![]() สะพาน ![]() ผมกำลังยืนอยู่บนสะพานเหนือคลองอู่ตะเภา...
ภาพที่ปรากฏต่อสายตาในขณะนี้ก็คือ เส้นทางที่ทอดโค้งคดเคี้ยวของสายน้ำนำทางไปสู่พุ่มพฤกษ์เขียวครึ้มอันไกลลิบ สายน้ำสีน้ำตาลขุ่นแกมเขียวของสายคลอง อาบสะท้อนแสงแดดเป็นประกาย และคล้ายกับว่ากำลังทอดตัวเป็นสะพาน นำสายตาไปสู่ขุนเขาอันสูงลิบที่ซ่อนอยู่เป็นฉากหลัง คลองอู่ตะเภายามนี้กำลังทอดกายสงบไม่อาจหยั่งรู้ความผันแปร มันเก็บซ่อนความลับอันยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำเอาไว้รอให้มนุษย์ค้นหา ทั้งความอุดมสมบูรณ์แห่งทรัพยากร ความสวยงามของทิวทัศน์ รวมไปถึงวิถีและวัฒนธรรมของคนทั้งลุ่มน้ำที่สืบทอดกันมากว่า 500 ปี เช่นเดียวกับทุกสิ่ง สายน้ำหรือเมืองก็ย่อมมีประวัติศาสตร์ของตน และไม่เว้นแม้คนที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ แต่ดูเหมือนคนยุคปัจจุบันกำลังจะละเลยมองข้ามคุณค่าแห่งอดีต โลกที่หดเล็กลง เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วและบ้าคลั่ง บีบบังคับให้พวกเขาจำเป็นต้องมีชีวิตที่เหมือนๆ กัน มีชุดความคิดสำเร็จรูปไม่แตกต่างกัน ภาพสะท้อนจากปรากฏการณ์ของการล่มสลายที่กำลังเกิดขึ้นกับทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาที่ปล่อยให้วิถีแห่งทุนรุกรานเข้ามาอย่างไร้การควบคุม และขาดจริยธรรม รวมไปถึงการแก้ปัญหาที่ขาดความรู้ การมุ่งเน้นผลกำไรทางธุรกิจ และผลประโยชน์เฉพาะหน้า เหล่านี้ส่งผลให้เกิดการทำลายล้างทรัพยากรในโลกนี้อย่างไม่บันยะบันยัง ภาพเหล่านี้ฟ้องต่อสายตาผู้ที่เฝ้ามองด้วยความกังวลและห่วงใยมากขึ้นทุกวัน
ถึงที่สุดแล้ว ผมรู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกันอย่างมีสมดุล สมดุลโดยที่มีเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน์อันซับซ้อน และเมื่อมนุษย์ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางครอบครองทุกสิ่ง เราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบกลไกความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของธรรมชาติ เราพร้อมที่จะเป็นผู้สร้างและทำลาย ตรงจุดที่เรายืนอยู่นี้ทำอย่างไรที่เราจะไม่ไปลบล้างดุลยภาพนั้น ทำอย่างไรที่จะช่วยให้โลกเราน่าอยู่มากขึ้น มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขมากขึ้น ที่สำคัญก็คือว่าเมื่อเราเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้แล้ว จุดยืนในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีต่อธรรมชาติรอบข้างคือสิ่งใด? จะว่าไปนี่คือหัวใจของความสัมพันธ์ในฐานะสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติรอบข้าง - ความสัมพันธ์อันเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์หรือทำลาย? ผมถามตัวเอง แล้วมองดูสายน้ำ...
[ Next >> ]
|