![]() เทศกาลสงขลาเมืองเก่า ![]() ต้นฤดูร้อน ปีนี้อากาศร้อนจัด ฝนก็ไม่ตก อากาศร้อนจนหลายคนทำใจลำบาก ว่ากันว่าอากาศร้อนกว่าทุกปี (เท่ากับว่าเป็นไปได้ที่ปีหน้าอาจจะร้อนมากกว่านี้อีก) ป่าต้นน้ำของคลองอู่ตะเภาก็เหลือไม่มากแถมยังถูกบุกรุกทำลายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้น้ำในคลองแห้งงวดลงจนน่าเป็นห่วง มิหนำซ้ำน้ำประปายังมีกลิ่นเหม็นคาวเนื่องจากวัชพืชที่หมักหมมสะสม ทำให้การประปาต้องเติมสารส้มช่วยบำบัดน้ำดิบมากขึ้นหลายเท่า
อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้นทำให้พวกเรามองเห็นจุดอ่อนการทำงานที่ผ่านมาว่าเรายังมองข้ามปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไป ปีนี้เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาจึงวางแนวทางการทำงานว่าเราจำเป็นต้องร่วมกันผลักดันกิจกรรมเพื่อหาทางแก้ปัญหาร้อนๆในพื้นที่มากขึ้น แน่นอนว่า การทำกิจกรรมแต่ละครั้ง เราสามารถนำมาสร้างโอกาสในการแก้ปัญหาให้พื้นที่ได้ทั้งสิ้น โครงการเทศกาลเมืองเก่าสัญจรนี้ก็เช่นกัน ด้วยเหตุที่คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาเกาะรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า ได้เห็นชอบการอนุรักษ์แนวทางและกรอบในการดำเนินงาน ด้านการอนุรักษ์ และพัฒนาเมืองเก่าของประเทศ และให้เมืองเก่า 10 เมืองที่มีคุณค่าความสำคัญอันดับ 1 ต้องมีการบริหารจัดการเร่งด่วน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง กำแพงเพชร น่าน พิษณุโลก พิมาย ลพบุรี สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งในการณ์นี้จังหวัดสงขลาของเราได้ร่วมกับหน่วยงานราชการ และองค์กรต่างๆร่วมจัดกิจกรรมโครงการเมืองเก่าสัญจรขึ้น โดยมีเป้าหมาย(ที่พวกเราอยากได้-ไม่ใช่หน่วยงานราชการอยากได้) ว่าเป็นไปเพื่อสร้างความตระหนักให้กับชุมชนและผู้ร่วมกิจกรรมได้หันกลับมาย้อยมองประวัติศาสตร์ผ่านรากเหง้าชุมชนหรือ 'บ้านเกิด' ของตน การอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่า หากไม่ยึดติดความหมายของคำว่า "เมืองเก่า" จนเกินไป เราสามารถเสาะแสวงหาสิ่งดีๆ นำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยได้มาก ความเก่าแก่คงไม่ได้มีมิติแค่อายุทั้งในด้านโบราณสถานและโบราณวัตถุเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตอันเก่าแก่ของชุมชม รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของภูเขา แม่น้ำ และรวมไปถึงบุคคล นิยามเสียเช่นนี้ น่าจะช่วยให้เรารู้สึกว่าเนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้แยกส่วนและห่างไกลจากชีวิตจนเกินไป
เราอาศัยห้องประชุมที่บ้านของคุณหมออนันต์ บุญโสภณ เป็นที่นัดพบ เพื่อร่วมกำหนดสถานที่และชุมชนในการทำกิจกรรม คณะทำงานซึ่งมีตัวแทนของชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ชมรมรักหาดใหญ่ และเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา แต่ละคนคิดฝันกันเป็นการใหญ่ ทำให้กิจกรรมขยายวงออกไปเรื่อยๆ แต่เราก็พยายามใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อค้นหาคุณค่าแห่งอดีตมาสู่ความหมายของปัจจุบันและค้นหาอนาคตร่วมกัน กำหนดไว้คร่าวๆ ว่าต้นน้ำ เราตัดสินใจไปเยือนป่าผาดำ เพื่อย้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กลางน้ำ เราจะไปเยือนสวนหม่อมและท่าหาดใหญ่ ปลายน้ำ เราจะล่องคลองอู่ตะเภาที่คูเต่าและไปสมทบกับลุ่มน้ำภูมีที่บางกล่ำ ผมเองรับหน้าที่กองประสาน ทำนิทรรรศการ และเก็บข้อมูลของกิจกรรม สัญจร ป่าผาดำวันที่ 4 เมษายน 2548 เจ้าสิ เจ้ากั้ง-เยาวชนอนุรักษ์ป่าผาดำกับคุณสุธรรม คุณเหล็ก คุณแจง ประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ พาพวกเราไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำ เพื่อร่วมกันย้อนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
ผมเองโตทันได้ร่วมบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างฝ่ายซ้ายและขวาในทางอุดมการณ์ บ้านเกิดของผมที่พัทลุงแม้นว่าไกลปืนเที่ยง แต่ก็ไม่ใช่สมรภูมิรบต่างจากเขตอื่นในจังหวัดเดียวกันด้วยเหตุที่ว่าบ้านผมแวดล้อมไปด้วยทุ่งนา ไม่เหมาะที่จะหลบซ่อนสร้างขุมกำลัง ในวัยเด็กเช่นนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนจะได้ยินเรื่องเล่าซ้ำซากที่พยายามสร้างภาพคอมมิวนิสต์เสียจนไม่ต่างไปจากยักษ์มารน่าเกลียดน่ากลัว แสงแดดยามเช้าห่มคลุมเมือง อากาศกำลังดี เรานัดหมายกันที่หน้าอำเภอหาดใหญ่ ราวๆ 7 โมงเช้าเราก็ออกเดินทาง ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวลดเลี้ยว สองฟากทางมีแต่สวนยางร่มรื่น ถนนลาดยางไปถึงคลองหอยโข่ง มาถึงที่ทำการของกลุ่มประชาคม เราไปหาคุณสุธรรมแล้วออกมาแวะที่เพิงร้านข้าวต้มข้างทาง
เท่าที่เงี่ยหูฟังชาวบ้านที่นั่งอยู่ในร้านพูดถึงกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าผาดำ ผมพบว่าแท้จริงแล้วชาวบ้านที่นี่ก็มีความตื่นตัวในการดูแลสิ่งแวดล้อม หาได้นั่งดูดายอย่างที่คิด สดับน้ำเสียงชื่นชมถึงกิจกรรมของกลุ่มเยาวชนก็รู้ว่ากระแสในพื้นที่เริ่มมีขึ้นบ้างแล้ว นั่งคุยกันไปสักพักก็เดาได้ว่า ณ วันนี้เป็นเพราะผลกระทบกับตัวเขาเกิดขึ้นชัดเจน อย่างปัญหาความแล้งร้อนแล้วก็ขาดน้ำในการทำการเกษตร ทั้งอุปโภคและบริโภค มีที่ไหนคนอยู่ต้นน้ำแท้ๆ แต่ต้องซื้อน้ำดื่มน้ำกิน แต่ก็นั่นแหละนะ ถ้าจะให้ทุกคนหันมาช่วยกันอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ผมเข้าใจดีว่าทุกคนก็มีความกังวลในเรื่องความปลอดภัย ถ้าจะให้มาร่วมกิจกรรมกับกลุ่มประชาคม(ที่แต่ละคนพร้อมจะลุยดะไม่กลัวใคร) ก็เห็นท่าจะยาก ขอเป็นเพียงให้กำลังใจแล้วคอยดูอยู่ห่างๆดีกว่า เราหอบหิ้วสัมภาระติดตัวไปไม่มาก ผมกับ อ.พิชัยและคุณเหล็กจึงออกมาซื้อข้าวสารกับปลากระป๋องและน้ำที่ร้านค้าในตลาด ขณะเดินกลับมาที่รถ ผมนึกย้อนไปเมื่อหลายวันก่อนหน้า ผมกับ อ.พิชัย ลงมาเก็บข้อมูลล่วงหน้าเพื่อนำไปทำนิทรรศการ เรานัดหมายกลุ่มประชาคมไว้ วางแผนไว้ว่าจะไปต่อรถที่หน่วยจัดการต้นน้ำ ระหว่างทางเราแวะจอดรถที่ข้างทาง มุดชายป่าที่มีต้นไม้ข้างทางบังตา เราพบว่าข้างในนั้นถูกบุกรุกแผ้วถางจนป่าราบเรียบ มาถึงบ้านบาโรย คุณประวิทย์ชี้ให้ดูบ้านพักที่สร้างข้างทาง มีชายสองคนนั่งมองมาด้วยสายตาระแวดระวัง เขาบอกว่าหนึ่งในนั้นคือพรรคพวกที่เป็นสายให้ผู้บุกรุก ตอนที่เราไปถึงหน่วยจัดการต้นน้ำ พบกลุ่มคนงานกำลังลาดฟื้นปรับปรุงฟื้นที่บริเวณหน่วยฯให้ได้ใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ คุณเหล็กเข้าไปหาหัวหน้าคนงาน สอบถามเรื่องรถ ผมเห็นแววตาคนงานนับสิบที่มองมายังกลุ่มประชาคมด้วยแววตาแปลกๆ อ.พิชัย ถอยรถไปจอดหน้าที่พักเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำ เราขึ้นรถของเจ้าหน้าที่พร้อมตะลุยขึ้นป่าผาดำ ผมอดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ขึ้นไปบนป่าจริงๆเสียที คราวก่อนมาก็ไปไม่ถึงไหน แต่ก็วิตกอยู่เล็กๆในใจไม่ได้ว่าร่างกายที่เริ่มอวบอ้วนและไม่ค่อยได้ออกกำลังจะเป็นภาระให้คนอื่นในกลุ่มดูแลหรือเปล่า เดินตามกลุ่มประชาคมไปเรื่อยๆ ผ่านทิวทัศน์ที่คุ้นตา กระทั่ง 1 ชั่วโมงผ่านไป เราเดินทางผ่านตีนน้ำตกที่ผมเคยมาครั้งหนึ่งแล้ว ชั่วเวลาห่างกันไม่กี่เดือน มาคราวนี้ผมเห็นใบไม้แห้งปลิวร่วงเกลื่อนถมเต็มพื้นทราย ระยะทางอีกไกล เรายึดเถาวัลย์รากไม้สืบเท้าพาตัวเองสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบริเวณน้ำตกผาดำที่อวดแผ่นผาสีดำตระหง่าน
เมื่อประจันหน้ากับแผ่นผาสีดำตระหง่านและสูงชัน ผมแหงนหน้าเผชิญกับภูผาที่ตั้งฉากกับสายตา เห็นท้องฟ้าสีสดลอยอยู่ลิบๆ น้ำตกผาดำถากความสูงลงมาข่มมนุษย์ให้เล็กลงไปอีก ผมรู้สึกได้ถึงความเปราะบางของตนและความแข็งแกร่งดุดันของธรรมชาติ ที่กำลังอวดสายน้ำสีขาวตัดกับแผ่นหินสีดำเป็นมันมะเมื่อม สายน้ำกำลังสอนผมให้รับรู้ถึงความอ่อนโยนละมุนละไม ที่ใช้ความอ่อนกำหลาบความแข็งกระด้างของแผ่นหินเสียจนเชื่อง แรกได้เห็นสีดำของแผ่นผาเมื่อตระหง่านอยู่ท่ามกลางสีเขียวทึบของแมกไม้น้อยใหญ่ ผมรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายอันเย็นเยือกแสนลึกลับน่าเกรงขามของป่าดิบ พักตรงน้ำตกได้ชั่วครู่ เราป่ายปีนขึ้นไปอีก ผมเดินจนปวดขาไปหมด กว่าจะเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปได้ทีละก้าวเหนื่อยแทบจะขาดใจ ดีว่าได้มาพักตรงหลุมที่บรรดา "สหาย" ขุดไว้เพื่อดักซุ่มเฝ้าระวังและใช้กำบังในการต่อสู้ มองลงไปเบื้องล่าง ผมเห็นมีแต่ป่าต้นไม้เต็มพรืดไปหมดแลดูละลานตา ชัยภูมิที่ได้เปรียบเช่นนี้ ไม่สงสัยเลยว่าคนที่อยู่ข้างล่างบุกตีกระหน่ำเข้ามาจะเสียเปรียบเพียงใด ทันทีที่มาถึงลานพัก ผมรู้สึกโล่งใจ เหงื่อเหนียวหนะเปียกชุ่มแผ่นหลัง ผมถอดเสื้อ วักน้ำในห้วยลูบตัวให้พอคลายความเหน็ดเหนื่อย บนนี้ต้นไม้แต่ละต้นสูงตระหง่านและใหญ่ขนาดหลายคนโอบ ยังคงรักษาความสดดิบและคงรูปแห่งธรรมชาติของป่าดิบไว้ได้ เถาไม้ระย้าย้อย ห้อยลงมา คุณประวิทย์โหนตัวราวกับทาร์ซาน กลุ่มประชาคมแยกตัวกันพักผ่อน ผมเห็นมีก้อนหินวางเรียงเป็นวงกลม คุณสุธรรมเล่าว่าที่นี่อดีตเป็นสถานที่ตั้งค่าย และเคยถูกเครื่องบินของทางการโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า พอนั่งพักจนหายเหนื่อย เราไปตระเวนหาปากทางเข้าอุโมงค์ที่หลายคนดูเหมือนจะจำทางเข้าไม่ได้เสียแล้ว เราเสียเวลาค้นหากันพักใหญ่กว่าจะพบ ผมเหนื่อยจนหายเหนื่อย ขาที่แข็งเกร็งปวดจนหายปวด ขากลับเราแวะถ่ายรูปที่ลานหินโล่งที่สามารถพัฒนาเป็นจุดชมวิวได้ เป็นลานหินสีดำขนาดใหญ่จุคนได้เกือบห้าสิบคน มองลงไปเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนของสวนป่าสิริกิต เรากลับมาที่หน่วยจัดการต้นน้ำอีกครั้ง เวลาบ่ายเกือบห้าโมงเย็นแล้ว อ.พิชัยกลับไปเอารถที่จอดไว้ แต่ก่อนที่จะถอยรถออกมา คุณเหล็กเดินไปยังท้ายรถ ก้มลงดูที่ล้อรถแล้วก็หันมาทำหน้าเครียด คุณเหล็กชี้ให้ทุกคนดูที่ล้อรถ ซึ่งมีใบไม้แห้งใบหนึ่งวางอยู่บนพื้นหญ้า คุณเหล็กปัดใบไม้ออกทุกคนถึงกับตะลึง ! ตะปูขนาดเขื่องปลายแหลมขาววาววับวางดักอยู่ที่โคนล้อรถ! นี่ถ้า อ.พิชัยถอยรถไม่ระวัง แน่นอนว่าตะปู ซึ่งไม่ได้มีตัวเดียว แต่ยังมีที่ล้ออีกล้อหนึ่งด้วย จะต้องปักติดหนึบอยู่ที่ล้อทั้งสองข้าง ผมไม่อยากนึกภาพว่าจะเกิดอะไรขึ้น? และเท่านั้นเอง คุณเหล็กกับกลุ่มประชาคมก็โวยวายเสียงดัง เขาไปคว้าตัวหัวหน้าคนงานมาดู ผมเห็นหัวหน้าคนงานหน้าซีดเผือด เขาดึงตะปูขึ้นมามือไม้สั่น ละล่ำละลักขอโทษขอโพยจนผมนึกเห็นใจ ผมกับ อ.พิชัย มองหน้ากัน เรารู้ได้ถึงความผิดปกติระหว่างคนงานที่นี่กับกลุ่มประชาคม แต่เราไม่พูดอะไร สำรวจเส้นทางแล้ว เห็นความลำบากในการเดินทาง ทัวร์ทริปนี้เราจึงไม่ได้ตั้งใจจะไปให้ถึงน้ำตกผาดำหรืออุโมงค์ประวัติศาสตร์ เพราะว่ามีผู้ร่วมกิจกรรมหลายคนสูงอายุ สังขารร่วงโรยเกินกว่าที่จะฟังเสียงเรียกร้องของหัวใจ
กลุ่มเยาวชนพาผู้ร่วมกิจกรรมส่วนหนึ่งเดินไปยังตีนน้ำตก เพื่อที่จะได้สำรวจพันธุ์ไม้ในป่า ที่ปรึกษาของท่านนายกไพรไม่ได้เตรียมตัวว่า จะต้องเดินทางบุกตะลุยเข้าป่าก็เลยใส่รองเท้าหนังสวมกางเกงทำงาน ดูไม่เข้ากับการเดินป่า แต่ก็อดไม่ได้ เดินตามกลุ่มเยาวชนไปชื่นชมป่าต้นน้ำ "วันที่ 4 เมษายน นี้เป็นวันครบรอบ 4 ปีของการก่อตั้งประชาคมอนุรักษ์ป่าผาดำ ซึ่งสมาชิกของกลุ่มส่วนหนึ่งเป็นสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย"คุณสุธรรม อดีต 'สหาย' เล่าที่มาของประชาคม "หลังจากพวกเราลงมาจากป่าเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยแล้ว เราต้องการทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม และด้วยความผูกพันกับป่าผาดำ จึงได้รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นเพื่ออนุรักษ์ป่าแห่งนี้" การเข้ามาของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยคุณสุธรรมเล่าว่าเกิดขึ้นในช่วงปี 2518-2522 แต่ก่อนหน้านั้นได้มีกองกำลังติดอาวุธเข้ามาประจำการอยู่ก่อนแล้ว เราถามถึงลักษณะการทำงานของพรรคคอมมิวนิสต์ ได้คำตอบว่าจะมีหน่วยงานมวลชนลงไปทำงานทางความคิดกับชาวบ้านในหมู่บ้าน "จังหวัดสงขลา มี 2 เขตงาน 3 กอง ผาดำเป็นกองที่ 2 เป็นเขตปฎิบัติการในพื้นที่ สถานที่แห่งนี้มีค่ายมาแล้ว 6 ค่าย ในช่วงระยะเวลา 4 ปี เหตุที่มีหลายค่ายเนื่องจากมีการ "เสียลับ" อันเป็นผลมาจากขาดการกลั่นกรองผู้มาร่วมอุดมการณ์ ผู้เข้าร่วมบางคนทนความยากลำบากไม่ไหว จึงถอนตัวไป" คุณแจง ย้อนภาพอดีตอีกครั้ง
บทเรียนจากการทำงานเพื่อสังคมหลังจากเปลี่ยนบทบาทจากสหายมาเป็นกลุ่มอนุรักษ์ หลังจากทางการให้มีการสัมปทานป่าแล้วมีการตัดถนนนำความเจริญเข้ามา ส่วนหนึ่งเพื่อปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็ทำให้ชาวบ้านต่างถิ่นเข้าไปในป่าได้ง่ายมากขึ้น เท่ากับมีส่วนทำให้เกิดการบุกรุกป่ามากขึ้นไปด้วย ดูง่ายๆจากกลุ่มผู้บุกรุกที่เป็นคนต่างถิ่นนับสิบครัวเรือนที่เข้ามาทำสวน สร้างผลผลิตในป่าอนุรักษ์นี้จนสร้างเนื้อสร้างตัวมีบ้านมีรถเป็นของตนเอง คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็เป็นลูกจ้างแต่เมื่อครั้งมีการสัมปทานป่า เมื่อทางการหยุดให้การสัมปทานแล้วก็เห็นช่องทางเข้ามายึดเป็นที่ทำกิน เข้ามาได้ก็บอกต่อพรรคพวกเพื่อนฝูง ชักชวนกันเข้ามายึดเป็นที่ทำกิน แน่นอนว่า เมื่อป่าผาดำเริ่มมีกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มผู้บุกรุกที่เป็นชาวบ้านเหมือนกัน จึงเกิดการเผชิญหน้า มันก็น่าแปลกที่ปัญหาของป่าต้นน้ำแห่งนี้ หาใช่ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับชาวบ้าน (ที่มักจะมีปัญหาประกาศทับที่ชาวบ้านบ้าง) แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาวบ้านด้วยกัน ประสบการณ์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาทำให้กลุ่มประชาคมเลือกแนวทางแก้ปัญหา นั่นคืออยากให้ทางภาครัฐดำเนินการ โดยใช้มาตรา 25 ตามมติครม.เมื่อปี 2541 ที่ให้สามารถรื้อถอนทำลายอาสิน ของผู้บุกรุกป่าที่เข้ามานับแต่ปี 2541 หรือไม่ก็ผลักดันให้คนออกจากป่าให้หมด "ถ้าหากไม่มีคน ไม่กี่ปีป่าก็ฟื้นตัวเองได้โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร แต่ถ้าคนยังอยู่ ป่าก็ไม่มีทางพื้นตัวได้" คุณประวิทย์พูดย้ำ เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาคมกับกลุ่มผู้บุกรุกในป่าไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น หลังกลับมาจากป่าผาดำ หัวหน้าอ้นพอรู้ว่าลูกน้องของตนก่อเรื่องวุ่นวายเอาไว้ กลับมาสอบสวนจนกระทั่งได้ตัวคนทำความผิด ซึ่งก็อยู่ในหมู่พวกคนงาน คุณประวิทย์บอกว่าพวกลูกจ้างเหล่านี้เป็นญาติพี่น้องกับผู้บุกรุก คอยเป็นสายให้กับพี่น้องของตน ส่งสัญญาณเวลากลุ่มประชาคมเข้าไปลาดตระเวน ลำพังเจ้าหน้าที่ซึ่งมีเพียงหัวหน้าอ้นคนเดียว ไม่สามารถทำอะไรได้ หากมีปัญหากับพวกลูกจ้างมากๆ หัวหน้าอ้นก็อยู่ไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าพวกลูกจ้างไม่พอใจท่าทีของกลุ่มประชาคมที่บางครั้งก็ทำเขื่องจนน่าหมั่นไส้ หรือไม่เป็นเพราะบางคนเป็นพรรคพวกกับกลุ่มผู้บุกรุก ที่อาศัยอยู่ในป่าผาดำกันแน่ ที่แน่ๆก็คือพวกเขา 2 คนถูกหัวหน้าอ้นไล่ออกไป ในตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าหัวหน้าอ้นเองเลือกที่จะวางตัวเป็นกลาง ผมรู้แต่ว่าหัวหน้าอ้นสนับสนุนกลุ่มประชาคมเต็มที่ในการดูแลอำนวยความสะดวกในการเดินทางขึ้นไปลาดตระเวนป่า เพียงแต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวหน้าอ้นจึงวางเฉยกับกลุ่มผู้บุกรุก หรือว่ามีเบื้องหน้าเบื้องลึกที่ผมยังไม่รู้ แน่นอนว่าเมื่อฟังแต่คำบอกเล่าของกลุ่มประชาคม ผมเองยอมรับว่ามองกลุ่มผู้บุกรุกด้วยสายตาที่ไม่ดีนัก ยิ่งเข้ามาเห็นบ้านที่ปลูกเป็นหลังๆกระจายไปทั่วผืนป่า มันก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้
แต่ก็นั่นแหละนะ ผมเองก็ไม่เคยคุยกับกลุ่มผู้บุกรุกที่ได้ข่าวว่ามี อบต.เป็นแกนนำใหญ่ เข้าป่าแต่ละครั้งก็รับฟังแต่เรื่องเลวร้าย มีการบุกรุกถางป่า หรือไม่ก็โค่นต้นไม้ ถางป่าเตียนไปเรื่อยๆ เรื่องราวของป่าผาดำราวกับว่ายิ่งดำทะมึนอยู่ในใจผม! สัญจรสวนหม่อม
เก็บเรื่องของผาดำไว้ในใจ 2 วันต่อมา เรานัดหมายพี่สุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปริกเอาไว้ กิจกรรมแรกที่ตั้งใจว่าจะทำ คือ เราได้นำผู้เข้าร่วมไปปลูกต้นปริกที่ริมคลองปริก จำนวน 6 ต้น เป็นการคืนต้นปริกให้กับชุมชน งานนี้ผมพาเจ้าพู่กันไปด้วย วันนั้นผมมองดูลูกได้ร่วมปลูกต้นปริก บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร จากนั้นเราเดินทางไปยังสวนหม่อม สวนหม่อมนี้ในอดีต บริเวณด้านหน้าจะเป็นร้านค้า มีคนงานร่วม 3,000 คน เป็นสวนปาล์มน้ำมันแห่งแรกของประเทศไทย แต่ทุกวันนี้แปรสภาพเป็นสวนยางขนาดใหญ่ มีรั้วหนามกั้นรอบ มองไม่ออกว่าอดีตเคยเป็นสวนปาล์มมาก่อน พี่สุริยา ยีขุน มีญาติผูกพันกับสวนหม่อมมาตั้งแต่รุ่นของคุณลุงก็ว่าได้ เขานำทุกคนไปยังเนินดินที่เตียนโล่งกลางสวน มีปาล์มใหญ่หลงเหลืออยู่ไม่กี่ต้น เราถ่ายรูปเสาหลักที่เหลือเพียง 3 ต้น เรามานั่งล้อมวงคุยกันกลางสวน พี่สุริยาเผยความรู้สึกว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะได้มีการสืบค้นเรื่องราวในอดีตแล้วนำไปเผยแพร่สู่สาธารณะ ในฐานะที่ตนรับผิดชอบเชิงนโยบายในพื้นที่ เขาพูดกับทุกคนว่าดินแดนแถบนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ "สวนหม่อมเปรียบเหมือนประตูเปิดรับอารยธรรมใหม่ของปักษ์ใต้ยุคใหม่ หลังจากที่ล้นเกล้า ร. 5 เสด็จประพาสอังกฤษ ได้นำเอาแนวคิดการพัฒนาจากตะวันตกมาปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย"
ปาล์มเหล่านี้ได้ปลูกมาตั้งแต่รุ่นพ่อของวะหมัน จากคำบอกเล่าของวะหมันทำให้พอนึกภาพได้ว่าสวนหม่อมในอดีตสภาพภูมิประเทศทั่วไปเป็นทุ่งร้าง มีโรงงาน เครื่องจักร หอคอย ตรงบริเวณที่มีหลักจารึกพระปรมาภิไธยเป็นลานว่าง ใช้ประกอบพิธีกรรม ไหว้เจ้า โดยเครือญาติของราชสำนัก หมอบัญญัติ อัตมณีย์ เป็นอีกคนที่สนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเล่าให้ทุกคนฟังว่าสวนหม่อมเดิมเป็นแหล่งอาหารของชุมชน มีสภาพเป็นป่าดิบ มีหมูป่า กระรอกป่า กระจง สมเสร็จ ปาล์มมีประมาณ 2700ไร่ คนในหมู่บ้านเวลาสร้างบ้านจะมาเอาไม้ในสวนหม่อม "อดีตหัวหน้าคนงานคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สวนหม่อมนี้ หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ดำริจะทำสวนปาล์มจึงหาสถานที่ ในสวนหม่อมมีเสาหมุดหลักแรกของภาคใต้ คนงานซึ่งส่วนใหญ่เป็น "เทศขี้หนู"(แขกจากมาเลเซีย) การเดินทางไปมาใช้เกวียนเป็นพาหนะ น้ำมันปาล์มที่ได้มาจากการหีบเปลือกเคี่ยวแล้วส่งไปสถานีรถไฟคลองแงะ" การซื้อขายสวนหม่อมล่าสุดได้ดำเนินการในช่วงปี 2529 โดยหม่อมอั้นมาจากอเมริกา ได้ขอให้ผู้ซื้อปัจจุบันว่าอย่าทำลายหลัก (ที่มีพระปรมาภิไธยของ ร.7) ในอดีตสวนแห่งนี้ทำสวนปาล์มเพียง 50% มีการทดลองปลูกยางพาราด้วย และเป็นสวนปาล์มเพื่อการพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย การเกิดของสวนหม่อมแห่งนี้สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากความจำเป็นทางความมั่นคง เพราะว่าอยู่ใกล้เขตเมืองไทรบุรี ทำให้ต้องมีราชวงศ์ดูแล ในอดีตนั้นมีพื้นที่กว้างมากราวๆ 2-3000 ไร่ เดินดูสวนทั้งวันก็เดินชมไม่หมด จากหลักฐานที่จารึกไว้บนหลักที่มีอยู่ 4 หลัก(ปัจจุบันมีเพียง 3 หลัก) พบว่า ร.7 ได้เสด็จมาประพาสส่วนพระองค์ในช่วงปี 2476 จากหลักฐานดังกล่าว นายสุริยา ได้ดำเนินการประสานไปยังสถาบันพระปกเกล้าให้ได้รับทราบแต่เรื่องก็เงียบไป ดูเหมือนกันว่าความเห็นหลายคนมองไปในทิศทางเดียวกัน ชวนให้ตั้งคำถามกับท่าทีของผู้ที่เกี่ยวข้อง อ.นิธิ อนันตพงศ์ เป็นอีกคนที่เข้ามาเยือนสวนหม่อมเมื่อปี 2527 เล่าว่ามีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออกข่าวนี้จนเป็นที่ฮือฮา ตอนที่เข้ามาขณะนั้นยังเป็นสวนปาล์มรกร้าง มีเพียงขนำอยู่ทางเข้า ต่อมาปี 2533 เขาได้มาถ่ายทำวีดีโอ "ของดีสงขลา" เดือน มิ.ย.2544 ได้พาสถาบันพระปกเกล้ามาดูสวนหม่อม พบว่าปาล์มที่ ร.7 ปลูกไว้ล้มไปแล้ว ต่อมาได้นำเรื่องเสนอผ่านไปยัง ผอ.พิพิธภัณฑ์ แล้วก็เงียบหายไปอีก อ.พิชัย ศรีใส ในฐานะที่เกี่ยวดองกับเจ้าของสวนปัจจุบันตั้งข้อสังเกตว่า หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 มีความขัดแย้งกันมากระหว่างสถาบันกับฝ่ายรัฐบาลพลเรือน หม่อมคึกฤทธิ์ร่วมตั้งพรรคประชาธิปัตย์ สวนหม่อมมีความสำคัญกับเหตุการณ์อย่างไร เป็นฐานบัญชาการหรือเป็นที่หลบภัยกันแน่ หลายคำถามยังค้างคาอยู่ในใจของทุกคน
"สวนหม่อมแห่งนี้ควรเสนอให้เป็นเขตหวงห้าม รักษาไว้เป็นมรดกท้องถิ่น ขณะที่การชำระประวัติศาสตร์ ควรเดินหน้าต่อ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เทศบาลได้บรรจุเอาไว้เป็นนโยบายตั้งแต่แรกว่าจะมีการสืบทอดประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น มีความยินดีที่จะจัดเวทีต่างๆให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม" พี่สุริยาประกาศเจตนารมณ์ทิ้งท้ายเอาไว้ สัญจรท่าหาดใหญ่ : คืนท่าหาดใหญ่ให้ชุมชนอันที่จริงยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกไม่น้อยที่พวกเราล้อมวงคุยกัน อย่างน้อยๆก็เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ที่จำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ค้นหาข้อเท็จจริงกันเองในพื้นที่ ด้วยว่าไม่มีบันทึกเอกสารของทางการ ผมเชื่อว่าในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภายังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกมากที่เรายังไม่รู้
ประวัติศาสตร์ของภาคประชาชนยังมีคนเขียนถึงน้อยมาก และยังถูกกดทับเอาไว้ด้วยอุ้งเท้าแห่งอำนาจ แม้จะมีช่องว่างจากการบันทึกที่สามารถสืบทอด เรียนรู้ได้จากมุขปาฐะ ตำนาน หรือนิทาน ที่เป็นเรื่องเล่าในท้องถิ่น แต่เรื่องนี้ก็ยังต้องการการเปิดกว้างอีกมาก ไม่ว่าจากสถาบันการศึกษา หรือว่าจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบโดยตรง หรือจากภาคการเมืองท้องถิ่น ที่สามารถกำหนดนโยบายในการให้ประชาชนศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตน เช้าตรู่ของวันที่ 8 เมษายน เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ นั่นเพราะกิจกรรมนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับตัวผมโดยตรง และทำให้ผมเปิดมุมมองที่มีต่อการทำงานให้กว้างไกลออกไป ราวกับว่าสะพานแห่งกิจกรรมได้ทอดยาว นำผมไปสู่บ้านเกิด ไปสู่แหล่งประวัติศาสตร์ชุมชนที่ตนเองใกล้ชิดเป็นที่สุด นับเนื่องไปหลายร้อยปีก่อน ที่ยุคสมัยการคมนาคมยังไม่สะดวกสบายเหมือนเวทีนี้ ผู้คนยังใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ความเจริญหลั่งไหลมาจากท่าน้ำ จากตลาดน้ำ กระทั่งมามีรถไฟ ความเจริญต่างๆจึงขยับขยายเดินทางเข้าสู่ทางบก มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ เพื่อปะติดปะต่อภาพของเมืองหาดใหญ่ให้ชัดเจนมากขึ้น เราตกลงกันว่า จะเริ่มกิจกรรมที่ท่าหาดใหญ่ ขีดเส้นความเปลี่ยนแปลงจากที่นั่นย้อนอดีตแล้วจึงลากมาสู่ร้านอาหารเก่าในเมือง จะทำให้เห็นภาพของอดีตแจ่มชัดมากขึ้น หลังเตรียมงานมาพอสมควรและช่วยกันผลักดันผ่านรองสมบูรณ์ ของเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้ช่วยกันปรับพื้นที่บริเวณท่าหาดใหญ่ให้ชุมชนได้กลับมาใช้ประโยชน์ ในที่สุดข่าวดีก็มาถึง ผมกับ อ.พิชัย เรามาเตรียมงานกันล่วงหน้าหลายวันแล้ว เรานัดหมายกับพี่สงกรานต์ ประธานชุมชนหลังอำเภอ ประชุมแกนนำชุมชนซึ่งเป็นลุงๆป้าๆของผมทั้งสิ้น ทีแรกชุมชนอยากจะจัดให้ตรงกับวันสงกรานต์ แต่พอดูความพร้อมแล้ว เราเปลี่ยนใจมาจัดในเช้าของวันที่ 8 และแม้จะขลุกขลักในการประสานงานอยู่บ้าง แต่ในที่สุดทางเทศบาลนครหาดใหญ่ ก็ได้ขนดินมาปรับที่ให้เราพอตั้งเต้นท์ ทำกิจกรรมในท่าหาดใหญ่ได้ นอกจากจะดีใจที่มีโอกาสได้ทำสิ่งดีๆให้กับบ้านเกิด(อีกแห่งหนึ่ง)ของตน ในฐานที่โตมากับชุมชนหลังอำเภอแห่งนี้ ผมยังค้นพบตัวเองอีกอย่างหนึ่ง ในฐานะที่เป็นพลเมืองของสังคม ว่า ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราสามารถใช้ศักยภาพผลักดันให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอการกำหนดมาจากคนอื่น นโยบายที่ดีไม่จำเป็นที่จะต้องถูกกำหนดมาจากรัฐบาล หรือว่าจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แม้จะเริ่มต้นจากความต้องการของพื้นที่ หรือมาจากปัญหาของคนในพื้นที่ ทำอย่างไรให้ประชาธิปไตยระบบตัวแทนที่ยังมีจุดอ่อนในเรื่องการมีส่วนร่วม สามารถกระตุ้นให้ประชาชนมองเห็นศักยภาพและสิทธิ์ที่มี ในการที่จะลุกขึ้นมาหยิบยื่นหรือกำหนดนโยบายสาธารณะด้วยตนเอง
เรานิมนต์พระเณรมาร่วม 100 รูป หลังจากมีกิจกรรมทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ร่วมกับชุมชนหลังอำเภอในเต้นท์ตรงท่าหาดใหญ่ เราได้เปิดวงสนทนาร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ของชุมชน หมอรัชนี บุญโสภณ ได้เล่าว่าเคยมาปิกนิกที่ท่าหาดใหญ่แห่งนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อน "คิดว่าคำว่าหาดใหญ่น่าจะมาจากท่าแห่งนี้ และจากการค้นหาประวัติศาสตร์ของหาดใหญ่ ได้พบคำที่ระบุถึงหาดใหญ่ในหลายลักษณะ เช่น ทุ่งหาดใหญ่ บ้านหาดใหญ่ เมืองหาดใหญ่ ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ไหน" อ.พิชัย ศรีใส ให้ข้อมูลชัดขึ้นไปอีกว่าท่าแห่งนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะเป็นจุดค้าขาย และที่สำคัญที่สุด วันจันทร์ 2 ค่ำ เดือน 5 ปี2514 ร.5 เสด็จมาประทับแรมที่ท่าหาดทรายใหญ่ จึงเกิดคำถามว่าท่าที่ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่? อยู่ตรงท่าแห่งนี้หรือเปล่า? คุณเถกิงศักดิ์ พัฒโน ที่มาร่วมกับเราตั้งแต่ไปผาดำ สวนหม่อม เล่าว่าได้รับมอบหมายจากคุณไพร พัฒโน ให้ทำประวัติศาสตร์ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ มีความต้องการรายชื่อตระกูลเก่าแก่ และจากการค้นคว้าของตนพบหลักฐานสำคัญบอกว่า เทศบาลหาดใหญ่ที่แท้แล้ว เริ่มเกิดขึ้นในปี 2478 ไม่ใช่ 2479 ดังที่ระบุไว้ในปัจจุบัน นอกจากนี้แล้ว ป้าเหลิม คนเก่าคนแก่อีกคนของชุมชนเราเล่าว่าที่หาดทรายแห่งนี้ดินชั้นล่างเป็นดินปนทราย เดิมเต็มไปด้วยป่า เมื่อก่อนจะกว้างกว่านี้ "ตอนเป็นเด็กได้เล่นทราย อาบน้ำ ฝั่งทางโน้นมีศาลาลุงทอง ในช่วงเดือนเมษายนน้ำแห้งสามารถเดินข้ามท่าได้ "เมื่อการค้าเจริญขึ้น มีพ่อค้าจากสงขลา พัทลุง เอาสินค้ามาขายทางเรือ สินค้ามีน้ำผึ้งเหลว กะปิ ข้าวสาร มาขายตลาดนัดวันอาทิตย์ โดยพ่อค้าจะนำเรือมาค้างคืนที่ท่าหาดใหญ่ในคืนวันเสาร์ โดยเดินทางมาถึงในเย็นวันเสาร์ แล้วเอาขึ้นฝั่งไปฝากบ้านชาวบ้านที่ถนนราษฎร์เสรี ตลาดนัดวันอาทิตย์จะขายไปถึงเที่ยง "เมื่อก่อนถนนราษฎร์เสรี มีต้นมะเฟืองมาก เป็นที่กล่าวขานกันว่ามะเฟืองที่นี่มีรสหวาน เป็นเพราะว่าชาวบ้านนำน้ำที่ล้างภาชนะขายน้ำผึ้งเหลวไปรดต้น" เรื่องเล่าของป้าเหลิมทำให้ผมสะดุดใจ บางคนถึงกับถามหาว่ามะเฟืองที่ว่าอยู่ไหน? "ที่ท่าแห่งนี้เมื่อก่อนมีศาลา โดยนายยิ้มผู้ประมูลท่าได้สร้างไว้เพื่อเก็บค่าโดยสารข้ามฟาก ส่วนที่ถนนราษฎร์เสรีสองข้างทางขายข้าวยำ มีร้านทอง..." ผมพยายามนึกภาพตามไปด้วย ลำดับภาพที่อยู่ในใจเมื่อครั้งวัยเยาว์กับภาพในอดีตจากคำบอกเล่า ผสมผสานกับภาพปัจจุบันที่ยังพอเหลือเค้ารอยอยู่ลางๆ งานนี้โชคดีว่าเราได้หมอพร้อม สุขฤกษ์ หมอดูที่สนิทสนมกับแม่ของผมเล่าให้ฟังว่า เคยมาเล่นที่ท่าแห่งนี้ในวัยหนุ่ม เมื่ออายุราวๆ 16 ปี ได้มาเห็นต้นมะหาดกำลังจะตาย หมอพร้อมบอกว่ามะหาดนี้มีลำต้นใหญ่กว่า 3 คนโอบ สูงชัน ผู้เฒ่าเล่ากันว่าหาดใหญ่มาจากต้นมะหาดใหญ่ที่หน้าท่าแห่งนี้ ผมเชื่อว่าข้อมูลที่ได้วันนี้ก็จะเป็นส่วนเติมเต็มให้กับประวัติศาสตร์ชุมชนต่อไป นึกถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ท่าหาดใหญ่ นี่ถ้าหากว่าชุมชนเราไม่ให้ความสำคัญ เรามองข้ามท่าแห่งนี้มากว่าสิบปี ปล่อยให้เสื่อมโทรมลงทุกวัน จนกระทั่งปัจจุบันลักษณะภูมิประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนหมดสิ้นเป็นผลจากการทำโครงการสร้างคันกั้นน้ำคลองอู่ตะเภาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ มีการถมดินและสร้างคันกั้นน้ำ การได้ปรับพื้นที่เพื่อให้ท่าหาดใหญ่ได้ใช้ประโยชน์ ถือว่ายังเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างสิ้นสลายไปในช่วงยุคของเรา กิจกรรมคราวนี้คณะทำงานของเรากับเทศบาลนครหาดใหญ่ถือเป็นโอกาสดีที่ได้คืนท่าหาดใหญ่ให้กับชุมชน คุณสิทธิศักดิ์ ตันมงคล ในฐานะที่เป็นสถาปนิก ตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องการดูแลสถานที่สำคัญๆนี้ว่าทำอย่างไรที่จะให้ลูกหลานได้รู้ประวัติศาสตร์ของตนเองจากสถานที่จริง การบอกเล่าอาจทำได้ไม่ชัดเพราะว่าไม่ได้เห็นของจริง ทั้งนี้หากจะมีการปรับภูมิทัศน์ หลักการในทำผังเมืองในส่วนการดูแลประวัติศาสตร์ก็คือ สถานที่สำคัญเราต้องรักษาไว้ "ทำอย่างไรที่จะคืนภาพในอดีตให้กลับมามากที่สุด จะใช้เป็นที่ทำกิจกรรมหรือรับแขกบ้านแขกเมืองก็ได้ โดยปรับพื้นที่ให้พอเห็นเค้าลางในอดีต" คุณสิทธิศักดิ์ให้ความเห็น ผลพวงจากการร่วมกันผลักดันของหลายฝ่าย ล่าสุดน่าดีใจว่า ทางผู้บริหารเทศบาลนครหาดใหญ่ มีนโยบายผลักดันโครงการศึกษาเพื่อปรับภูมิทัศน์คันกั้นน้ำคลองอู่ตะเภาทั้งฝั่งซ้ายและขวา คาดว่าจะมีการศึกษาและปรับภูมิทัศน์ท่าหาดใหญ่ในเร็วๆนี้ สัญจรหาดใหญ่ : ย้อนตำนานร้านอาหารเก่าช่วงบ่ายของวันที่ 8 เมษายน วันเดียวกัน เมืองเก่าสัญจรของเราได้ยกขบวนไปจัดกิจกรรมเสวนาขึ้นที่ร้านโบ๊ต ร้านอาหารเก่าอีกแห่งหนึ่งของเมืองเพื่อย้อนตำนานร้านอาหารเก่าในหาดใหญ่ เพื่อการณ์นี้ผมอาสาไปเก็บข้อมูลของร้านล่วงหน้าเพื่อประกอบการนำเสนอในวงเสวนา เราเลือกร้านที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เสียดายว่าเวลาน้อยไปหน่อย และร้านแรกๆของหาดใหญ่ก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้วกว่าจะได้ชื่อร้านที่พอจะมีอายุ และยังสืบทอดกิจการมาถึงปัจจุบัน เวลาก็งวดใกล้เข้ามา
ร้านอื่นๆก็มี ร้านแม่ทิพย์ ร้านบะหมี่มุยฮา ร้านเจ็งง้วน ร้านหมูแดงชินกิจ ร้านลูกชิ้นถนัดศรี ร้านเจ๊เล็ก บรรยากาศการพูดคุยเป็นแบบสบายๆ ลูกชายของเจ๊เล็กที่เป็นอดีตนักการเมืองท้องถิ่น เล่าให้พวกเราฟังว่าร้านเจ๊เล็กเติบโตมาได้นอกจากรสชาติของอาหารแล้ว ยังอาศัยความมีน้ำใจ ช่วยเหลือสังคมมาตลอดเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร้านเป็นที่รู้จัก เช่น อดีตมีวงดนตรีลูกทุ่งมาแสดงตามโรงหนัง บางครั้งคนน้อย เจ๊เล็กก็พานักร้องมาทานที่ร้านด้วยความสงสาร ส่วนร้านโบ๊ตเริ่มต้นกิจการเบเกอรี่เป็นร้านที่ 5 ของหาดใหญ่ เดิมทีมาจากพัทยาแล้วเข้ามากรุงเทพฯก่อนที่จะย้ายลงมาอยู่ที่หาดใหญ่ "แนวคิดในการทำร้าน จะหาความแตกต่างโดยเปรียบเทียบรสชาติกับอีก 4 ร้านที่เริ่มต้นมาก่อนหน้า ปรับรสชาติไปตามความต้องการของลูกค้าทุกวันนี้ที่อยู่ได้ยาวนานก็เพราะว่าเค้กมีหลายรูปแบบ มีความหลากหลาย สนองความต้องการของลูกค้าได้ดี ประกอบกับวัตถุดิบที่ใช้มีความแตกต่างจากที่อื่น อาศัยร้านมีหลายสาขาจึงสามารถลดต้นทุนลงได้" คุณตุ๋ยเจ้าของร้านพูดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ร้านหมี่เป็ดศิริวัฒน์ที่คุณมนตรี ศรียงค์ รุ่นลูกที่เข้ามารับช่วงกิจการจากเตี่ยเล่าประสบการณ์ด้วยตัวเอง ว่าเดิมอยู่ที่หน้าโรงหนังโอเดียน ซึ่งเป็นชุมทางนักเที่ยวกลางคืนของหาดใหญ่ในอดีต และจากโอเดียนก็ย้ายมากิมหยง และคลองเตยในปัจจุบัน "ความสำเร็จของร้านมาจากรสชาติของอาหาร และความผูกพันระหว่างคนซื้อกับคนขาย ผูกพันกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ในการทำร้านนั้นเราจะดูความต้องการของลูกค้า แต่รสนิยมการกินขึ้นอยู่กับคนทำ และต้องมีมาตรฐานสำหรับความอร่อย ลูกค้าของร้านเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ช่วงต้นปี-กลางปีลูกค้าจะน้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกค้าหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปทานร้านอื่นๆ" คุณมนตรี บอกเล่าประสบการณ์การทำร้าน พอเราถามถึงปัจจัยที่ทำให้ร้านอาหารเก่าประสบความสำเร็จในมุมมองของผู้ร่วมกิจกรรมในวันนั้น ทุกคนตอบไม่ต่างกันนัก เท่าที่ผมประมวลได้ก็คือ 1. ทำอะไรไม่เอาเปรียบลูกค้า 2. ลูกค้าเป็นผู้ถูกเสมอ ให้ลูกค้าอย่างเต็มที่ ราคาไม่เอาเปรียบ และรสชาติดี 3. ลูกน้องในร้านเปรียบเหมือนญาติ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 4.องค์ประกอบทุกส่วนในร้านมีความสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้ความเข้าใจที่มีต่ออาหารที่ทำ เป็นความรู้ที่เกิดมาจากการเฝ้ามองและทำความเข้าใจ 5. มีความถนัดและรู้ในสิ่งที่ทำ แล้วต้องทำด้วยใจรัก 6.สังคมให้อะไรมากต้องตอบแทนสังคม คำตอบที่ได้รับช่วยให้ภาพของสังคมทุนนิยมที่มีแต่ความรีบเร่งแข่งขัน และมีรังสีอำมหิตของการได้มาซึ่งผลกำไรยังมีแง่มุมความอบอุ่นอ่อนโยนแฝงตัวอยู่ไม่น้อย
ว่าไปแล้วที่นี่อาจได้เปรียบตรงที่เป็นเมืองเล็ก ผู้คนทำมาหากินส่วนใหญ่ล้วนมีความสัมพันธ์รู้จักมักจี่กันมาก่อน ดังนั้นมีอะไรเดือดร้อนก็พร้อมจะช่วยเหลือกัน นี่นับเป็นเสน่ห์หรือเป็นรากฐานที่ดีของหาดใหญ่ก็ว่าได้ มองหาศักยภาพของหาดใหญ่หลังจากย้อนประวัติศาสตร์เพื่อดูรากเหง้าของเมืองไปแล้ว ช่วงสุดท้ายของกิจกรรมจะเป็นการมองอนาคตเพื่อค้นหาศักยภาพของหาดใหญ่
คุณอรัญ จิตตะเสโน จากชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ตั้งข้อสังเกตว่าคนหาดใหญ่และสงขลารวมกัน มีความเหมือนและต่าง โดยที่สงขลานั้นเป็นเมืองที่ราชการช่วยกันสร้าง ส่วนหาดใหญ่นั้นเป็นเมืองที่ราษฎรร่วมสร้าง ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจเป็นต้นว่าคนสงขลาไม่ชอบทานอาหารนอกบ้าน เพราะว่าคนในบ้านทำอาหารอร่อย สงขลามีขนมอร่อยมาก ส่วนหาดใหญ่เป็นเมืองรับแขก สงขลาพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของวัดและที่ดินพระมหากษัตริย์ คนสงขลามีเงินเก็บส่วนคนหาดใหญ่ใจกว้าง กล้าลงทุน คุณมานะ ศรีพิทักษ์ จากสภาอุตสาหกรรม นำเสนอความเห็นว่าเหตุที่หาดใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยว ต้องดูภาพรวมเปรียบเทียบทั้งประเทศ "เชียงใหม่อากาศดี ผู้หญิงสวย ขนบธรรมเนียมอ่อนหวาน อิสานมีชื่อเรื่องทรัพยากรมนุษย์ที่มีความอดทน ไม่บ่นงานหนัก ภูเก็ตมีดีในเรื่องการท่องเที่ยว ภาคกลางเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง หาดใหญ่เป็นเมืองชุมทาง ทะเล 2 ฝั่งอุดมสมบูรณ์ ใต้ทะเลมีก๊าซ มีน้ำมัน สงขลามีพื้นที่ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ แต่มีพลเมืองน้อยกว่า รายได้สงขลาต่างจากคนสิงคโปร์ คนสงขลามีรายได้ต่อปีประมาณ 6 หมื่นบาท-1 แสนบาท แต่คนสิงคโปร์ มีรายได้เกือบ 1 ล้านบาท เมืองสิงคโปร์โตได้ด้วยทรัพยากรมนุษย์และความรู้" ในมุมมองของนักธุรกิจนั้น หาดใหญ่มีศักยภาพอีกหลายด้าน อาทิ เป็นชุมทางคมนาคม ที่ยังสามารถต่อยอดจากฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยเชื่อมโครงข่ายต่อไปยังอินเดีย อินโดนีเซีย ฮานอย และสิงคโปร์ อีกทั้งมีความสามารถในการท่องเที่ยว เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดน จะเห็นได้ว่าอดีตคนมาหาดใหญ่มาซื้อของหนีภาษี แต่ปัจจุบันสภาพดังกล่าวเปลี่ยนไป สินค้าในตลาดส่วนใหญ่ทำมาจากในประเทศ นอกจากนี้เรายังเป็นศูนย์กลางการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ศูนย์กลางการศึกษา เรามีทรัพยากรมนุษย์มีมาก ซึ่งประเทศที่จะเจริญได้ต้องประกอบไปด้วย ความเจริญทางเทคโนโลยี ต้องมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และต้องมีทรัพยากรธรรมชาติ คุณชิต บรรลือศิลป์ ประธานหอการค้า ได้พูดถึงข้อมูลที่ได้จากธนาคารแห่งประเทศไทยว่า หาดใหญ่ที่ถูกมองว่ากำลังอยู่ในวิกฤตนั้นแท้จริงแล้ว มีเพียงการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ถึงทางตัน ซึ่งสัดส่วนการลงทุนมีเพียง 20 % เท่านั้น ขณะที่อุตสาหกรรม เกษตรกรรมและอื่นๆมีมูลค่าร่วม 80% เรากำลังตกหลุมพรางภาพลวงแห่งการพัฒนาหรือไม่ ที่หันไปทุ่มเททุกอย่างให้กับการท่องเที่ยว ทั้งที่ศักยภาพของหาดใหญ่มีอีกมาก การท่องเที่ยวไม่ใช่ศักยภาพหลัก คุณสิทธิศักดิ์ ตันมงคล มองภาพรวมว่า ในทางประวัติศาสตร์หาดใหญ่เราเป็นเส้นทางสายไหมมาแต่อดีต เราเป็นศูนย์กลางคมนาคม เรามีมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล มีประชาชนที่หลากหลาย ทั้งคนท้องถิ่น คนจีน มุสลิม อาหรับ เราอยู่อย่างสมานฉันท์ มีความร่ำรวยทางวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้เป็นฐานที่ดี "เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราต่อยอดให้หาดใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางการทำธุรกิจ เรามีระบบขนส่งมวลชนรองรับ คิดให้เชื่อมโยงเป็นระบบ ปัจจุบันเรายังคิดแบบแยกส่วน เช่น โครงข่ายคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม ประมง/เกษตร เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร น่าจะคิดให้เป็นระบบ" คุณสิทธิศักดิ์ยังมองว่าการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่สามารถกระจายรายได้กว้างขวาง ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ดีกว่าไปขุดดินขุดแร่ หาดใหญ่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกมาก การท่องเที่ยวในช่วงหลังมาในลักษณะมาประชุมแล้วก็ท่องเที่ยว หรือมาค้นหาเสรีภาพ หาความบันเทิง แล้วก็ท่องเที่ยวในเชิงจิตใจ เช่น ไปดูศาสนสถาน กลางวันเที่ยว กลางคืนกิน อนาคตหากทำกันอย่างจริงจังยังมีศักยภาพที่จะเดินหน้าต่อไปได้ โดยหานักเที่ยวกลุ่มใหม่ หรือเที่ยวกันเองบ้าง ภาคอุตสาหกรรมก็ลงไปสนับสนุนพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น คุณชัยวุฒิ บูญวิวัฒนาการ นักธุรกิจการเงินบอกว่าหาดใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมาเลเซีย เพราะในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์มลายาได้สลายกองกำลังที่ทำการต่อสู้กับรัฐบาลมาเลเซียเป็นระยะเวลานาน โดยหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์มลายาภายใต้การนำของนายจีนเป็ง มีสถานที่สำคัญของโรงแรมในหาดใหญ่ที่มีการบรรลุข้อตกลงสำคัญ ในการยุติการต่อสู้โดยใช้อาวุธ ณ ห้องประชุมสันติภาพ ชั้น 12 โรงแรมลีการ์เดนส์ โดยการประสานงานของกองทัพไทย เรามีประวัติศาสตร์นี้อยู่แต่ไม่มีใครพูดถึง "คนปักษ์ใต้มีความเป็นปัจเจกสูง ขณะที่บ้านเมืองเราไม่สนใจประวัติศาสตร์ ขุนนิพัทธ์ฯสร้างเมืองระดมคนจีนมาอยู่ แต่ไม่เห็นว่าในวันสำคัญๆ คนหาดใหญ่ไปไหว้ขุนนิพัทธิ์หรือท่านชีกิมหยง" คุณชัยวุฒิ พูดแล้วก็หัวเราะ "การท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยน คนมาหาดใหญ่ทุกวันนี้มาเที่ยวกันเป็นครอบครัวมากขึ้น เรามีอะไรรองรับหรือไม่" คุณชัยวุฒิตั้งคำถาม "เราเป็นศูนย์กลางเรื่องประมง แต่มีปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างชาติ เนื่องจากนโยบายของรัฐ ภาคอุตสาหกรรมยังขาดแรงงานอีก 20% หรือราวๆ 1 หมื่นคน ทางแก้อาจต้องพึ่งพานโยบายของ CEO" "โรงงานของเรานำวัตถุดิบจากต่างประเทศแล้วแปรรูปส่งออก เรามีความรู้เรื่องแปรรูปอาหารทะเลอับดับหนึ่งของโลก การบริหารจัดการเรื่องคนของเราดีมาก ธุรกิจประมงมีมูลค่านับแสนล้านบาท มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นแหล่งผลิตนักวิทยาศาสตร์ด้านแปรรูปอาหารที่สำคัญ เราสามารถใช้สงขลาเป็นศูนย์กลางส่งออก ขยายฐานไปยังต่างประเทศ เราอยู่ได้เพราะว่าเราทำครบวงจร" คุณมานะเสริม อ.พิชัย ศรีใส เสริมว่าเมืองหาดใหญ่มีศักยภาพมากมาย แต่ก็เปรียบเป็นเมืองหลวงที่กำลังถูกตีกระหน่ำ เราต้องลดเงื่อนไขสงครามให้มากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องความไม่สมดุลของการพัฒนาของแต่ละภาคส่วน "ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน หาสมดุลในการพัฒนา ทำอย่างไรไม่ให้การค้า การลงทุน ไปสร้างเงื่อนไขสงคราม" คุณหมอรัชนี บุญโสภณ มองว่าการค้นหาศักยภาพหาดใหญ่ ต้องถามว่าค้นหาไปทำอะไร ในการพัฒนานั้นต้องมีหลักดังนี้ 1. ฐานทรัพยากรเดิมต้องไม่ละทิ้ง 2. มีฐานวัฒนธรรม และ 3. มีฐานวิชาการ เราต้องรักษาของเก่าให้ดี เห็นคุณค่าและประโยชน์ แล้วนำมาใช้ หากรู้กำพืดเดิม เราสามารถเดินได้ถูกทางไม่สะเปะสะปะ "หากมีความร่วมมือกัน ต้องเข้าใจพื้นฐาน แล้วปรับความเข้าใจให้เสมอกัน" คุณหมออนันต์ บุญโสภณ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าการพัฒนาต้องดูเป้าหมายว่าพัฒนาไปเพื่อใคร เพื่ออะไร มีความเป็นธรรมหรือไม่ หากเป็นการแย่งชิงทรัพยากร จนเป็นที่มาของความขัดแย้งทางสังคม จนเกิดการต่อสู้ในรูปแบบต่างๆ ก็ไม่เป็นเรื่องดี ควรปรับเป้าหมายให้ตรงกัน การพัฒนาต้องไม่ทำลายทรัพยากรจนเกินไป ไม่เอาเปรียบคนอื่นเกินไป "จากที่ว่าศักยภาพของหาดใหญ่มีทั้งน้ำมันและก๊าซ หาดใหญ่เรายังมีศักยภาพในเรื่องพลังงานทดแทนซึ่งเป็นทิศทางการใช้ทรัพยากรในอนาคต เราสามารถใช้ยางพารามาผลิตน้ำมัน ส่งออกต่างประเทศได้ เราสามารถสร้างพลังงานสะอาดได้"
หลายหลากความเห็นที่ได้จากเวที จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สามารถนำนักอนุรักษ์และนักธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จะเป็นรากฐานที่ดีในการนำความเข้าใจที่ได้ปรับฐานความเข้าใจกัน โดยความร่วมมือของทุกฝ่าย ล่องคลองอู่ตะเภาเราจบกิจกรรมของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ด้วยการล่องคลองจากคูเต่าไปสมทบกับลุ่มน้ำภูมีที่มีกิจกรรม ณ วัดบางหยี ร่วมกันผลักดันและสร้างกระแส ปลุกให้สังคมตื่นตัวในการหันมามีส่วนร่วมศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงหากว่าเดินไปตามเส้นทางที่เราร่วมกันสร้างแต่นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักเส้นทางนั้นเป็นอย่างดี
ร่วมกันศึกษาอดีตเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคต. เล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ก่อนปี พ.ศ.2440 เมืองสงขลาแบ่งแขวงเมืองเป็น 15 ส่วน เรียกว่า "อำเภอ" ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้คือ อำเภอหลวงรักษาพลสยาม ครอบคลุมบ้าน 113 บ้าน วัด 14 พระอาราม และเรือน 2,805 เรือน โดยพื้นที่หาดใหญ่ปัจจุบันก็เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอนี้ อันดูได้จากการระบุบ้าน และ วัดต่างๆ เช่น
แต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองเป็นแบบให้มีมณฑลเมื่อปี พ.ศ.2439 เมืองสงขลาถูกปรับเหลือเพียง 5 แขวง คือ อำเภอเมือง อำเภอปละท่า อำเภอฝ่ายเหนือ อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา เกี่ยวกับอำเภอฝ่ายเหนือมีหลักฐานปรากฎในเอกสารรัชกาลที่ 5 กองจดหมายเหตุแห่งชาติ ในรายงานราชการมณฑลนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 4 ตุลาคม ร.ศ.117(พ.ศ.2441) ตอนหนึ่งว่า "อำเภอฝ่ายเหนือต่อแดนเมืองไทรบุรี เมืองปลิศ...ตั้งที่ว่าการที่ท่าหาดใหญ่ โดยตั้งขึ้นในปี ร.ศ.115(พ.ศ.2439)มีกำนัน 13 คน ผู้ใหญ่บ้าน 178 คน หมู่บ้าน 178 หมู่บ้าน ครัวเรือนทังหมด 7,465 ครัวเรือน ราษฎร 24,033 คน เป็นชาย 14,278 คน เป็นหญิง 9,755 คน" 1 ทั้งนี้เหตุที่เรียกว่าอำเภอเหนือ (ไม่มีคำว่า"ฝ่าย") เพราะเป็นอำเภอที่กันดาร คนในจังหวัดจึงใช้คำพูดเชิงดูหมิ่นบุคคลว่า "ชาวเหนือ" คู่กับการใช้คำพูดกับคนที่อยู่ระหว่างทะเลสาบสงขลากับทะเลหลวง คือระโนด และสทิงพระว่า"ชาวบก" อำเภอฝ่ายเหนือมีอำเภอ 4 คนตามลำดับคือ โดยในปี พ.ศ.2460 ทางการได้เปลี่ยนชื่ออำเภอฝ่ายเหนือ เป็น อำเภอหาดใหญ่ มีพระเสน่หามนตรี(ชื่น สุคนธหงส์) เป็นนายอำเภอคนแรก และสืบต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันย้อนชื่อ"หาดใหญ่" อย่างไรก็ตาม คำว่า"หาดใหญ่" ไม่ใช่เพิ่งได้ยินชื่อเมื่อปี พ.ศ.2460 หรือ พ.ศ.2440(ในอนุสรณ์คุณสุชาติ รัตนปราการ) เท่านั้น เพราะในปีพ.ศ.2381 ก็มีการกล่าวถึงชื่อหาดใหญ่แล้ว ใน บันทึกการรบระหว่างสงขลา โดยความช่วยเหลือจากกรุงเทพฯกับเมืองไทรบุรี ที่เป็นกบถในสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากนี้จาก หลักฐานจากจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ถึงพระยาศรีพิพัฒน์(ทัด) ฉบับที่ 1 ก็ได้กล่าวถึง หาดใหญ่ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ที่กล่าวถึงมีความว่า "พระยาไทร(ท่านที่ถูกกบถ)ให้คนมาจัดซื้อข้าวที่สงขลาได้ 20 เกวียน ไปจ่ายให้กองทัพ 1,194 คน ที่ หาดใหญ่..." ครั้งที่ 2 (ในจดหมายฉบับเดียวกัน แต่บอกเวลาห่างจากครั้งแรกประมาณ 2 เดือน ) ว่า "...พระยาสงขลา(เถี้ยนเส้ง เป็นเจ้าเมืองคนที่ 4) กับนายทัพนายกองยกออกไปพร้อมกัน ณ ที่หาดใหญ่..." ครั้งที่ 3 อีกประมาณ 10 วันต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงทราบเรื่องการศึกพ่ายแพ้ ทรงโทมนัสตรัสบ่นว่า "...ความก็รู้อยู่ด้วยกันแล้ว ยังให้มันหลอกลวงทำได้ กองทัพสงขลายกไปอยู่ที่หาดใหญ่ จะคัดจัดแจงเอาพวกสงขลาอุดหนุนติดตามกันออกไปก็ไม่มี..." นอกจากนี้ หลักฐานอีกฉบับหนึ่ง คือ พงศาวดารเมืองสงขลา เรียบเรียงโดย พระยาวิเชียรคีรี(ชม) สมัยที่ยังเป็นพระยาสุนทรานุรักษ์ กล่าวถึงเหตุการณ์เดียวกันนั้นว่า "ในศักราชปี 1200(ตรงกับปี พ.ศ.2381) ตนกูหมัดสะวะ หลานเจ้าพระยาไทรบุรี(คนก่อนหน้าพระยาไทรบุรีที่ถูกกบถหนีไป)ซ่องสุมสมัครพรรคพวกได้แล้วยกเข้ามาตีชิงเอาเมืองไทรบุรีได้อีก พระอภัยธิเบศร์ พระยาไทรบุรีบุตรเจ้าพระยานคร ทานกำลังตนอูหมัดสะวะไม่ได้ ก็ยกครอบครัวล่าถอยมาตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าหาดใหญ่ แขวงเมืองสงขลา พระยาสุนทรานุรักษ์ (บุญสังข์)ช่วยราชการเมืองสงขลา แต่งให้ขุนต่างตากุมไพร่ 500 คนไปตั้งค่าย มั่นรักษาอยู่ที่พะตง ที่การำริมเขตแดนเมืองไทรบุรี... ...พระยาสงขลาเกณฑ์ไพร่ได้เสร็จแล้วรีบยกขึ้นไปตั้งที่ท่าหาดใหญ่.... ...แล้วให้หลวงบริรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เป็นกองส่งเสบียงอาหารอยู่ที่ตำบลท่าหาดใหญ่..." อย่างไรก็ตาม หาดใหญ่ที่มีการกล่าวถึงนี้ ไม่สามารถชี้ชัดว่า คือหาดใหญ่ บริเวณไหน เพราะจากหลักฐานที่มีอยู่ข้างต้นมองแล้วว่าน่าจะอยู่บริเวณท่าหาดทราย หลังที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน แต่จากหลักฐานอื่นๆ ที่มีอยู่ เช่น จากสารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พ.ศ.2529 กลับบอกที่ตังของ "บ้านหาดใหญ่" ว่า อยู่ทางทิศใต้ของสถานีเลียบริมฝั่งคลองเตยไปทางทิศตะวันออก(ปัจจุบันคือ ถนนศรีภูวนารถ) และระบุอีกว่า ก่อนปี พ.ศ.2466 มีบ้านเรือนอยู่ 9 หลังตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านหาดใหญ่ มีบ้านหลังแรกตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) สาขาศรีภูวนารถเลียบริมคลองเตย จนถึงหลังที่ 9 ซึ่งเป็นหลังสุดท้ายตั้งอยู่ปากอุโมงค์รถไฟ ถนนศรีภูวนารถปลายถนนนิพัทธ์อุทิศ 1 ซึ่งพื้นที่นี้ ตรงกับ บันทึกของคุณหมอพลับ ไชยวงศ์ ที่ได้บันทึกไว้ว่า บ้านหาดใหญ่อยู่ริมคลองเตยช่วงทางเข้าปลายสาย 3 จันทร์นิเวศน์ สุดถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 กับทุ่งเสาสถานีรถไฟ ย้อนมองศักยภาพของพื้นที่หาดใหญ่ในอดีตนั้น แทบจะเรียกได้ว่าหากไม่มีปัจจัยอะไรเป็นพิเศษคงยากที่จะเติบโตกลายเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคใต้ในปัจจุบันได้ ทั้งนี้เพราะ 2 พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วย "ปลัก" และ "พรุ" เช่น ปลักมดหนอย หรือ ปลักมดตะนอย ซึ่งจะอยู่บนถนนธรรมนูญวิถี บริเวณโรงแรมโนราห์(ในอดีต) หรือ เจ้าพระยาอาบอบนวดในปัจจุบัน ปลักขี้ใส่โพง จะอยู่บริเวณตลาดโก้งโค้ง ถนนประชาธิปัตย์ในปัจจุบัน ปลักแฉลง ซึ่งอยู่บริเวณโรงพยาบาลมิตรภาพสามัคคี(เซียงตึ้ง) พรุบัว จะอยู่แถวโรงแรมโฆษิต ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 พรุแม่สอน ที่อยู่ตรงข้ามกับ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เรดาห์เทรดดิ้ง ถนนเพชรเกษมในปัจจุบัน พรุใหญ่, พรุเล็ก ที่อยู่บริเวณหลังฟาร์มจระเข้ ถนนราษฎร์ยินดี(30 เมตร) และบริเวณโรงเรียนสุวรรณวงศ์ในปัจจุบัน ทว่าทันทีที่เส้นทางรถไฟได้มาถึง โดยจุดแรกคือ สถานีรถไฟอู่ตะเภา พ.ศ.2453 ก่อนที่จะย้ายมาที่สถานีรถไฟโคกเสม็จชุน หรือหาดใหญ่ในปัจจุบัน ที่ก่อนหน้านั้นมีฐานะเป็นเพียง "ป้าย" เท่านั้น ในปี พ.ศ.2467 ได้มีการทำพิธีฉลองเปิดสถานีหาดใหญ่และตลาดหาดใหญ่ที่ขุนนิพัทธ์ฯเป็นผู้เริ่มก่อตั้งและวางผังเมืองเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีบ้านเรือนในตลาดหาดใหญ่กว่า 100 หลังคาเรือนแล้ว ตลาดหาดใหญ่ได้เริ่มกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ มีการทำการค้ากันมากขึ้น 25 กรกฎาคม พ.ศ.2471 ท้องที่ตลาดหาดใหญ่ได้ถูกยกฐานะให้เป็นสุขาภิบาล 7 ธันวาคม 2478 ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลตำบลหาดใหญ่ 16 มีนาคม 2492 ได้ยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองหาดใหญ่ และเมื่อ ปี 2540 ก็ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นเทศบาลนครหาดใหญ่ ที่มีประชาชน แหล่งธุรกิจ และความเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคใต้ครบรูปแบบ เอกสารอ้างอิง 1 อนุสรณีคุณสุชาติ รัตนปราการ : สถานภาพเมืองสงขลา เมื่อปี ร.ศ.113(พ.ศ.2437) ที่ปรากฎตามรายงานพระสฤษดิ์พจนกรณ์ ซึ่งว่าด้วยการตรวจแหลมมลายูในพระราชอาณาเขต ร.ศ.113 2 พระอรรถโมลี รองเจ้าคณะจังหวัดสงขลา : เขียนถึงพระเสน่หามนตรี ในหนังสือ อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพพระเสน่หามนตรี(ชื่น สุคนธหงส์), 11 กุมภาพันธ์ 2516 ท่าหาดใหญ่
"เสถียร บุญกาญจน์" เพื่อนของ "ถวัลย์ วาณิชย์กุล" หนึ่งในสมาชิกชมรมรวบรวมเรื่องเมืองหาดใหญ่ ได้ส่งจดหมายจาก S.BOONYAGARN 265 VICTORIA sT. SANFRANCISCO CA 94132 U.S.A. ถึง "ถวัลย์" เพื่อร่วมเล่าเรื่องเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจยิ่ง .......เมื่อปี 2470 ผมมีอายุพอที่จะรู้เรื่องหรือเข้าใจภาษาที่เขาพูดกัน สมัยนั้นผมอยู่บ้านเลขที่ 4 ถนนราษฎร์เสรี เดี๋ยวนี้ถิ่นนั้นประมาณ 100-200 หลังคาเขาเรียกกันว่าบ้านหลังอำเภอ ถนนราษฎร์เสรีทั้งสายตังแต่ถนนสาครมงคลไปจนถึงถนนพลพิชัย(หน้าโรงเรียนเทศบาล) เดี๋ยวนี้ร่มรื่นมาก ทั้งสองฟากถนนจะมีต้นมะเฟืองที่สูงให้ผลเป็นหลัก และยังมีต้นประดู่ใหญ่ๆ อีก 2-3 ต้น ปลายถนนราษฎร์เสรีตัดกับถนนสาครมงคลมีทางเดินลงไปริมคลองอู่ตะเภา ซึ่งคลองอู่ตะเภานี้มีต้นน้ำมาจากคลองแงะ หรือเกือบจะถึงอำเภอสะเดาแต่เล็กไปเรื่อยๆ ส่วนปลายคลองไปออกทะเลสาบสงขลา
ผมเองในฐานะที่รู้จักกับนายยิ้ม และลูกนายยิ้ม บ้านก็อยู่ใกล้ท่าน้ำยังเอาเวลาว่างไปแจวเรือข้ามฟากด้วย การแจวเรือพายเรือถึงได้เป็นมาจนกระทั่งบัดนี้ ท่านี้ หาดนี้นอกจากจะเป็นการติดต่อระหว่างทั้งสองฟากหลายตำบลแล้ว ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีตลาดนัดใหญ่ ตลอดสายสองฟากถนนราษฎร์เสรีไปจนถึงสนามหญ้า ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นสำนักงานประปา ทุกเสาร์-อาทิตย์จะมีเรือบรรทุกของประเภทน้ำตาลโตนดชนิดเหลวและชนิดแว่น ข้าวสาร น้ำส้มโตนด จากมุงหลังคา ขนมประเภทต่างๆ และของพื้นเมืองอีกมากมายเดินทางมาจากทางทะเลสาบสงขลาตั้งแต่บ้านปากหรอ รัตภูมิไปจนถึงอำเภอปากพะยูนหรือระโนด บรรทุกเรือมาขาย หรือแลกเปลี่ยนของที่จำเป็น ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 50 ลำที่มาจอดที่ท่าหาดแห่งนี้ นอกจากของพื้นเมืองที่นำมาจากทางเรือแล้ว ของป่า ของพื้นเมืองทางตะวันตกหลายตำบลตลอดไปถึงอำเภอรัตภูมิที่จะเข้ามาอำเภอหาดใหญ่ก็ต้องนำมาผ่านหาดหรือท่านี้ ถนนราษฎร์เสรีสมัยนั้นเจริญมากมีร้านขายทอง ทำทองรูปพรรณ ร้านรับซื้อยางพารา ร้านน้ำชา ร้านอาหาร โต๊ะบิลเลียด ร้านขายจักรยาน ร้านประกอบรถสามล้อพ่วงซึ่งสมัยนั้นเป็นที่นิยมกันทั่วภาคใต้ สำหรับที่สงขลาแล้วส่วนมากก็มาหาซื้อหรือสั่งประกอบกันที่ตลาดแห่งนี้ ตลาดหาดใหญ่ซึ่งประกอบด้วยถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2 และ 3 สมัยนี้คนสมันเมื่อ 70-80 ปีที่แล้วเขาเรียกกันว่า "โคกเสม็ดชุน" เพราะที่ที่เจริญรุ่งเรืองสมัยนั้นเป็นก่อนเป็นป่าเสม็ด ใครต้องการไม้เสม็ดไปทำฟืน ทำรั้วบ้าน หรือใบพ้อไปทำต้ม ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ก็ต้องแวะไปหาแถวที่เป็นถนนนิพัทธ์อุทิศ 1, 2, 3 เดี๋ยวนี้ สมัยนั้นตัวหาดใหญ่จริงๆ คือ ถนนราษฎร์เสรี แต่ที่เจริญไปไม่มาก ก็เพราะว่าส่วนมากที่ดินเป็นของราชพัสดุ รอบๆ บริเวณที่ว่าการอำเภอรัศมี 500 เมตร 80% ที่ของราชการ ไม่มีใครที่จะก่อสร้างตึกรามบ้านช่องให้ใหญ่โตหรูหรา เพราะที่ดินไม่ใช่ของตนเอง ต่อมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นมาทำสะพานข้ามคลองอู่ตะเภาเพื่อเชื่อมทางสายอำเภอหาดใหญ่กับอำเภอรัตภูมิขึ้น การข้ามคลองอู่ตะเภาโดยสะพานใกล้หน้าอำเภอสะดวกขึ้น ท่าหาดใหญ่ที่เคยเจริญก็ต้องกลายเป็นบ้านอาศัยธรรมดาๆ พอถึงปีก็ไปเสียค่าเช่าที่ดินให้กับเทศบาล ที่ดินทางโคกเสม็ดชุนทั้งหมดเป็นป่าจับจองของเอกชน-จีนซื้อขายกันได้ตามอัธยาศัย ประกอบกับขุนนิพัทธ์จีนนคร อุทิศที่ดินให้เป็นถนนถึง 3 สายแต่ละสายยาวกิโลกว่า จึงทำให้เสม็ดชุนกลายเป็นนครหาดใหญ่ขึ้นมาดงอย่างทุกวันนี้ จากที่เล่ามานี้ ผมคาดว่าคำว่า "หาดใหญ่" มาจากท่าน้ำตรงปลายถนนราษฎร์เสรีตัดกับถนนสาครมงคล ซึ่งเป็นชายหาดที่คนรุ่นเก่าก่อนมีความเห็นว่ามันใหญ่ กว้างกว่าท่าไหนๆ ของคลองอู่ตะเภา.... และนี่คือเรื่องการเล่าเรือหาดใหญ่มาจาก สหรัฐอเมริกา ของ "เสถียร บุญกาญจน์"
ลุงฉ่ำบอกว่า ตนเป็นคนที่เข้าออกค่ายทหารญี่ปุ่นเป็นประจำ เพราะยังเป็นเด็ก เมื่อโรงเรียนปิดเทอมก็ไปทำงานกับทหารญี่ปุ่นซึ่งเดิมเป็นหมอญี่ปุนในตลาด มาฉีดวัคซีนให้เด็กๆ เมื่อญี่ปุ่นขึ้นเมือง กลายเป็นนายทหารญี่ปุ่น ยศร้อยเอก แกทำงานช่วยแปลภาษีญี่ปุ่นเท่าที่พอจะทำได้ แต่หน้าที่สำคัญคือเป็นเด็กซื้อกับข้าวจากตลาดกิมหยงให้ ทหารญี่ปุ่นตังค่ายอยู่บริเวณโรงเรียนเทศบาล 2 และตรงข้ามบ้าน อดีตส.ส.อนันต์ เรืองกูล เป็นที่ตั้งปืนต่อสู้อากาศยาน 4-5 กระบอก เพราะที่ตรงนั้นมีต้นพะยอมขนาดใหญ่เท่าต้นมะพร้าวประมาณ 20 ต้น ทหารญี่ปุ่นสร้างสะพานครั้งแรกเป็นสะพานไม้เพื่อข้ามคลองอู่ตะเภาที่ฟากระหว่างฝังที่สูบน้ำของดับเพลิงปัจจุบันกับท่าศาลาลุงทอง แต่ต่อมาก็มาสร้างเป็นสะพานอู่ตะเภา นายบุญภา วัชรพันธ์ อดีตประธานประธานสภาจังหวัดสงขลา บุตรปลัดกลัด อายุ 60 ปี เกิดที่บ้านหาดใหญ่ บอกว่า ที่ริมคลองบริเวณหาดทรายด้านศาลาลุงทอง มีต้นมะหาดต้นหนึ่งล้มอยู่ ไม่ทราบว่าล้มอยู่ตังแต่เมื่อไร แต่สมัยเด็กๆ ลงไปเล่นน้ำในคลอง ก็มักจะไต่ตามขอนไม้ขอนนี้ และบอกว่า มีปลาปักเป้ามาก ต้องคอยระวัง เพราะที่ขอนไม้นี้เป็นรังปลาปักเป้า เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เกิดและเติบโตบริเวณนี้จะลงเล่นน้ำที่ท่านี้ด้วยกันแทบทั้งนั้น โดยเฉพาะเด็กที่ชอบซุกซนทุกคนจะรู้จักขอนไม้ขอนนี้เป็นอย่างดี "พี่ช้าง" ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนายบุญพา เล่าให้ฟังอีกถึงตลาดหาดใหญ่ว่าอยู่หลังอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน เส้นทางเข้าสู่ตลาดจะปลูกต้นมะเฟือง 2 ข้างทางดูสายงาม ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงดำรงอยู่. สวนหม่อมประวัติความเป็นมา
ภูมิประเทศพื้นที่บริเวณสวนหม่อมมีลักษณะเป็นที่ราบเนินเขา(ควนพลา) แล้วลาดต่ำไปสู่ทิศเหนือ มีห้วยตีนเป็ดเป็นต้นน้ำจากควนพลาไหลผ่าน ลักษณะของดินเป็นดินร่วนปนทราย สวนหม่อมตั้งอยู่หมู่ที่ 8 บ้านหัวถนน ต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา ห่างจากทางหลวงแผ่นดินเข้าไปทางทิศตะวันออก ตามเส้นทางถนนระหว่างบ้านหัวถนน-บ้านยางเกาะ เป็นระยะทางประมาณ 3.5 กม. การเดินทางเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางไปยังสวนหม่อม มี 2 เส้นทาง คือ 1. ถนนระหว่างหมู่บ้าน(ลูกรังดินแดง) บ้านหัวถนน-ยางเกาะ โดยเริ่มต้นที่บ้านหัวถนน เป็นระยะทางประมาณ 3.5 กม. 2. ถนนหม่อม เริ่มต้นที่บ้านปริกใต้ เป็นเส้นทางที่หม่อมเจ้าอมรสมานลักษณ์ ทรงสร้างไว้เพื่อการคมนาคมขนส่งขณะที่ทรงดำเนินกิจการสวนปาล์มน้ำมัน ชาวบ้านจึงเรียกว่า "ถนนหม่อม" มีระยะทางประมาณ 4 กม.
|