นับถอยหลัง

ราวปลายๆปี 2546 ผมจำได้ดีว่า หลังการประชุมใหญ่ที่มอ. ผ่านไปผมโทรหาอ.พงศ์เทพ สุธีรวุฒิ ที่สวรส.ภาคใต้ แจ้งความประสงค์ที่จะทำงานรวบรวมงานวิจัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาให้ และหลังจากวันนั้นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาร่วมกับเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาของผมในเวลาต่อมา จนพูดได้เต็มปากว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตไปแล้ว

ดีใจที่ได้อาศัยศักยภาพของการเป็นคนเขียนหนังสือได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน อย่างน้อยก็ได้สื่อสารความคิด กิจกรรมดีๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้สาธารณะชนได้รับรู้ ส่วนหนึ่งก็เห็นจะต้องบอกว่าช่วยลดความรู้สึกผิดในใจฐานที่ไม่ได้ทำงานวรรณกรรมอย่างเต็มที่ เนื่องจากภารกิจงานที่รัดตัวและนับวันจะมีมากขึ้นจนยื้อแย่งเวลาอื่นๆไปจนหมดสิ้น แต่ก็นั่นแหละนะ เมื่อใจอยากทำก็พยายามแก้ปัญหาให้งานกับวิถีเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเมื่อกล่าวถึงแนวคิดในการทำงานสร้างสรรค์ผมไม่เคยมองว่าวรรณกรรมจะมีพื้นที่คับแคบเพียงแต่รูปแบบของเรื่องสั้น นวนิยายหรือบทกวี งานสารคดีดีๆก็น่าจะเป็นงานวรรณกรรมได้เช่นกัน ผมเลือกที่จะเชื่อว่าวรรณกรรมกับชีวิตต้องเป็นไปในแนวทางที่เอื้อต่อกันและกัน มิฉะนั้นก็ไร้ประโยชน์

วรรณกรรมเป็นอันหนึ่งกันเดียวกันกับชีวิต ผมเชื่อเช่นนั้น

เพราะความเชื่อที่ว่าผมจึงแรงที่จะนั่งลงแล้วก็เขียนงานในหลากหลายรูปแบบ และเช่นเดียวกับก็พร้อมเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาจากการเดินทาง การทำงาน เช่น การเข้าไปร่วมกระบวนการ “นโยบายสาธารณะ” ซึ่งเป็นคำใหม่ เป็นคำที่ยังเข้าใจได้ยากและอธิบายได้ไม่ง่ายนัก ซึ่งพูดได้ว่ากำลังมีอิทธิพลและขยายบทบาทการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ก็กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีการทำงานเช่นกัน

มาถึง ณ วันนี้ ภายใต้นโยบายการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาของรัฐบาล ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาก็พลอยได้รับอนิสสงฆ์ไปด้วยเนื่องจากว่าเป็นลุ่มน้ำสำคัญ เรากำลังจะได้ใช้แผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นเครื่องมือกำกับการพัฒนา ซึ่งหลายๆความเห็นตามมาตรการที่จะออกมาใช้ประโยชน์ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากการร่วมผลักดันของเรา หากทว่า เราต้องเฝ้าลุ้นหน่อยว่าในระหว่างการผลักดันแผนแม่บทให้ได้บังคับใช้มีผลในทางปฎิบัติ (ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร)

ที่แน่ๆเรามิอาจรอได้ หลายปีมานี้ผมตระหนักในเรื่องแนวคิดพึ่งตนเองมากขึ้น และปรับเปลี่ยนความคิดเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองมากขึ้น โดยไม่ต้องอ้อนวอนร้องขอ จากผู้ใดในเมื่อเป็นสิทธิพื้นฐานที่เราสามารถกระทำได้

แล้วเราก็พอใจที่จะบอกใครๆว่า ทุกวันนี้เรา(เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา) กำลัง “ถอยหลังลงคลอง” สวนกระแสย้อนมิติความคิดในการพัฒนาที่กำลังเตลิดเปิดเปิงไปข้างหน้าจนกระทั่งหลงลืมมองข้ามสิ่งดีๆอันเป็นรากฐาน เป็นต้นทุนของเราเองในหลายๆอย่าง และมิว่านัยยะของคำนี้(ที่ไม่ต่างจาก “ถอยหลังเข้าคลอง” ที่มีความหมายในเชิงความถดถอย ตกต่ำ) ซึ่งกลายเป็นคำพูดที่เอ่ยกันสนุกปาก ด้วยน้ำเสียงของการเย้ยเยาะถากถางสำหรับคนที่นำไปใช้หรือถูกมองว่ากำลังอยู่ในแนวทางดังกล่าว แต่เราก็ยินดีนำมาใช้ และเต็มใจที่จะกระตุกความคิดการทำงานพัฒนาให้ล่าช้า ด้วยกระบวนการสำรวจทบทวน การถอยหลังในอีกมุมหนึ่งก็ไม่ต่างไปจากการเดินไปข้างหน้า เพราะนั่นแล้วแต่ทิศทางที่เราจะมุ่งไปสู่

งานเขียนชิ้นนี้ ตั้งใจที่จะฉายภาพการทำงานของเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา ในการทำกิจกรรมสาธารณะ และเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานนโยบายสาธารณะในช่วงปี 2548 ซึ่งผมร่วมกับเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาและมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติได้ร่วมดำเนินการ ภายใต้โครงการกระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะภาคสื่อมวลชนท้องถิ่นจังหวัดสงขลา

ว่าไปแล้ว ต้องขอบคุณการสนับสนุน รวมทั้งกำลังใจและมิตรภาพอันงดงามของหลายๆท่าน ที่มีส่วนเป็นอย่างมากที่ช่วยให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในพื้นที่ ต่างมาช่วยกันสร้างเพื่อสายน้ำอันเป็นที่รักของเรา.

ชาคริต โภชะเรือง