
ถวายเทียนพรรษาทางน้ำ

ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2548 ที่ผ่านมา อ.วิวัฒน์ ศัยกำธร มีโอกาสลงมาเยี่ยมพื้นที่ภาคใต้และลงแพของพี่หม่อง-จุมพล โสตถิพันธ์ ที่เพิ่งต่อแล้วเสร็จ ตั้งใจสัมผัสบรรยากาศอันสวยงามของคลองอู่ตะเภา ผมบังเอิญติดธุระอยู่ที่เขาปู่เขาย่าทำให้ไม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้แต่ก็ตามข่าวรับรู้ความเคลื่อนไหวว่าทางกลุ่มพี่หม่องที่สงขลาลากูนาพยายามที่จะให้มีการฟื้นชีวิตให้กับคลองอู่ตะเภา ผลักดันให้เกิดกิจกรรมที่สัมพันธ์กับสายน้ำโดยตรงอย่างต่อเนื่อง
หลังจากนั้นอีก 1 เดือนต่อมา ก็มีผู้ริเริ่มให้กิจกรรมใหม่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นด้วยว่าสบโอกาสที่เวลาอยู่ในช่วงก่อนเข้าพรรษา พุทธศาสนิกชนต้องเดินทางไปถวายเทียนพรรษาตามวัดต่างๆอยู่แล้ว และเพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมอนุรักษ์ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อบวกกับความพร้อมของแพและความตั้งใจของทุกฝ่าย กิจกรรมถวายเทียนพรรษาทางน้ำในคลองอู่ตะเภาจึงเกิดขึ้น
กิจกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปีก็ว่าได้ (พูดไปผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าในอดีตมีการทำกิจกรรมลักษณะนี้บ้างหรือไม่ แต่ที่แน่ใจก็คือว่าการมาร่วมงานบุญทางน้ำคราวนี้ก็คงเป็นครั้งแรกในชีวิตของหลายๆคน รวมถึงตัวผมด้วย) นับได้ว่าสายน้ำแห่งอู่ตะเภาและแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาได้เชื่อมร้อยองค์กรต่างๆมาร่วมมือกัน นับเป็นนิมิตหมายที่วิเศษสุด
การถวายเทียนพรรษาคราวนี้มีองค์กรร่วมจัด ที่เป็นหน่วยกล้าตายร่วมบุกเบิกและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ อันได้แก่ เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ชมรมรักหาดใหญ่ สหกรณ์ออมทรัพย์มอ. หอการค้าจังหวัดสงขลา คณะวิทยาศาสตร์ มอ. และสโมสรโรตารี่โคกเสม็ดชุน ที่ได้ให้การสนับสนุนด้วยดีมาตลอด
คุณสิทธิศักดิ์ ตันมงคล สถาปนิกใหญ่ในฐานะผู้ริเริ่มได้เขียนแนวคิดไว้ในโครงการว่า การถวายเทียนพรรษาทางน้ำก็นับว่าเป็นอดีตที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ เป็นกุศโลบายหนึ่งที่หลายฝ่ายคิดว่าน่าจะช่วยเชื่อมร้อยผู้คนที่อาจจะไม่เคยลงไปสัมผัสลำน้ำ ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนกัน จะนำไปสู่การร่วมคิด ร่วมแก้ไขเพื่อให้ความอุดมสมบูรณ์ได้กลับคืนมา และเพื่อผู้คนที่อาศัยน้ำจากลุ่มน้ำแห่งนี้ได้มีน้ำสะอาดใช้ มีอาหารปราศจากปนเปื้อนบริโภค จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตราบนานเท่านาน
ตอนที่ประชุมเตรียมงาน เดิมทีเรากำหนดเส้นทาง โดยมีวัดตั้งต้นที่เราวางไว้แต่แรกคือวัดนารังนก แล้วไปสิ้นสุดการล่องเรือถวายเทียนที่วัดท่าเมรุ รวมทั้งหมด 5 วัดด้วยกัน หากทว่าใจผมนั้นอยากให้ไปเริ่มที่วัดคลองแห แล้วค่อยลงเรือมาต่อที่วัดนารังนก เหตุผลก็คือว่าจะได้ไปเสริมแรงให้กับกิจกรรมของวัดให้เข้มแข็งมากขึ้นไปอีกเพราะที่นั่นกำลังตั้งกลุ่มฟื้นคลองแห แต่ว่าพอไปสำรวจเส้นทางเราก็พบว่าตลอดสายคลองมีผักตบผักชวาขวางทางอยู่เรือไม่สามารถผ่านไปไม่ได้ กำหนดการเดิมจึงถูกนำมาใช้อีกครั้ง
และแม้ว่าเวลาจะเร่งรัดเราอยู่ไม่น้อย แต่เพราะความที่ทุกฝ่ายมีใจให้ก็เลยไม่เป็นอุปสรรค งานนี้คุณประโชติ อินทร์ถาวร ประธานเครือข่ายฯของเราที่มีประสบการณ์เจนจัดกับงานบุญมากกว่าใครจึงรับบทเป็นหัวเรือใหญ่ ช่วยกันตั้งแต่ตระเตรียมเรือและคนมาร่วมงานบุญ เรานัดกันแต่เช้าตรู่ของวันที่ 17 มิถุนายน พบกันที่วัดนารังนก
ปรากฏว่ามีคนมาร่วมกิจกรรมค่อนข้างหลากหลาย มีทั้งนายทหารใหญ่ ที่มาทำบุญแล้วสบโอกาสแนะนำตัวหาเสียง สว. ไปในตัว อาจารย์จากมหาวิทยาลัย นักเรียน ผู้สนใจทั่วไปเกือบร้อยชีวิต เราเตรียมแพใหญ่ไว้ 1 ลำ เรือหางยาว 8 ลำ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับทุกคน
คุณประโชติ อินทร์ถาวร ถือโอกาสจุดประกายความคิดของทุกคนก่อนทำบุญว่าการสัญจรทางน้ำในอดีตเป็นกิจกรรมหลักของสายน้ำคลองอู่ตะเภา ที่มีการใช้สัญจรและทำมาค้าขายมาแต่โบราณ ทุกวันนี้เมื่อคนหันมาใช้ถนนสัญจร หันหน้าบ้านเข้าหาถนน และทิ้งของเสียลงในน้ำหลังบ้าน ทำให้น้ำในคลองคุณภาพย่ำแย่ จึงจำเป็นต้องมีความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูชีวิตให้กับคลองอู่ตะเภา และสืบทอดประเพณีการถวายเทียนพรรษาให้ต่อเนื่องยั่งยืน ปีนี้นับว่าเป็นปีแรกที่มีกิจกรรมลักษณะนี้
อ.พิชัย ศรีใส ที่มาร่วมกิจกรรมด้วยช่วยกันเสริมสั้นๆ ว่า คลองอู่ตะเภาเกือบตายไปแล้วก็ว่าได้ เวลานี้ทำอย่างไรให้มีชีวิต ทั้งๆที่น้ำประปาทั้งหมดของหาดใหญ่ สงขลา 80% ใช้น้ำจากคลองอู่ตะเภา แต่คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลงทุกวัน อย่างวันนี้หากใครเปิดน้ำประปาก็จะพบว่ามีกลิ่นคาว เราจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร ในขณะที่คนปลายน้ำเองก็ได้รับผลกระทบจากการใช้ประโยชน์คลองอู่ตะเภาของคนเมืองอยู่ทุกวัน
บรรยากาศอันปลอดโปร่งของยามเช้าช่วยให้จิตใจคนสงบเบิกบาน แสงแดดอันเรื่อเรืองที่สาดผ่านซี่กรงศาลามารอบข้าง เผยให้เห็นแววพระเนตรอันเปี่ยมเมตตาของพระประธานที่มองลงมา ศาลาหลังเก่าคร่ำแฝงกลิ่นอายความเงียบสงบรองรับเหล่าญาติโยมเกือบร้อยชีวิตที่กำลังนั่งพนมมือรับศีล เสียงสวดมนต์แผ่เมตตา แผ่ความรักความปรารถนาดีไปสู่เพื่อนมนุษย์และส่ำสัตว์ในโลก เสียงเหล่านี้กระตุ้นความรู้สึกผมให้ตื่นเตลิด ปลุกเร้าความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นหนึ่งเดียวกับสถานที่และผู้คนที่มาอยู่ร่วมกันในพื้นที่อันเป็นแผ่นดินถิ่นพำนัก และฉุดรั้งคุณค่าในอดีตที่หลับใหลอยู่ที่ไหนสักแห่งให้ฟื้นคืนมีชีวิต
เจ้าอาวาสวัดนารังนกดูเหมือนท่านจะสบายใจเป็นพิเศษ และได้กล่าวชื่นชมพวกเราหลังสิ้นสุดพิธีกรรม ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดียิ่ง ท่านว่าการร่วมถวายเทียนทางน้ำ นอกจากเป็นการฟื้นฟูคลองอู่ตะเภาที่สมัยก่อนใช้สัญจรทางน้ำ และอนุรักษ์ประเพณีโบราณแล้ว การรณรงค์ไม่ให้ประชาชนทิ้งขยะมูลฝอยลงในคลอง ช่วยกันรักษาสภาพน้ำให้ใสสะอาด ไม่ให้ขุ่นมัว สกปรกก็เป็นความคิดที่ดี และเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนละแวกนี้ไปด้วย
เรือหางยาวลำขบวนโลดลิ่วนำหน้าแพใหญ่ที่รับน้ำหนักมากไปหน่อย ค่อยๆลอยผ่านแพผักบุ้ง ผักตบชวา ผักกะเฉดที่ปกคลุมทั่วผืนน้ำ และที่สำคัญก็คือ ผ่าน บาม ใหญ่ที่มีนับสิบ กว่าจะมาถึงวัดชลธารประสิทธิ์ได้ก็ใช้เวลาไม่น้อย
แพใหญ่ที่รับน้ำหนักคนได้ไม่เกิน 30 คน กว่าจะผ่านด่าน บาม ที่ว่ามาได้ก็มีเรื่องต้องลุ้นระทึกกันนิดหน่อย ชวนให้นึกถึงอุปสรรคในการทำกิจกรรมในสายน้ำ โดยเฉพาะการล่องแพ หากจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนทำอย่างไรที่จะมีการจัดการกับปัญหาที่มีสิ่งกีดขวางเส้นทางเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบการปลูกผักบุ้ง ผักกะเฉด เปิดช่องเส้นทางเดินเรือ อำนวยความสะดวกและจัดสรรผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่ได้ใช้ลำคลองสาธารณะร่วมกันอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม
เรือมาจอดที่หน้าท่าเราเดินจากวัดชลธารประสิทธิ์หรือวัดใหม่มายังวัดอู่ตะเภาที่อยู่ไม่ห่างกันนัก แค่เพียง 5 นาทีก็มาถึง
อ.พิชัย ศรีใส นำผู้เข้าร่วมชมโบสถ์เก่าที่มีอายุ 500 กว่าปี ที่ยังหลงเหลืออยู่โบสถ์หลังนี้สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย เป็นโบสถ์ที่สร้างโดยฝีมือราษฏร์ก็ว่าได้ ช่างพื้นบ้านเหล่านี้ไม่ใช่ช่างจากราชสำนัก อาศัยภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สั่งสมมาช่วยกันสร้างนอกจากใช้ประกอบพิธีทางศาสนาในอดีตยังใช้เป็นที่ศึกษาธรรมมะของชาวบ้านอีกด้วย
วัดอู่ตะเภาแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 2010 นับอายุแล้วก็กว่า 500 ปี และเป็นวัดแรกของอำเภอหาดใหญ่เสียด้วย
เรากลับมาลงเรือ ไปแวะยังท่าเรือเก่าในอดีต ซึ่งเคยเป็นท่าซ่อมเรือสำเภาอันเป็นที่มาของชื่อคลองอู่ตะเภาในปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้มีป้ายปักบอกชื่อ บ้านโอเภา หรือบ้านอู่เภา บอกให้คนผ่านมาผ่านไปได้ล่วงรู้ความสำคัญ
ที่น่าเสียใจสำหรับผมสำหรับล่องคลองคราวนี้ก็คือ ตาหลวงพร้อมผู้สร้างป้ายนี้ได้จากโลกไปแล้ว ผมทราบข่าวจากท่านเจ้าอาวาสแล้วก็ใจหาย นึกถึงวันที่ผมมานั่งสัมภาษณ์ประวัติและที่มาของคลองอู่ตะเภาแล้วก็อดรำลึกถึงท่านไม่ได้
ชีวิตคนกับความตายอยู่ไม่ห่างไกลกันจริงๆ
ผมเปลี่ยนจากนั่งเรือมาขึ้นแพ เพราะอยากสัมผัสความรู้สึกและเก็บภาพแพใหญ่ ซึ่งสภาพแพแม้จะยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์แต่ก็ดูโอ่โถงสบายๆ เรือหางยาวลำขบวนลิ่วไปข้างหน้าทิ้งพรายน้ำขาวฟอดฟองฟูยาวเป็นทาง เราเลาะลำคลองที่สองฟากทางมีชาวบ้านและเด็กโบกมือต้อนรับ เรามาถึงวัดคูเต่าก็เกือบเที่ยงวัน
สดับฟังเสียงคนหน้าใหม่ๆหลายคนที่มาร่วมกิจกรรม หลายคนไม่เคยลงมาสัมผัสคลองอู่ตะเภาและไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีคลองแห่งนี้ และไม่เคยรู้ว่าสายน้ำนี้ที่เป็นแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปา มองดูความร่มรื่นที่แทรกแซมภาพวิถีชีวิตของคนริมคลองที่ยังพอหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง บวกกับความสวยงามของสายน้ำที่ทอดโค้งซอกซอนเลาะตะเข็บผืนแผ่นดิน การจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในลำคลองอู่ตะเภาไม่ไกลเกินฝัน
มาถึงวัดคูเต่า อ.พิชัย ศรีใส นำเด็กๆจากโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ เดินไปบนสะพานแขวนที่เป็นภูมิปัญญาล้ำค่าของคนโบราณ แม้นว่าจะเก่าคร่ำและไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกแล้วแต่ชุมชนก็ยังอนุรักษ์ไว้เรามาถึงทีหลัง เห็นเด็กๆกำลังเดินบนสะพานสัมผัสความตื่นเต้นอันเป็นประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต
ที่วัดคูเต่าแห่งนี้ผมเพิ่งทราบว่า ปู่ของคุณปทุม กาญจนสุวรรณ อดีตเป็นถึงนายช่างปูนปั้นและได้ฝากฝีมืออันล้ำค่าไว้ที่วัดแห่งนี้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชม...คนที่มีโอกาสได้เห็นฝีมือเชิงช่างอันวิจิตรงดงามในวัดนี้แล้วจะต้องอุทานในใจว่าไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นฝีมือช่างฟื้นบ้าน มรดกอันล้ำค่าและสวยงามที่บรรพบุรุษได้ทิ้งไว้ให้ลูกหลานเช่นเราๆ ท่านๆ จะช่วยกันสานต่อรักษาไว้ได้อย่างไรหนอ
เราจบกิจกรรมถวายเทียนทางน้ำที่วัดท่าเมรุ ซึ่งอยู่ปากทางออกสู่ทะเลสาบสงขลา คุณประโชติ อินทร์ถาวร ได้ชักชวนผู้เข้าร่วมมาช่วยกันแลกเปลี่ยนความเห็นในการทำกิจกรรมคราวนี้แล้วก็พูดถึงกิจกรรมที่น่าจะทำต่ออย่างต่อเนื่องและหากกิจกรรมใหม่ๆที่น่าจะทำได้ เช่น กิจกรรมดนตรีไทยบนสายน้ำ หรือทอดกฐินสามัคคี
จ่านิคม ทองมุณี เจ้าถิ่นตามมาสมทบกับพวกเราที่นี่ ได้พูดถึงกิจกรรมที่ทำกันมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกับ รร.พะตงประธานคีรีวัฒน์ และได้ย้อนอดีตสมัยที่เขาเป็นเด็ก ว่าที่สงขลาลากูนาเคยใช้เป็นที่แข่งพายเรือ มีการชักเรือพระทางน้ำที่ใช้เรือแข่ง 4 ลำลาก และใช้เชือกเส้นใหญ่นั่งทับโดยบรรดาฝีพายหนุ่มๆทั้งหลาย ต่อมาเมื่อมีโครงการสงขลาลากูนาเกิดขึ้น ประเพณีเก่าๆจึงสูญหายไป
สมัยก่อนจ่าคมเล่าว่าเรือพระจากทุกวัดจะมารวมกันที่นี่ เรือพระจะอยู่ชิดริมตลิ่ง เว้นที่ตรงกลางให้เรือยาวแข่งกัน การแข่งขันสมัยนั้นไม่มีรางวัล ไม่มีกรรมการ แข่งกันแล้วเสร็จจะไปกินขนมต้มที่แขวนไว้ที่ นมพระ แล้วก็มีเพลงเรือ ซึ่งเมื่อก่อนจะนั่งในเรือแล้วว่าเพลงไป ส่วนใหญ่เป็นเพลงจีบสาว เอาเรือเล็กหรือเรือแฟนซี 3 ลำแต่งแบบแฟนซีแล้วเอามาเทียบกัน แล้วว่าเพลงไป บนตลิ่งก็ว่าเพลงเรือ ในเรือก็ว่าเพลงเรือ
เรือพระเวลาล่องไปตามน้ำ เมื่อผ่านหมู่บ้านอิสลาม จะมีการโยนขนมต้มให้กับเด็กๆ และชาวบ้าน แสดงออกถึงการพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันระหว่างคน 2 ศาสนาที่มีมาช้านาน
จ่าคมยังเล่าอีกว่าสมัยก่อนเวลาเด็ก ดอน มาที่นี่แล้วมีพฤติกรรมใดๆก็ตามที่ทำให้เด็กริมน้ำอิจฉา เด็กริมน้ำที่เป็นเด็กเจ้าถิ่นจะไปหาหัวข่ามาทุบ ทุบแล้วขว้างลงไปบริเวณท่าน้ำ วันนั้นเด็กริมน้ำจะไม่ลงไปอาบน้ำ แต่จะรอแอบดูปลาปักเป้าลงตุบตอดไข่เด็กดอนที่มาเล่นน้ำเป็นที่สนุกสนาน
หากทุกวันนี้ อย่าว่าแต่ปลาปักเป้าเลย แม้กระทั่งงูบองหลากับลิงที่เป็นของคู่กันมานาน โดยเฉพาะที่คูเต่ามีป่าลำพูสมบูรณ์มาก อดีตมีค้างคาวแม่ไก่จำนวนมาก ทว่าหลังคนบุกรุกมา สัตว์ทั้งหมดก็หายไปจนหมดสิ้น
จะหลงเหลือก็เพียงในความทรงจำที่ภาพๆนั้นไม่เคยเลือนหาย.
![]() |
![]() |


