะเป็นอำเภอที่กันดาร คนในจังหวัดจึงใช้คำพูดเชิงดูหมิ่นบุคคลว่า "ชาวเหนือ" คู่กับการใช้คำพูดกับคนที่อยู่ระหว่างทะเลสาบสงขลากับทะเลหลวง คือระโนด และสทิงพระว่า "ชาวบก"
อำเภอฝ่ายเหนือมีอำเภอ 4 คนตามลำดับคือ
โดยในปี พ.ศ.2460 ทางการได้เปลี่ยนชื่ออำเภอฝ่ายเหนือ เป็น อำเภอหาดใหญ่ มีพระเสน่หามนตรี(ชื่น สุคนธหงส์) เป็นนายอำเภอคนแรก และสืบต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันย้อนชื่อ "หาดใหญ่"
อย่างไรก็ตาม คำว่า "หาดใหญ่" ไม่ใช่เพิ่งได้ยินชื่อเมื่อปี พ.ศ.2460 หรือ พ.ศ.2440 (ในอนุสรณ์คุณสุชาติ รัตนปราการ) เท่านั้น เพราะในปีพ.ศ.2381 ก็มีการกล่าวถึงชื่อหาดใหญ่แล้ว ใน บันทึกการรบระหว่างสงขลา โดยความช่วยเหลือจากกรุงเทพฯกับเมืองไทรบุรี ที่เป็นกบถในสมัยรัชกาลที่ 3
นอกจากนี้จาก หลักฐานจากจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ถึงพระยาศรีพิพัฒน์(ทัด) ฉบับที่ 1 ก็ได้กล่าวถึง หาดใหญ่ 3 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ที่กล่าวถึงมีความว่า พระยาไทร(ท่านที่ถูกกบถ)ให้คนมาจัดซื้อข้าวที่สงขลาได้ 20 เกวียน ไปจ่ายให้กองทัพ 1,194 คน ที่ หาดใหญ่..."
ครั้งที่ 2 (ในจดหมายฉบับเดียวกัน แต่บอกเวลาห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 เดือน ) ว่า ...พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง เป็นเจ้าเมืองคนที่ 4) กับนายทัพนายกองยกออกไปพร้อมกัน ณ ที่หาดใหญ่...
ครั้งที่ 3 อีกประมาณ 10 วันต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงทราบเรื่องการศึกพ่ายแพ้ ทรงโทมนัสตรัสบ่นว่า ...ความก็รู้อยู่ด้วยกันแล้ว ยังให้มันหลอกลวงทำได้ กองทัพสงขลายกไปอยู่ที่หาดใหญ่ จะคัดจัดแจงเอาพวกสงขลาอุดหนุนติดตามกันออกไปก็ไม่มี..
นอกจากนี้ หลักฐานอีกฉบับหนึ่ง คือ พงศาวดารเมืองสงขลา เรียบเรียงโดย พระยาวิเชียรคีรี(ชม) สมัยที่ยังเป็นพระยาสุนทรานุรักษ์ กล่าวถึงเหตุการณ์เดียวกันนั้นว่า ในศักราชปี 1200(ตรงกับปี พ.ศ.2381) ตนกูหมัดสะวะ หลานเจ้าพระยาไทรบุรี(คนก่อนหน้าพระยาไทรบุรีที่ถูกกบถหนีไป)ซ่องสุมสมัครพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้อีก พระอภัยธิเบศร์ พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร ทานกำลังตนอูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยมาตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าหาดใหญ่ แขวงเมืองสงขลา พระยาสุนทรานุรักษ์ (บุญสังข์)ช่วยราชการเมืองสงขลา แต่งให้ขุนต่างตากุมไพร่ 500 คนไปตั้งค่าย มั่นรักษาอยู่ที่พะตง ที่การำริมเขตแดนเมืองไทรบุรี...
...พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งที่ท่าหาดใหญ่....
...แล้วให้หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เป็นกองส่งเสบียงอาหารอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่...
อย่างไรก็ตาม หาดใหญ่ที่มีการกล่าวถึงนี้ ไม่สามารถชี้ชัดว่า คือหาดใหญ่ บริเวณไหน เพราะจากหลักฐานที่มีอยู่ข้างต้นมองแล้วว่าน่าจะอยู่บริเวณท่าหาดทราย หลังที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน แต่จากหลักฐานอื่นๆ ที่มีอยู่ เช่น จากสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ.2529 กลับบอกที่ตังของ "บ้านหาดใหญ่" ว่า อยู่ทางทิศใต้ของสถานีเลียบริมฝั่งคลองเตยไปทางทิศตะวันออก (ปัจจุบันคือ ถนนศรีภูวนารถ) และระบุอีกว่า ก่อนปี พ.ศ.2466 มีบ้านเรือนอยู่ 9 หลังตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านหาดใหญ่ มีบ้านหลังแรกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาศรีภูวนารถเลียบริมคลองเตย จนถึงหลังที่ 9 ซึ่งเป็นหลังสุดท้ายตั้งอยู่ปากอุโมงค์รถไฟ ถนนศรีภูวนารถปลายถนนนิพัทธ์อุทิศ 1
ซึ่งพื้นที่นี้ ตรงกับ "บันทึกของคุณหมอพลับ ไชยวงศ์" ที่ได้บันทึกไว้ว่า บ้านหาดใหญ่อยู่ริมคลองเตยช่วงทางเข้าปลายสาย 3 จันทร์นิเวศน์ สุดถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 กับทุ่งเสา-สถานีรถไฟ
ย้อนมองศักยภาพของพื้นที่หาดใหญ่ในอดีตนั้น แทบจะเรียกได้ว่าหากไม่มีปัจจัยอะไรเป็นพิเศษคงยากที่จะเติบโตกลายเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคใต้ในปัจจุบันได้ ทั้งนี้เพราะ ***พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วย "ปลัก" และ "พรุ" เช่น
ปลักมดหนอย หรือ ปลักมดตะนอย ซึ่งจะอยู่บนถนนธรรมนูญวิถี บริเวณโรงแรมโนราห์(ในอดีต) หรือ เจ้าพระยาอาบอบนวดในปัจจุบัน
ปลักขี้ใส่โพง จะอยู่บริเวณตลาดโก้งโค้ง ถนนประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน
ปลักแฉลง ซึ่งอยู่บริเวณโรงพยาบาลมิตรภาพสามัคคี(เซียงตึ้ง)
พรุบัว จะอยู่แถวโรงแรมโฆษิต ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2
พรุแม่สอน ที่อยู่ตรงข้ามกับห้างหุ้นส่วนจำกัด เรดาห์เทรดดิ้ง ถนนเพชรเกษมในปัจจุบัน พรุใหญ่, พรุเล็ก ที่อยู่บริเวณหลังฟาร์มจระเข้ ถนนราษฎร์ยินดี(30 เมตร) และบริเวณโรงเรียนสุวรรณวงศ์ในปัจจุบัน
ทว่าทันทีที่เส้นทางรถไฟได้มาถึง โดยจุดแรกคือ สถานีรถไฟอู่ตะเภา พ.ศ.2453 ก่อนที่จะย้ายมาที่สถานีรถไฟโคกเสม็จชุน หรือหาดใหญ่ในปัจจุบัน ที่ก่อนหน้านั้นมีฐานะเป็นเพียง "ป้าย" เท่านั้น
ในปี พ.ศ.2467 ได้มีการทำพิธีฉลองเปิดสถานีหาดใหญ่และตลาดหาดใหญ่ที่ขุนนิพัทธ์ฯเป็นผู้เริ่มก่อตั้งและวางผังเมืองเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีบ้านเรือนในตลาดหาดใหญ่กว่า 100 หลังคาเรือนแล้ว ตลาดหาดใหญ่ได้เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ มีการทำการค้ากันมากขึ้น
25 กรกฎาคม พ.ศ.2471 ท้องที่ตลาดหาดใหญ่ได้ถูกยกฐานะให้เป็นสุขาภิบาล
7 ธันวาคม 2478 ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลหาดใหญ่
16 มีนาคม 2492 ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองหาดใหญ่
และเมื่อ ปี 2540 ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่มีประชาชน แหล่งธุรกิจ และความเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคใต้ครบรูปแบบ
เอกสารอ้างอิง
* อนุสรณีคุณสุชาติ รัตนปราการ : สถานภาพเมืองสงขลา เมื่อปี ร.ศ.113(พ.ศ.2437) ที่ปรากฎตามรายงานพระสฤษดิ์พจนกรณ์ ซึ่งว่าด้วยการตรวจแหลมมลายูในพระราชอาณาเขต ร.ศ.113
** พระอรรถโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา : เขียนถึงพระเสน่หามนตรี ในหนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระเสน่หามนตรี(ชื่น สุคนธหงส์), 11 กุมภาพันธ์ 2516
ท่าหาดใหญ่
เสถียร บุญกาญจน์ เพื่อนของถวัลย์ วาณิชย์กุล หนึ่งในสมาชิกชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ได้ส่งจดหมายจากS.BOONYAGARN 265 VICTORIA sT. SANFRANCISCO CA 94132 U.S.A. ถึงถวัลย์ เพื่อร่วมเล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจยิ่ง
.......เมื่อปี 2470 ผมมีอายุพอที่จะรู้เรื่องหรือเข้าใจภาษาที่เขาพูดกัน สมัยนั้นผมอยู่บ้านเลขที่ 4 ถนนราษฎร์เสรี เดี๋ยวนี้ถิ่นนั้นประมาณ 100-200 หลังคาเขาเรียกกันว่าบ้านหลังอำเภอ ถนนราษฎร์เสรีทั้งสายตังแต่ถนนสาครมงคลไปจนถึงถนนพลพิชัย(หน้าโรงเรียนเทศบาล) เดี๋ยวนี้ร่มรื่นมาก ทั้งสองฟากถนนจะมีต้นมะเฟืองที่สูงให้ผลเป็นหลัก และยังมีต้นประดู่ใหญ่ๆ อีก 2-3 ต้น ปลายถนนราษฎร์เสรีตัดกับถนนสาครมงคลมีทางเดินลงไปริมคลองอู่ตะเภา ซึ่งคลองอู่ตะเภานี้มีต้นน้ำมาจากคลองแงะ หรือเกือบจะถึงอำเภอสะเดาแต่เล็กไปเรื่อยๆ ส่วนปลายคลองไปออกทะเลสาบสงขลา
ริมคลองอู่ตะเภานี้มีความกว้างประมาณ 100 เมตรกว่านิดหน่อยทั้งสองฟากก็คือฟากตะวันออกและฟากตะวันตก สมัยนั้นท่าน้ำดังกล่าวนี้เป็นสถานที่สำคัญซึ่งเปรียบเสมือนว่าเป็นหัวใจของหาดใหญ่ก็ได้ สมัยนั้นสะพานคอนกรีตข้ามคลองใกล้หน้าอำเภอยังไม่มี ใครจะข้ามฟากจะต้องมาขึ้นข้ามเรือที่ท่านี้ ทังนี้เพราะที่อื่นข้ามไม่ได้ เพราะไม่มีหาดและตลิ่งก็ชันมาก จะเรียกว่าถึง 90 องศาก็ว่าได้ ดังนั้นที่หาดนี้จึงเป็นจุดสำคัญของอำเภอหาดใหญ่ในสมัยเมื่อ 100 ปีกว่าขึ้นไป การข้ามฟากระหว่างฝั่งตะวันออกกับตะวันตกหลานตำบลที่มาติดต่อซึ่งกันและกัน หรือไม่มาติดต่อทางราชการคับคั่งมาก จนกระทังต้องมีการประมูลเป็นนายท่าต่อที่ว่าการอำเภอ ซึ่งสมัยนั้นเมื่อผมเป็นเด็กพอจะจำนั้น นายยิ้ม บุญธรรม เป็นผู้ประมูลได้ รวมทังโรงยาฝิ่นก็เป็นของนายยิ้มด้วย
ผมเองในฐานะที่รู้จักกับนายยิ้ม และลูกนายยิ้ม บ้านก็อยู่ใกล้ท่าน้ำยังเอาเวลาว่างไปแจวเรือข้ามฟากด้วย การแจวเรือพายเรือถึงได้เป็นมาจนกระทั่งบัดนี้ ท่านี้ หาดนี้นอกจากจะเป็นการติดต่อระหว่างทั้งสองฟากหลายตำบลแล้ว ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีตลาดนัดใหญ่ ตลอดสายสองฟากถนนราษฎร์เสรีไปจนถึงสนามหญ้า ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นสำนักงานประปา ทุกเสาร์-อาทิตย์จะมีเรือบรรทุกของประเภทน้ำตาลโตนดชนิดเหลวและชนิดแว่น ข้าวสาร น้ำส้มโตนด จากมุงหลังคา ขนมประเภทต่างๆ และของพื้นเมืองอีกมากมายเดินทางมาจากทางทะเลสาบสงขลาตั้งแต่บ้านปากหรอ รัตภูมิไปจนถึงอำเภอปากพะยูนหรือระโนด บรรทุกเรือมาขาย หรือแลกเปลี่ยนของที่จำเป็น ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 50 ลำที่มาจอดที่ท่าหาดแห่งนี้
นอกจากของพื้นเมืองที่นำมาจากทางเรือแล้ว ของป่า ของพื้นเมืองทางตะวันตกหลายตำบลตลอดไปถึงอำเภอรัตภูมิที่จะเข้ามาอำเภอหาดใหญ่ก็ต้องนำมาผ่านหาดหรือท่านี้
ถนนราษฎร์เสรีสมัยนั้นเจริญมากมีร้านขายทอง ทำทองรูปพรรณ ร้านรับซื้อยางพารา ร้านน้ำชา ร้านอาหาร โต๊ะบิลเลียด ร้านขายจักรยาน ร้านประกอบรถสามล้อพ่วงซึ่งสมัยนั้นเป็นที่นิยมกันทั่วภาคใต้ สำหรับที่สงขลาแล้วส่วนมากก็มาหาซื้อหรือสั่งประกอบกันที่ตลาดแห่งนี้
ตลาดหาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2 และ 3 สมัยนี้คนสมันเมื่อ 70-80 ปีที่แล้วเขาเรียกกันว่าโคกเสม็ดชุน เพราะที่ที่เจริญรุ่งเรืองสมัยนั้นเป็นก่อนเป็นป่าเสม็ด ใครต้องการไม้เสม็ดไปทำฟืน ทำรั้วบ้าน หรือใบพ้อไปทำต้ม ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ก็ต้องแวะไปหาแถวที่เป็นถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2, 3 เดี๋ยวนี้ สมัยนั้นตัวหาดใหญ่จริงๆ คือ ถนนราษฎร์เสรี แต่ที่เจริญไปไม่มาก ก็เพราะว่าส่วนมากที่ดินเป็นของราชพัสดุ รอบๆ บริเวณที่ว่าการอำเภอรัศมี 500 เมตร 80% ที่ของราชการ ไม่มีใครที่จะก่อสร้างตึกรามบ้านช่องให้ใหญ่โตหรูหรา เพราะที่ดินไม่ใช่ของตนเอง
ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นมาทำสะพานข้ามคลองอู่ตะเภาเพื่อเชื่อมทางสายอำเภอหาดใหญ่กับอำเภอรัตภูมิขึ้น การข้ามคลองอู่ตะเภาโดยสะพานใกล้หน้าอำเภอสะดวกขึ้น ท่าหาดใหญ่ที่เคยเจริญก็ต้องกลายเป็นบ้านอาศัยธรรมดาๆ พอถึงปีก็ไปเสียค่าเช่าที่ดินให้กับเทศบาล
ที่ดินทางโคกเสม็ดชุนทั้งหมดเป็นป่าจับจองของเอกชน-จีนซื้อขายกันได้ตามอัธยาศัย ประกอบกับขุนนิพัทธ์จีนนคร อุทิศที่ดินให้เป็นถนนถึง 3 สายแต่ละสายยาวกิโลกว่า จึงทำให้เสม็ดชุนกลายเป็นนครหาดใหญ่ขึ้นมาดงอย่างทุกวันนี้
จากที่เล่ามานี้ ผมคาดว่าคำว่า "หาดใหญ่" มาจากท่าน้ำตรงปลายถนนราษฎร์เสรีตัดกับถนนสาครมงคล ซึ่งเป็นชายหาดที่คนรุ่นเก่าก่อนมีความเห็นว่ามันใหญ่ กว้างกว่าท่าไหนๆ ของคลองอู่ตะเภา....
และนี่คือเรื่องการเล่าเรือหาดใหญ่มาจาก สหรัฐอเมริกา ของ "เสถียร บุญกาญจน์"
นายฉ่ำ ขุนเพชร อยู่บ้านเลขที่ 56/1 ตำบลคูหาใต้ หมู่ที่ 3 อำเภอรัตภูมิ ซึ่งดังเดิมก็เกิดที่รัตภูมิแต่มาอยู่หาดใหญ่บ้านครูปลื้ม(บิดาอดีตเทศมนตรีเมืองหาดใหญ่-นายเฉวียง ณ พัทลุง) ตังแต่อายุ 7 ปี บอกว่า ริมคลองมีต้นกะท้อน ต้นมะม่วงคันใหญ่ อยู่ทางฝั่งท่าออก ในคลองบริเวณใกล้ศาลาลุงทอง มีต้นไม้ล้มวางคลองอยู่ต้นหนึ่ง ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นต้นอะไร
ลุงฉ่ำบอกว่า ตนเป็นคนที่เข้าออกค่ายทหารญี่ปุ่นเป็นประจำ เพราะยังเป็นเด็ก เมื่อโรงเรียนปิดเทอมก็ไปทำงานกับทหารญี่ปุ่นซึ่งเดิมเป็นหมอญี่ปุนในตลาด มาฉีดวัคซีนให้เด็กๆ เมื่อญี่ปุ่นขึ้นเมือง กลายเป็นนายทหารญี่ปุ่น ยศร้อยเอก แกทำงานช่วยแปลภาษีญี่ปุ่นเท่าที่พอจะทำได้ แต่หน้าที่สำคัญคือเป็นเด็กซื้อกับข้าวจากตลาดกิมหยงให้
ทหารญี่ปุ่นตังค่ายอยู่บริเวณโรงเรียนเทศบาล 2 และตรงข้ามบ้าน อดีตส.ส.อนันต์ เรืองกูล เป็นที่ตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน 4-5 กระบอก เพราะที่ตรงนั้นมีต้นพะยอมขนาดใหญ่เท่าต้นมะพร้าวประมาณ 20 ต้น
ทหารญี่ปุ่นสร้างสะพานครั้งแรกเป็นสะพานไม้เพื่อข้ามคลองอู่ตะเภาที่ฟากระหว่างฝังที่สูบน้ำของดับเพลิงปัจจุบันกับท่าศาลาลุงทอง แต่ต่อมาก็มาสร้างเป็นสะพานอู่ตะเภา
นายบุญภา วัชรพันธ์ อดีตประธานประธานสภาจังหวัดสงขลา บุตรปลัดกลัด อายุ 60 ปี เกิดที่บ้านหาดใหญ่ บอกว่า ที่ริมคลองบริเวณหาดทรายด้านศาลาลุงทอง มีต้นมะหาดต้นหนึ่งล้มอยู่ ไม่ทราบว่าล้มอยู่ตังแต่เมื่อไร แต่สมัยเด็กๆ ลงไปเล่นน้ำในคลอง ก็มักจะไต่ตามขอนไม้ขอนนี้ และบอกว่า มีปลาปักเป้ามาก ต้องคอยระวัง เพราะที่ขอนไม้นี้เป็นรังปลาปักเป้า เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เกิดและเติบโตบริเวณนี้จะลงเล่นน้ำที่ท่านี้ด้วยกันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเด็กที่ชอบซุกซนทุกคนจะรู้จักขอนไม้ขอนนี้เป็นอย่างดี
พี่ช้าง ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนายบุญพา เล่าให้ฟังอีกถึงตลาดหาดใหญ่ว่าอยู่หลังอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน เส้นทางเข้าสู่ตลาดจะปลูกต้นมะเฟือง 2 ข้างทางดูสายงาม ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงดำรงอยู่.
สวนหม่อม
ประวัติความเป็นมา
เมื่อประมาณกว่า 60-70 ปีมาแล้ว (ร.6-7) มีเจ้านายไทยองค์หนึ่ง คือ หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ พระองค์ทรงรอบรู้และสนพระทัยการเกษตรกรรมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ทรงศึกษาทดลองเพาะพันธุ์ปาล์มน้ำมัน และทรงดำริที่จะวางรากฐานการประกอบอาชีพทำสวนปาล์มน้ำมัน ให้ชาวไทย ในเวลาต่อมาจึงปรากฏสวนปาล์มน้ำมัน (African oil palm) ขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทยบริเวณทางภาคใต้ มีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ชาวบ้านเรียกสวนปาล์มน้ำมันแห่งนี้ว่า สวนหม่อม
ภูมิประเทศ
พื้นที่บริเวณสวนหม่อมมีลักษณะเป็นที่ราบเนินเขา(ควนพลา) แล้วลาดต่ำไปสู่ทิศเหนือ มีห้วยตีนเป็ดเป็นต้นน้ำจากควนพลาไหลผ่าน ลักษณะของดินเป็นดินร่วนปนทราย
สวนหม่อมตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านหัวถนน ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา ห่างจากทางหลวงแผ่นดินเข้าไปทางทิศตะวันออก ตามเส้นทางถนนระหว่างบ้านหัวถนน-บ้านยางเกาะ เป็นระยะทางประมาณ 3.5 กม.
การเดินทาง
เส้นทางที่ใช้ในการเดินทางไปยังสวนหม่อม มี 2 เส้นทาง คือ
- ถนนระหว่างหมู่บ้าน(ลูกรังดินแดง) บ้านหัวถนน-ยางเกาะ โดยเริ่มต้นที่บ้านหัวถนน เป็นระยะทางประมาณ 3.5 กม.
- ถนนหม่อม เริ่มต้นที่บ้านปริกใต้ เป็นเส้นทางที่หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ ทรงสร้างไว้เพื่อการคมนาคมขนส่งขณะที่ทรงดำเนินกิจการสวนปาล์มน้ำมัน ชาวบ้านจึงเรียกว่า ถนนหม่อม มีระยะทางประมาณ 4 กม.
กิจการน้ำมันปาล์ม
การปลูกปาล์มน้ำมันที่สวนหม่อมจะปลูกไว้เมื่อใดยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดแต่จากการบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าว่า ปาล์มน้ำมันที่สวนหม่อม ได้ปลูกขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ.2475 (ร.7) เพราะขณะเวลาดังกล่าวสวนปาล์มน้ำมันเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว บริเวณภายในสวนปาล์มปรากฏสิ่งก่อสร้างต่างๆอย่างถาวร เช่น พลับพลาที่ประทับ หอคอยสำหรับทอดพระเนตรคนงาน สระน้ำขนาดใหญ่ โรงเรือนที่อยู่ของคนงาน ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 300 คน ร้านค้าของชำ และโรงงานเครื่องจักรทำน้ำมันปาล์มบรรจุลงถังน้ำมันดิน และสามารถส่งผลผลิตออกจำหน่ายได้ประมาณเดือนละ 6 ตัน โดยลำเลียงน้ำมันไปตามเส้นทางถนนหม่อมออกสู่ถนนทางหลวงที่บ้านปริกใต้ แล้วบรรทุกต่อไปยังสถานีรถไฟคลองแงะ เพื่อลำเลียงเข้าสู่ตลาดกรุงเทพฯ
แต่ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นตั้งฐานกำลังที่สงขลา ทำให้กิจการน้ำมันปาล์มต้องหยุดชะงัก คนงานต่างก็หลบหนีภัยสงคราม สวนปาล์มถูกปล่อยทิ้งร้างไว้หลายสิบปี มิอาจฟื้นฟูกิจการได้อีกเลย
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น
ในปี พ.ศ.2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยข้าราชบริพาร เสด็จพระราชดำเนินมายังสวนหม่อมเป็นการส่วนพระองค์ ในการเสด็จครั้งนั้นทรงปลูกปาล์มน้ำมันไว้ 4 ต้น บริเวณหน้าพลับพลาที่ประทับ พร้อมกับจารึกพระปรมาภิไตยและวัน เดือน ปี ที่ทรงปลูก ปัจจุบันเหลือเพียง 3 ต้น คือ ปปร,รพ.สว 5/8/76
รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆระหว่าง 17-23 มีค.33 โดย สำนักงานประถมศึกษาอำเภอสะเดาและโรงเรียนกอบกุลวิทยาคม






