![]() ธรรมยาตราเพื่อลุ่มน้ำทะเลสาบ ![]() ผมคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ วงล้อของชีวิตในแต่ละห้วงเวลาเป็นดั่งห่วงโซ่ที่แต่ละห่วงมีวงจรชีวิตของมัน มีทั้งการก่อเกิดและแตกดับในตัวของมัน และเหนืออื่นใดภายในนั้นก็มีการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลง การเติบโต ซ่อนเร้นอยู่ข้างใน และมีธาตุชีวิตเป็นดั่งข้อต่อร้อยรัดเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าไว้มิอาจสะบั้นแยกห่างจากกันได้เลย หากมองเป็นภาพกว้างๆ เราจะเห็นได้ว่าสังคมเราประกอบไปด้วยวงจรความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง ปัจเจกรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนก่อตัวเป็นวงจรสังคมมนุษย์แล้วก็มีสังคมของสัตว์ พืช สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เหล่านี้คือแต่ละห่วงโซ่ชีวิตที่รัดร้อยไว้ด้วยกัน
หลายปีมานี้ผมนึกทบทวนผลของการทำกิจกรรมด้วยตระหนักดีว่ามีบางสิ่งจากการทำงานที่ทำให้ภายในของผมเปลี่ยนไป? คล้ายกับว่าวงล้อชีวิตของผมกำลังจะขยับเข้าสู่วงล้อใหม่ ผมสัมผัสได้ถึงความจริงในข้อนี้ดี ผมกำลังเติบโตขึ้น พร้อมจะก้าวขึ้นสะพานเพื่อไปสู่เส้นทางใหม่ และประจักษ์ว่าคำถามในใจที่เฝ้ารอคำตอบและรอวันเข้าใจคำตอบนั้นเริ่มมีแสงสว่างปลายทางให้ได้ปะติดปะต่อ ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุกครั้งเมื่อมีโอกาสเข้ามา ผมจึงไม่รีรอที่จะพาตัวเข้าไปเรียนรู้ นอกเหนือไปจากแค่ร่วมแล้วยังปรารถนาไปมากกว่านั้นอีก นั่นก็คือว่า ลงไปสัมผัสอย่างถึงแก่นแกนของมัน(หากเป็นไปได้)นั่นเท่ากับเราเปิดโอกาสรับสิ่งใหม่ๆ ที่ว่าไปแล้วมันก็อยู่ไม่ไกลไปจากรอบตัวเรา ผมคิดเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้นในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา เมื่อหลายปีก่อนผมไปหาเพื่อนคนหนึ่งที่อำเภอสะเดา เขาชวนผมไปร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ วันนั้นเป็นเวทีพูดคุยถึงปัญหาของพื้นที่บริเวณต้นน้ำคลองอู่ตะเภา ณ วัดพังลา ผมได้เห็นกลุ่มพระทั้งฝรั่งและไทย รวมถึงพี่น้องเอ็นจีโอและฆราวาสนักพัฒนาอีกกลุ่มใหญ่มาร่วมเสวนา แรกสัมผัสก็นึกประหลาดใจที่เห็นทั้งพระและฆราวาสร่วมคาราวานสนใจปัญหาทางสังคม เวลานั้นผมยังอยู่วงนอกก็ว่าได้ ก็เลยได้แต่นั่งมองและนั่งฟังกลุ่มชาวบ้านมานำเสนอปัญหา นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักคณะธรรมยาตรา และต่อมาก็มีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมที่วัดแห่งหนึ่ง คณะธรรมยาตราได้ประสานงานเทศบาลนครหาดใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องบ่อบำบัดน้ำเสียกับชาวบ้าน ผมได้เห็นพลังของศานาในการเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม นั่นเป็นภาพที่ประทึบติดตรึงใจมาจนบัดนี้ ต่อมานับเนิ่นมาอีกหลายปี ครั้นเมื่อผมมาทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภาอย่างเต็มตัว เส้นทางของนักกิจกรรมทอดผ่านเป็นสะพานเชื่อมโยงให้ได้มีโอกาสมาทำงานกับคณะธรรมยาตราที่ในปีที่ 10 ต้องการเดินในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาอีกครั้ง ผมจึงไม่รีรอที่จะเสนอแนวทางการทำงานของคณะธรรมยาตราที่อยากให้ลงไปสัมผัสและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในพื้นที่มากขึ้น จากเอกสารในแผ่นพับของคณะธรรมยาตรา ได้บอกเล่าการก่อเกิดของกิจกรรมนี้ได้อย่างเห็นภาพว่า ในการสัมมนาเชิงปฎิบัติการของพระนวกะกลุ่มเสขิยธรรม ครั้งที่ 2 ณ สวนธรรมสากล มูลนิธิสู่ธรรมชาติ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 22-29 มกราคม 2538 นอกเหนือจากการร่วมกันศึกษาการประยุกต์ใช้หลักธรรมเพื่อแก้ปัญหาสังคมเป็นประเด็นหลักแล้ว ในวันที่ 26 มกราคม 2538 กลุ่มพระนวกะยังมีโอกาสได้เดินทางไปทัศนะศึกษาที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าคูขุด ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา บริเวณทะเลสาบสงขลาตอนกลาง และที่เกาะโคบ ต.เกาะนางคำ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและแนวทางแก้ไข ทำให้ทราบปัญหาของทะเลสาบ สภาพวิกฤตของทะเลสาบและบริเวณใกล้เคียงที่ได้พบเห็น ทำให้กลุ่มพระนวกะเห็นพ้องกันในหลักการว่า น่าจะดำเนินการช่วยเหลือทางใดทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะสามารถพัฒนาศักยภาพของพระภิกษุในท้องถิ่น ที่จะแบกรับภาวะของสังคม และสามารถร่วมงานกับผู้นำชุมชนท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการแก้ปัญหาท้องถิ่นใกล้ตัว กลุ่มพระนวกะจึงได้กำหนดให้การจัด ธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลา เป็นกิจกรรมหลัก ที่จะนำเสนอแก่ที่ประชุมใหญ่ของพระสงฆ์กลุ่มเสขิยธรรมให้ดำเนินการกิจกรรมดังกล่าว ธรรมยาตราเป็นกิจกรรมในลักษณะ งานบุญ โดยกลุ่มที่ริเริ่มตั้งใจให้เป็นงานที่มีการทำงานด้วยใจอาสาเสียสละ ขณะเดียวกันก็เป็นทำงานในเชิงทวนกระแส ชาวบ้านและพระที่ร่วมกิจกรรมจะได้ร่วมกันศึกษาปัญหาและหาแนวทางในการแก้ปัญหาโดยใช้หลักธรรม อริยสัจ 4 ในการวิเคราะห์ปัญหาและหาหนทางแก้ไข ซึ่งจะทำให้ชุมชนสามารถมองเห็นปัญหาได้อย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น ในทางสังคมจะเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะทะเลสาบสงขลา และเป็นการแสดงบทบาทของศาสนธรรม ที่มีต่อการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะเด่นของธรรมยาตราที่เห็นได้จากรูปแบบของกิจกรรม กล่าวคือ การประยุกต์ใช้ศาสนธรรมมาแก้ปัญหาทางสังคม ยกตัวอย่าง การเดิน-เดินในความหมายที่ต้องการกระตุ้นให้สังคมช้าลง การเดินถือว่าเป็นการปฎิบัติธรรมอย่างหนึ่ง การเดินจะทำให้เห็นทิศว่าการนอนซึ่งไม่รู้ว่านอนที่ไหน การเดินจะทำให้ทุกอย่างช้าลง มีการสังเกตมากขึ้น โดยที่กติกาในการเดินก็คือ กลุ่มของพระ และฆราวาสที่มีทั้งหญิงและชาย จะมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะเดินด้วยความเงียบ มีกลองในการกำกับจังหวะในการเดิน ให้มีสติ ไม่เน้นให้มีการพูดคุยกันหรือมีดนตรีอย่างอื่น คนเดินจะต้องรู้ว่าเป็นการเดินปฎิบัติธรรม ไม่ใช่เดินเพื่อเรียกร้อง เดินขบวน คนเดินต้องไม่พกพาอาวุธ สิ่งเสพติด เสื้อผ้าที่ใส่ต้องเรียบง่าย ไม่จำกัดสี ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแต่ต้องเรียบง่าย สุภาพ ไม่เป็นเสื้อที่ไม่มีแขน หรือขาสั้น หรือรัดรูป เมื่อเข้าสู่กิจกรรมธรรมยาตราแล้ว กิจวัตรประจำวันจะตื่นตี 5 ทำวัตรสวดมนตร์ 6 โมงเช้าจะเริ่มเดินไปถึงเวลาฉันเพล แล้วหยุดเดิน หลังฉันเพล แล้วร่วมกิจกรรมกับชุมชน หรือภายในคณะที่ร่วมเดิน 6 โมงฆราวาสจะทานมื้อค่ำ 6 โมงครึ่งจะทำวัตรเย็น แล้วทำกิจกรรมกับชุมชน และนอนสี่ทุ่มครึ่ง ธรรมยาตราครั้งที่ 9
วันเปิดกิจกรรมที่มีขึ้น ณ วัดท่าเมรุ ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำ ผมมาช้าเนื่องจากวันนั้นเพิ่งกลับจากประชุมที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ป่าต้นน้ำ ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งคณะธรรมยาตราต้องการลงไปแก้ปัญหา การจัดกิจกรรมธรรมยาตราปีนี้เป็นไปอย่างฉุกละหุกและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนว่าจะมีขึ้นได้หรือไม่ด้วยข้อจำกัดและสถานการณ์เฉพาะหน้าหลายประการ แต่สุดท้ายคณะทำงานก็ตัดสินใจจัดให้มีขึ้นจนได้ ในวันเปิดกิจกรรมจึงมีคนมาร่วมน้อย หลังสิ้นสุดพิธีกรรมได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นกันพอหอมปากหอมคอ ผมได้เล่าสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ป่าต้นน้ำให้กับพระที่มาร่วมและผู้เข้าร่วมเดินอีกหลายคนได้รับทราบ วันต่อมา ก็มีปัญหาการสื่อสารระหว่างเรากับแกนนำในพื้นที่ ซึ่งรับปากจะนำเยาวชนมาร่วมกิจกรรมทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนแผน เราพักกันที่วัดนารังนก ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ และได้มีกิจกรรมเสวนา ประสบการณ์ในการเดินธรรมยาตราตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมเดินปีนี้ค่อนข้างน้อยกว่าทุกครั้ง แต่ก็เปิดใจบอกเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมากันอย่างได้อรรถรส คุณเพชร เล่าว่าเคยร่วมเดินธรรมยาตราในครั้งที่ 2 โดยร่วมกิจกรรมตลอดเส้นทาง ครั้งนั้นเดินรอบทะเลสาบ ฝั่งระโนด สทิงพระ ผลจากการเดินคุณเพชรบอกว่าทำให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจากเพื่อนที่หลากหลาย ทั้งพระ ศิลปิน นักเดินทาง และที่สำคัญก็คือทำให้ได้เดินออกจากความคิดของตน ขณะเดียวกันได้การเรียนรู้แปลกใหม่กับชาวบ้าน ได้รับรู้ปัญหาของชาวบ้าน ที่บางคนมีอาชีพ ทำนา หาปลา ปีนต้นตาล คนเดียวมีถึง 3 อาชีพ ได้สัมผัสชีวิตของชาวบ้าน คุณเพชรสรุปว่าการเดินธรรมยาตราทำให้เรียนรู้พุทธศาสนามากขึ้น อ.เริงชัย ตันสกุล ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงระหว่างการจัดครั้งที่ 1-2 กับช่วงท้ายๆ โดยถูกดึงเข้าไปร่วมในช่วงแรกพบว่ามีคนที่เอาใจใส่กับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก โดยมีกลุ่มพระเสขิยธรรม จากสวนโมก และที่อื่นๆ เป็นผู้เตรียมงานมีสีสันค่อนข้างมาก ในขณะที่พระที่ซึ่งมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ สะท้อนประสบการณ์ว่าในอดีตมีกลุ่มเยาวชน มีสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาด้วย มีการเตรียมงานนาน ทุกฝ่ายมาร่วมกัน มีกลุ่มเยาวชนสงขลาติดต่อนักเรียนมาร่วม ชมรมนักศึกษาในมอ.ก็มาร่วม ด้วยต้องการมาเดินเที่ยวรอบทะเลสาบ ทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆ กิจกรรมมีสีสันขึ้นมา เส้นทางการเดินปีนี้ เราเริ่มต้นจากปลายน้ำเดินย้อนขึ้นมายังต้นน้ำ น่าสังเกตว่าระหว่างทางเดินก็มีพระและฆราวาสเข้ามาสมทบ ผลัดเปลี่ยนกันอยู่เช่นนี้ตลอดเส้นทาง ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่า ปีนี้มีกิจกรรมในพื้นที่ค่อนข้างมาก หลายกิจกรรมก็มีขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันทั้งงานของพระและฆราวาส ทำเอาหลายคนอดตั้งคำถามกันไม่ได้ว่า ธรรมยาตราถึงคราที่จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานหรือไม่ โดยที่คงแก่นแกนอันเป็นหัวใจของการทำกิจกรรมเอาไว้ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2548 คณะธรรมยาตราได้เดินทางไปยังวัดหาดใหญ่ใน ที่ประชุมได้เสนอให้ลงไปสัมผัสปัญหาของพื้นที่ในเรื่องขยะริมคลอง โดยเฉพาะขยะจากงานศพ จากการล่องคลองอู่ตะเภามาหลายครั้ง ปัญหาใหญ่ที่สุดและเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือขยะสารพัดชนิดตั้งแต่ที่กองอยู่ริมคลอง ขยะที่ลอยอยู่ในคลองและจมอยู่ใต้คลอง โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้กับชุมชนใหญ่อย่างวัดหาดใหญ่ใน วันนั้นผมได้ประสานกับตัวแทนพ่อค้าแม่ค้าในตลาดหาดใหญ่ในมาร่วมเขาได้กล่าวถึงปัญหาขยะเมื่อ 15 ปีก่อนว่าผู้ประกอบการในตลาดหาดใหญ่ในได้มีการทิ้งขยะที่คลองอู่ตะเภา เกิดจากพระในวัดทิ้งให้เห็นเป็นตัวอย่าง เมื่อผู้ประกอบการมาเห็นอีกครั้งก็ใหญ่โตเป็นกองขยะ จึงเอาขยะในตลาดทิ้งทับถมกันลงไปอีกจนเกิดกลิ่นรบกวนสงฆ์ ซึ่งทางวัดได้แก้ปัญหาโดยสั่งการให้ปิดประตูวัดตรงทางเข้าตลาดประตูแรกปิดตาย ต่อมาผู้ประกอบการได้ประชุมกันหาทางออกหลังจากนั้นปัญหาขยะจากผู้ประกอบการในตลาดก็หายไป ขยะในวัดทุกวันนี้ เทศบาลนครหาดใหญ่บอกว่าได้จัดส่งรถขยะลงมาเก็บ ซึ่งทางวัดได้ขอถังเครนขนาดใหญ่เอาไว้ โดยที่ทางวัดจะมีพระหรือเณรนำขยะมาทิ้งแล้วมีรถมาเก็บให้ทุกวัน ปัญหาที่พบจากการสะท้อนของพนักงานเก็บขยะคือทิ้งขยะไม่ลงถัง และปริมาณขยะมากกว่าถังเครน พนักงานที่เก็บจะดูแลแต่ขยะในถังเครน แต่ไม่ดูแลขยะข้างนอก ปัญหาอีกอย่างขยะในถังเครนมีกลิ่น ทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เวลาทิ้งจะใช้วิธีเหวี่ยงขยะทิ้งซึ่งมักจะไม่ลงในเครนแต่จะลงไปกองที่กำแพง ที่ประชุมเสนอให้หาถังเครนใกล้จุดที่จัดงานศพ หรือใช้ถุงดำมาวางอำนวยความสะดวกให้เจ้าภาพ พอขยะเต็มถุงก็มัดถุงแล้ววางไว้ในจุดที่เหมาะสม โดยให้ทางวัดออกกฎให้มีถุงดำไว้ที่งานศพจนหมดงาน ในวงเสวนาได้เสนอว่าให้ทำหนังสือเสนอไปยังเจ้าคณะจังหวัด มีคำสั่งถึงวัด ออกระเบียบให้มีถุงดำไว้จัดการปัญหางานศพ และให้ทางเทศบาลทำโครงการแก้ปัญหาขยะในวัดในเขตเทศบาลอย่างเป็นระบบ แต่เนื่องจากทางเทศบาลไม่มีนโยบายจัดเก็บค่าเก็บขยะ แต่ก็สามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหาก็คือการจัดงานศพเจ้าภาพจะมีการจ่ายเงินค่าจัดเก็บขยะให้กับวัด หากงานศพมีขยะมาก เจ้าภาพสามารถแจ้งเทศบาลให้มีรถมาจัดเก็บ มีค่าบริการเพียงแค่ 1 ร้อยบาท นอกจากนี้ได้มีการพูดถึงปัญหาเรื่องท่าน้ำลอยกระทง จากโครงการกั้นผนังแก้ปัญหาคลองอู่ตะเภาปี 43 ไม่ให้น้ำล้นเข้าไปในเมือง ตัวโครงการตัวแบบได้เขียนมาก่อนแล้ว คณะทำงานชุดใหม่ของเทศบาลไม่เห็นด้วยกับตัวแบบ แต่โครงการได้ประกวดราคาก่อนที่จะได้เข้าไปรับงาน เมื่อเข้าไปรับงานก็จำเป็นต้องเซ็นสัญญา ตัวแทนผู้ประกอบการเสนอว่าอยากให้ปรับภูมิทัศน์ที่ท่าน้ำ เพราะเป็นที่มั่วสุมของพวกขี้เหล้าเมายา เนื่องจากตรงจุดนั้นทางวัดไม่ได้เปิดไฟ จึงกลายเป็นศาลาที่ว่าง เป็นที่พักของพวกมั่วสุม ก่อให้เกิดคดีอยู่เรื่อย และหลังทำผนังกั้นน้ำแล้ว อยากให้ทำเป็นสวนหย่อม เป็นที่พักผ่อน ทำให้สวยงามดึงดูดคนภายนอกเข้ามา ตัวแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าคณะทำงานบริหารเทศบาลชุดใหม่ได้พยายามทำในการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติดั้งเดิม โดยผลักดันให้มีแผนแม่บท มีคณะที่ปรึกษาได้ลงมาศึกษา ระดมความเห็นจากชุมชนในการปรับภูมิทัศน์สองฝั่งคลองอู่ตะเภาบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม น่าเสียดายว่าวันที่เราเดินทางมาถึงวัดหาดใหญ่ใน ตรงกับวันวิสาขะบูชา พระในวัดต่างมีกิจกรรมภายในและต้องเตรียมตัวสำหรับการต้อนรับอุบาสกอุบาสิกาที่จะมาร่วมงานบุญประเพณี ทำให้มีพระมาร่วมเสวนาแก้ปัญหากับเราน้อยมาก ช่วงบ่ายเราจึงออกเดินทางไปพักที่สวนธรรมสากล ร่วมกิจกรรมงานบุญกับเหล่าศาสนิกชน ![]() วันต่อมาเราเดินทางไปยังวัดพระบาท ต.บ้านพรุ อ.หาดใหญ่ ในช่วงบ่ายผู้เข้าร่วมได้เก็บตัวอย่างน้ำที่หลังพรุค้างคาว ร่วมกับอาจารย์รัตนาจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย 2 และดูสถานที่มีการลักลอบดูดทราย ซึ่งทำกันอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย ผลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำ หาค่าออกซิเจนละลายในน้ำ ได้ค่าอยู่ที่ 2.8 ซึ่งเป็นค่าที่แสดงให้เห็นว่าสภาพน้ำอยู่ในขั้นที่เสื่อมโทรมมาก ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจแต่ประการใด เนื่องจากเทศบาลบ้านพรุนอกจากมีชุมชนหนาแน่นแล้วยังมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ตัวแทนเทศบาลบ้านพรุที่มาร่วมกิจกรรม ระบุว่าขณะนี้เทศบาลมีพื้นที่ 17.97 ตารางกิโลเมตร ต่อเนื่องกับเทศบาลอื่นๆ ทั้งเหนือและใต้ มีส่วนต่อกับอบต.บ้านพรุด้วย พื้นที่คลองอู่ตะเภาที่อยู่ด้านตะวันตกของเทศบาล น้ำเสียจากครัวเรือนมีมาก คนใช้น้ำประมาณ 200 ลิตรต่อคนต่อวัน เทศบาลบ้านพรุมีพื้นที่ซึ่งต่อเนื่องกับคลองประมาณ 2-3 กม. คือทางด้านเหนือต่อจากอบต.บ้านพรุ ที่บางศาลา มีคูระบายน้ำที่รองรับน้ำเสียจากครัวเรือน ไหลลงคลองย่อยไปลงคลองใหญ่ต่อไป บ้านพรุขณะนี้มีคลองย่อย เช่น คลองตีนเป็ด อยู่ตรงข้ามปลาป่น มีคลองหมอ คลองวัดพระบาทคลองหางดง คลองตง คลองเหล่านี้ไม่ได้ไหลลงคลองอู่ตะเภาโดยตรง น้ำจากคลองเหล่านี้ไหลมาจะหายลงไปในพื้นที่พรุ ไม่ได้นำน้ำเสียลงสู่คลองอู่ตะเภา มีเพียงคูระบายน้ำที่บางศาลาระยะสั้นๆ กับคูที่ถนนยอดอุทิศเท่านั้น ที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภา ปัญหาที่ทางเทศบาลกำลังรณรงค์คือ การดูแลบ่อเกรอะของชาวบ้านที่ไม่ได้ทำให้ถูกต้องตามแบบของเทศบาล ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำเสียตามมา อ.เริงชัย ตันสกุล ชี้ปัญหาที่กำลังวิกฤตคือ น้ำน้อยมาก ทำให้ไม่สามารถไล่น้ำเสียได้ และไม่มีน้ำใช้ ประปากำลังขาดน้ำดิบเป็นตัวหลัก หากน้ำบาดาลน้อย น้ำบ่อตื้นกำลังจะไม่มี ปัญหาน้ำจืดกำลังจะเป็นเรื่องใหญ่ คุณสะอาด ตัวแทนจากโรงงานเซฟสกิน ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ริมคลองอู่ตะเภาให้ข้อมูลเสริมว่าคลองอู่ตะเภามีปัญหาแน่เพราะมีโรงงานใหญ่อยู่ตลอดริมคลองอู่ตะเภา กล่าวคือ 30 % แรงงานของภาคใต้อยู่ที่จังหวัดสงขลา และ 60% ของโรงงานกระจุกตัวอยู่ที่แนวคลองอู่ตะเภา การที่ไม่สามารถแก้ปัญหาของเสียและมลภาวะได้นั้นเนื่องมาจากปัญหาการไม่สามารถสื่อสารถ่ายเทข้อมูลระหว่างทุกฝ่าย ในขณะโลกมีการเปลี่ยนไป มีการใช้ทรัพยากร มีของเสียเกิดขึ้น ประกอบกับสังคมเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรม โรงงานอุตสาหกรรมในโลกไม่มีที่ไหนที่ไม่ผลิตของเสีย และส่วนเสียจะทำอย่างไรก็ไม่อาจบำบัดได้เหมือนเดิม หากทำให้ถูกตามกฎหมายของรัฐ ก็ผ่อนคลายได้เปลาะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี มาตรฐานของแต่ละบริษัทก็ไม่เท่ากัน ขณะเดียวกัน การกดดันทางสังคมก็ช่วยได้มาก บทลงโทษทางสังคมจะมาจากชุมชนที่อยู่ใกล้ๆ และจากลูกค้า การแก้ปัญหาขณะนี้ แต่ละบริษัทก็แก้ไขไปตามแต่มาตรฐานของแต่ละบริษัท ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐก็เข้ามาดูแล ขณะนี้มีแนวคิดที่จะเข้ามาสร้างระบบรวมศูนย์ในการบำบัดน้ำเสีย มีหน่วยงานที่จะตรวจสอบ มีความพยายามดำเนินการกันอยู่ อาจารย์รัตนา จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย เสริมแนวคิดในการแก้ปัญหาคือ อาศัยที่โรงเรียนเป็นหน่วยที่ให้ความรู้กับนักเรียน การแก้ไขควรจะเริ่มจากโรงเรียนก่อน แก้ปัญหาที่โรงเรียนเสียก่อน นักเรียนที่มีอยู่ 3 พันกว่าคน ครู 100 กว่าคน ได้สำรวจคุณภาพน้ำเสียจากโรงอาหารก่อนที่จะปล่อยสู่คลอง พบว่าคุณภาพน้ำจากโรงเรียนที่น้อยแต่จะไปมากเมื่อรวมกับน้ำเสียจากชุมชน ปัจจุบันที่โรงเรียนมีกิจกรรมให้เด็กมีจิตสำนึก และได้ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3แล้ว ตอนนี้ได้ทำบ่อบำบัด หลังจากนั้นทางร้านค้าได้มีบ่อดักไขมัน จัดอบรมแม่ค้า นักเรียน ใช้น้ำซาวข้าวทำปุ๋ยหมักชีวภาพบำบัดน้ำเสียก่อนลงคลอง อาจารย์รัตนาบอกว่าอยากประสานงานกับเทศบาล โดยทางโรงเรียนจะให้ความรู้กับชาวบ้าน และขอความร่วมมือกับชุมชน แต่ละหมู่บ้าน คัดแยกขยะมาทำปุ๋ย เอาน้ำซาวข้าวมาทำน้ำหมักชีวภาพ ใช้ในครัวเรือน ผมเองก็ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เคยเสนอผ่านสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 โดยใช้ไตรภาคี คือ โรงงาน ชุมชน(องค์กร/ชมรม/พระ/ชาวบ้าน) และราชการ(หน่วยงานราชการ/อบต./เทศบาล/อำเภอ/สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติฯ) ประชุมระดมปัญหา แนวทาง งบประมาณร่วมกันเพื่อหาโครงการแก้ปัญหา โดยรูปแบบจะให้ทางหน่วยงานสิ่งแวดล้อมเป็นกองธุรการประสานงาน มีการสัญจรไปจัดตามอำเภอต่างๆในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา สนับสนุนให้โรงงานทำเครือข่าย เป็นโครงการโรงงานพี่โรงงานน้อง มีการเยี่ยมเยือน แลกเปลี่ยนปัญหาการจัดการน้ำเสียซึ่งกันและกัน เพื่อลดช่องว่างที่ทึบตันของการสื่อสารระหว่างกัน นอกจากนั้นในขณะนี้ได้มีนวัตกรรรมใหม่ในการบำบัดน้ำเสีย กล่าวคือใช้ EM BALLS หรือจุลินทรีย์ก้อน ได้มีความพยายามทดลองใช้ในคลองอู่ตะเภา เครือข่ายรักษ์คลองอู่ตะเภา กำลังแสวงหาโรงงานที่จะมาวิจัยร่วมกัน ในการใช้ EM BALLS บำบัดน้ำเสีย สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว การสร้างจิตสำนึกให้กับเด็กและเยาวชน ขณะนี้ได้มีการดำเนินการสร้างหลักสูตรท้องถิ่นเรื่อง รักษ์คลองอู่ตะเภา ให้กับ 211 โรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษา 2 ก่อนที่จะสิ้นสุดวงสนทนา คุณสะอาด เสนอให้หาต้นตอของทุกข์ หากทุกข์คือน้ำเสีย สมุทัยคือ สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออกมาจากบ้าน โรงงาน เกิดความไม่สมดุล หากจะแก้ปัญหาก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุ เนื่องจากชุมชนกระจายมาก ควรมุ่งไปที่โรงงาน การบังคับใช้กฎหมายมีประโยชน์น้อยมาก ธรรมยาตราก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่ต้องมีหลายๆธรรมยาตรา กลับไปหาปัญหา ให้คนสร้างปัญหาเป็นคนแก้ มีระบบการควบคุมที่เข้มขึ้น ใช้หลายมาตรการ โดยเฉพาะใช้มาตรการการศึกษาที่มีต้นทุนต่ำสุด คุณสงบ ชูสงค์ มองว่าสังคมไทยมีความเป็นกันเองสูง ไม่ใช่ข้อเสีย แต่เป็นข้อดี การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยความรัก ทุกวันนี้ที่ยังแก้ไม่ได้เพราะมีกำแพงความทึบอยู่หลายชั้น ความรักเป็นทุนที่ยิ่งใหญ่ของสังคมไทย นำเอาภาคีต่างๆมาคุยร่วมกัน โดยมีเจ้าภาพคือรัฐ เพราะต้องมีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าหันหน้าเข้าหากันก็เป็นไปได้ วันที่ 24 พฤษภาคม 2548 คณะธรรมยาตราเดินจากวัดโป๊ะหมอไปรับอาหารเที่ยงและพักค้างคืนที่วัดบางศาลา ทางคณะพระสงฆ์ได้พูดคุยถึงวัตถุประสงค์ของโครงการธรรมยาตราให้ชาวบ้านที่มาร่วมทำวัตรเย็นประมาณ 20 คน วันที่ 25 พฤษภาคม 2548 เดินทางไปวัดโคกเหรียง มีพิธีประกาศเขตอภัยทานและกิจกรรมปลูกต้นไม้ วันที่ 26 พฤษภาคม 2548 มีกิจกรรมธรรมคีตา โดยอ.เบญจมาศจากโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์และคณะ วันที่ 27 พฤษภาคม 2548 เดินไปรับอาหารเที่ยงและพักค้างคืนที่ ที่พักสงฆ์บ้านเก่าร้างตอนเย็นคณะธรรมยาตราจะไปดูศูนย์ฝึกโนราบ้านโคกเหรียงในตอนค่ำจะมาคุยกับกลุ่มประชาคมรักษ์ป่าผาดำ พี่ไก่ผู้ประสานงานหลัก ให้ข้อมูลกับผู้เข้าร่วมเป็นการปูพื้นฐานการรับรู้ให้ก่อนว่าอำเภอคลองหอยโข่งอดีตเป็นพื้นที่สีแดงเพราะเคยมีการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แยกตัวจากอำเภอหาดใหญ่ไม่ถึง 10ปี มี 4 ตำบล พื้นที่ที่พักตั้งแต่วัดโคกกเหรียงเป็นพื้นที่สีแดง แถวบางศาลาเป็นสีชมพู แต่แถวเก่าร้างสีแดงจัด รวมทั้งพื้นที่บ้านบาโรยที่คณะธรรมยาตราจะไปในวันพรุ่งนี้ มี สหาย เคลื่อนไหวในพื้นที่ จนถึงพ.ศ.2524 พ.ศ. 2524 สหายลงมาจากป่า เมื่อการเคลื่อนไหวสิ้นสุดลง ทางราชการต้องการทำลายพื้นที่ที่สหายเคยอยู่ เลยให้สัมปทานป่าไม้ ลูกจ้างตัดไม้ตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ แถวบ้านบาโรย ซึ่งแต่ก่อนมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีช้าง เสือ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปทำสวน ประมาณ 30 ครัวเรือน เรียกพื้นที่ตรงนั้นว่าป่าผาดำ ซึ่งสหายเคยตั้งค่าย กลุ่มสหายที่ออกจากป่านั้นเป็นห่วงป่านี้ เลยตั้งประชาคมรักษ์ป่าเพื่อดูแลป่าผืนนี้ มีการลาดตระเวน เมื่อเห็นชาวบ้านตัดป่าก็จะมีการเจรจาพูดคุยให้หยุด แต่ไม่สามารถหยุดได้ จึงใช้วิธีการกดดันด้วยวิธีต่างๆ เช่นจับไม้ส่งอำเภอเอง ทำให้เห็นว่าทางราชการไม่สนใจเรื่องป่า และหลายครั้งที่ทำหนังสือถึงอำเภอ และป่าไม้เมื่อทางราชการไม่สนใจจึงมีแนวคิดที่จะปิดป่า ในส่วนของพื้นที่ ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา มีทั้งหมดมี 8 ลุ่มน้ำย่อย คลองอู่ตะเภาเป็นคลองหนึ่งในจำนวนนั้นที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีต้นน้ำอยู่ที่ริมเทือกเขาสะเดา ติดชายแดนมาเลเซีย และเทือกเขาแก้ว ที่แบ่งจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล และเขาย่อยอื่นๆ เทือกเขาที่เห็นต้นคลองอู่ตะเภาเป็นเขาแก้ว เป็นโซนของเทือกเขาบรรทัดที่ต่อยาวมาจาก นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง และสตูล ส่วนที่มีปัญหา ฝั่งสงขลาเป็นฝั่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง เป็นป่าสงวน รอการขยายไปถึงเขาแก้ว ถึงที่นี่ แต่ยังไม่ประกาศ ฝั่งสตูลเป็นอุทยานแห่งชาติทะเลบัน ป่าผาดำมีค่าย มีน้ำตก ป่านี้เป็นต้นน้ำหลายสาย เช่น สมัยคลองหอยโข่งเป็นตำบล บริเวณบ้านบาโรยยังติด อำเภอสะเดา เมื่อมีการแบ่งพื้นที่ใหม่ โดยใช้คลองบาโรยเป็นตัวแบ่ง ทำให้เป็นอำเภอคลองหอยโข่ง อีกฝั่งก็เป็น อำเภอสะเดาเหมือนเดิม ชาวบ้านบางคนจึงเมื่อก่อนอยู่อำเภอสะเดาต่อมาอยู่อำเภอคลองหอยโข่ง และอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 เป็นต้นมาทางประชาคมมองชาวบ้านนี้ว่าเป็นตัวปัญหา ทำลายป่าขยายพื้นที่เรื่อยๆไม่ยอมหยุด จึงต้องการไล่ออก ปิดป่าเพื่อการอนุรักษ์ ประชาคมอนุรักษ์ป่านี้ตั้งมาประมาณ 5 ปี ขัดแย้งกับชาวบ้านกลุ่มนี้มานาน และได้หาวิธีการแก้ปัญหาโดยการถวายฎีกาแล้ว แต่รู้สึกว่าแก้ปัญหาไม่ได้ จึงได้ลงมติมีกำหนดการปิดป่าร่วมกับ 4 อบต.ในพื้นที่ต้นน้ำ คือในวันที่ 28 ที่ธรรมยาตราจะเดินไปถึงและประสงค์จะให้ร่วมทำพิธี คณะธรรมยาตรามีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการของกลุ่มประชาคม จึงได้พยายามแก้ปัญหาโดยดึงภาคราชการลงมา ในที่สุดผู้ว่าฯ ได้มอบหมายให้รองผู้ว่าฯนัดชาวบ้านมาคุยกัน ในวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาให้ประชาคมเลื่อนการปิดป่า แต่เมื่อถึงกำหนดปรากฏว่ารองผู้ว่าฯไม่มาทำให้ทางประชาคมคิดจะปิดป่าอีก ในการประชุมของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดังที่ผมได้กล่าวมาว่าทางจังหวัดตกลงจะใช้กฎหมายเป็นหลักคือใช้มติ ครม. 3 เมษายน 2541 ในการแก้ไขปัญหา คือถ้าใครอยู่ก่อนหน้านี้ก็สามารถอยู่ต่อไปได้ ทางประชาคมฯจึงเปลี่ยนการปิดป่าซึ่งได้กำหนดไว้แล้วเป็นการประกาศวันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคลองหอยโข่ง สำหรับธรรมยาตรา ได้เลือกแนวทางสมานฉันท์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาคมและกลุ่มชาวบ้านผู้บุกรุก คือ ตอนค่ำเราได้มีการเสวนากับประชาคม พี่ไก่เองก็เป็นอดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์ได้พูดถึงกิจกรรมธรรมยาตราว่าเคยได้มาพักที่นี่แล้วเมื่อ 7 ปีที่ผ่านมา โดยพูดถึงปัญหาขาดน้ำในพื้นที่มาถึงปีนี้ พบว่าปัญหาขาดน้ำก็มีอยู่ แต่ปีนี้สถานการณ์ขาดน้ำรุนแรงมากขึ้น ชาวบ้านบอกว่าอยู่มา 40 ปีไม่เคยเจอมาก่อน ดังนั้นเมื่อธรรมยาตราเดินมาถึงที่นี่ น่าจะมาพูดถึงปัญหาสถานการณ์ของคนที่นี่ ว่าทำไมจึงมีปัญหาขาดน้ำ จึงได้มีการพูดถึงปัญหาป่าต้นน้ำ ป่าผาดำอันเป็นที่มาของการขาดน้ำ คุณประวิทย์ ทองประสม ตัวแทนประชาคมรักษ์ป่าต้นน้ำผาดำ ได้พูดถึงการอนุรักษ์ป่าผาดำ ด้วยการฟื้นฟูป่า เหตุที่น้ำแห้งแล้งเพราะว่ามีผู้บุกรุก พื้นที่ป่าหายไปกว่า 40% น้ำในคลองแห้งขาด ต่อไปน้ำลงคลองอู่ตะเภาก็คงไม่มี เพราะว่าชาวบ้านได้ดักน้ำ แย่งน้ำไว้ใช้ เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในพื้นที่ ที่ผ่านมาทางประชาคมพยายามประสานงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ผู้บุกรุกออกนอกพื้นที่ ปัจจุบันมีการนำพาญาติพี่น้องต่างถิ่นเข้ามาบุกรุกป่า ได้พยายามพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ให้มีความร่วมมือกันรักษาผืนป่านี้ป่าได้ถูกทำลายไปเป็นสวนยาง ต้นน้ำจากเดิมที่มีน้ำไหลลงมา จะมาหมดไปตรงพื้นที่สวนยาง ทำให้ไม่มีน้ำไหลลงมาลำคลองตอนนี้ได้ประสาน 4 ตำบลในเขตคลองหอยโข่ง มาช่วยกันอนุรักษ์ป่า ป่าต้นน้ำถูกทำลายไปจากการให้มีสัมปทานป่าโดยบริษัทสงขลาค้าไม้ ต่อมาได้มีการสั่งปิดป่าในสมัย พลตรีสนั่น ขจรประศาสตร์เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร แล้วเกิดหน่วยงานของป่าไม้ เข้ามาอยู่ในพื้นที่ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหามีชาวบ้านเข้าไปบุกรุก แผ้วถางป่าเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ป่าไม้มีข้าราชการประจำเพียง 2 คน ที่เหลือเป็นลูกจ้าง ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่มักอ้างว่าไม่มีกำลังพลเพียงพอ ขณะที่ลูกจ้างไม่มีอำนาจและขาดความปลอดภัย อ.เริงชัย ตันสกุล บอกว่าปัจจุบันนี้จังหวัดสงขลามีป่าไม้เหลืออยู่ 7% การแก้ปัญหาสภาพป่าต้นน้ำแปรสภาพเป็นป่ายาง ทางออกอย่างหนึ่งคือ ในการทำสวนยางหากมีการเอาไม้อื่นไปปลูกแซม จะทำให้เกิดความหลากหลาย ทางประชาคมอยากให้นำคนในป่าออกมา สำรวจคุณสมบัติว่าเป็นคนจนหรือไม่ แล้วหาที่ทำมาหากินใหม่ให้ถ้าหากพูดถึงความสามัคคี ชาวบ้านที่บุกรุกมีการลงแรงร่วมกัน ไปช่วยกันถางป่าของแต่ละเจ้าเคยมีการพูดคุยหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างชาวบ้านผู้อนุรักษ์และผู้บุกรุก และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แต่ไม่ได้ผล พื้นที่ป่าบริเวณคลองหอยโข่งเป็นเหมือนลูกเลี้ยง เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่(โตนงาช้าง) ประชาชนเห็นความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเกิดการบุกรุกเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ทางออกอีกอย่างหนึ่งคืออยากให้ประกาศพื้นที่เป็นเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าคลองหอยโขง อย่างไรก็ดี เพื่อให้ได้ข้อมูลรอบด้าน ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2548 คณะธรรมยาตราได้เดินทางโดยรถไปหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำคลองอู่ตะเภา หัวหน้าหน่วยฯ นายพันธุ์พงศ์ คงแก้ว ให้ข้อมูลว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยหนึ่งของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็น มีลุ่มน้ำสาขา เช่นคลองพรุพ้อ คลองท่าแมะ คลองบางแก้วท่าเชียด แต่พื้นที่รับผิดชอบหลักสาขาเดียวคือลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาซึ่งมีสาขาย่อย คลองหอยโข่ง คลองปริก คลองพังลา คลองวาด พื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา เป็นต้นน้ำประมาณ 18 % คือพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ชั้นสองเท่านั้นตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ผ่านมาชาวบ้านให้ความร่วมมือดี สังคมการมีส่วนร่วมสูงมากคนหน่วยงานราชการแทบปรับตัวไม่ทัน วันนี้ทางหน่วยทุกฝ่ายยึดหลักการมีส่วนร่วม กรมป่าไม้ก็เช่นเดียวกันกิจกรรมเวทีชาวบ้านที่รัฐบาลกำลังให้ทำอยู่ในขณะนี้ได้ทำมาตั้งแต่ปี 2537 แต่อยู่ในวงแคบๆ โครงการคนอยู่ป่ายังได้ผลดี ในเมื่อเราไม่สามารถอพยพไปยังพื้นล่างได้ แต่ทำอย่างไรที่จะให้เขาอยู่ตรงตรงนี้โดยเอื้อกับการอนุรักษ์ ทำให้ต้องวางกรอบกัน ถ้าเป็นข้อกฎหมายก็เป็นสิ่งที่ทำได้ และมีการวางกรอบกติกากับชุมชน กับชาวบ้านในเรื่องการอนุรักษ์ ปัจจุบันมีชาวบ้านมากมายอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนเช่นในจังหวัดเพชรบูรณ์ เช่นที่ ลุ่มน้ำเชิญ ลุ่มน้ำลำสัก มีคนอยู่ในเขตป่าทั้งตำบล เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเอาคนออกได้อย่างไร ถ้าจะบังคับใช้กฎหมายก็ต้องใช้ให้เหมือนกันหมด ไปยกคนทั้งตำบลออกจากป่าก็ลำบาก ทั้งหมดนั้นเป็นความเห็นของหัวหน้าอ้น ในช่วงบ่ายมีการแสดงธรรม โดย อ.อับดลรอหมาน กาเหย็ม กรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ในเรื่อง อิสลามกับการรักษาสิ่งแวดล้อมพอจะสรุปความได้ว่าการอนุรักษ์ การเก็บรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญ ตามหลักของศาสนาอิสลาม ถือเป็นส่วนหนึ่งในหลักศรัทธา พระเจ้าบอกไว้ชัดเจนว่าทุกสิ่งทีมีอยู่ในโลกใบนี้เป็นสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้กับมนุษย์ทุกคน เมื่อประทานมาแล้วผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาไม่ว่าเป็นสิ่งที่เห็นกับตาหรือไม่เห็น ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงสภาพพื้นที่เมื่อ 30 ปีที่แล้วกับปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันมาก ยกตัวอย่างทางเส้นบาโรยเมื่อก่อนข้างทางเต็มไปด้วยท่อนซุง ที่ถูกตัดไปไม่รู้ว่าเพื่อให้เกิดความเจริญในพื้นที่ หรือเพื่อใคร เพราะต่างมองไม่เห็นว่าบางทีธุรกิจแอบแฝงอยู่ หลังจากนั้นไม้ก็ถูกนำไปแปรรูปต่างๆ แต่ยังมีความโชคดีที่หลายคนมีจิตสำนึกเรียกร้องสิ่งเหล่านี้กลับมา ตามหลัก พระผู้เป็นเจ้าสอนว่าคนมี 2 อย่างด้วยกัน คือ 1) ร่างกาย 2) จิตใจ ..ร่างกายต้องเจริญเติบโต จิตใจก็ต้องเจริญเติบโต สิ่งที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตคืออาหาร ซึ่งอาหารที่มนุษย์รับประทานอยู่ทุกวันนี้ได้มาจากต้นไม้ น้ำ ทุกสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าให้มาบนแผ่นดินก็เพื่อให้มนุษย์ดำรงชีวิต ถ้าเราไม่ดูแลรักษาสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้มาเราก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ท่านศาสดาสอนว่า ทรัพยากรมี 2 ประเภท ปัจจัยในการดำรงชีพมีอยู่รอบตัวเรา ดิน น้ำ อากาศเป็นสำคัญในการดำรงชีพ ถ้าคนที่อยู่ที่นี่ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำทำลายต้นน้ำ คนที่อื่นก็เดือดร้อน การทำลายบางครั้งอาจจะโดยไม่รู้ตัวหรือการทำลายทางอ้อม ท่านศาสดาสอนไว้หมดไม่ว่าการทำลายทางตรงหรือทางอ้อมนั้นห้ามเด็ดขาด การทำลายทางตรง เช่นการตัดต้นไม้โดยไร้ประโยชน์ พระผู้เป็นเจ้าจะผันหน้าผู้นั้นไปสู่ไฟนรก ถือเป็นเรื่องหนักสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม วัจนอีกบทคือ มนุษย์ทุกคนมีส่วนร่วมในทรัพยากร 3 อย่าง และสอนให้มนุษย์ทุกคนทำความดี เพราะความดีจะส่งผลต่อตัวผู้ทำ การที่เราสร้างความดีเล็กๆน้อยๆ ถือเป็นการให้ทาน การที่เราอยู่ต้นน้ำ รักษาต้นน้ำ คนที่อยู่ข้างล่างได้รับผลประโยชน์ก็ถือเป็นการให้ทาน เป็นสิ่งที่ดีกว่าอย่างอื่น เพราะท่านบอกชัดเจนคือการทำความดีเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทำอะไรก็ได้ที่เป็นความดี ยิ่งทำมากยิ่งได้รับผลดีมาก นอกจากนี้ยังสอนให้อย่าฟุ่มเฟือย เพราะการฟุ่มเฟือยเป็นพรรคพวกของมารร้าย การที่เราทำลายสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้เราถือว่าเป็นการฟุ่มเฟือย เช่น การทำลายป่า ถือว่าผิดหลักศาสนาอิสลาม ไม่เกิดผลดีเลย ในปัจจุบัน ความเสียหายยิ่งมากขึ้น ทะเลสาบสงขลาเกิดความเสื่อมโทรมทุกด้าน ซึ่งเกิดจากหลายอย่างส่วนใหญ่เกิดจากความมักง่าย เช่น การทิ้งน้ำเสียจากโรงงาน ความมักง่ายเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ทั้งนั้น ถ้าเรายึดมั่นในศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาอิสลามหรือศาสนาพุทธก็สอนให้คนรู้จักรักษาทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัวเรา ถ้าเราไม่ตระหนัก ความเสียหายก็จะดำเนินต่อไป ความเจริญโดยขาดความยั้งคิดความเสียหายก็จะตามมา ในช่วงค่ำ คณะธรรมยาตราได้มีการเสวนาร่วมกับกลุ่มชาวบ้านผู้บุกรุก เพื่อรับทราบข้อมูลจากชาวบ้าน ผมถามถึงชาวบ้านกลุ่มแรกๆที่เข้ามาในพื้นที่ จึงได้รู้ว่าชื่อตาเอื้อน โชติบุญทอง มาอยู่ที่นี่ปี 2525 กับตาคล่อง(เสียชีวิตแล้ว) เดิมอยู่บางกล่ำ ต.บางกล่ำ (ปัจจุบันไม่มีบ้านที่บางกล่ำแล้ว) จากการสัมปทานป่า เห็นช่องทางที่จะเข้ามาหาที่ทำกิน ปี 31 พลตรีสนั่นสั่งปิดป่า ปี 35 พื้นที่กลายเป็นป่าอนุรักษ์ การเข้ามา มาต่อเนื่องจากนายทุนที่ได้สัมปทานโค่นไม้ใหญ่หมดแล้ว ต่อมาได้ชักชวนคนรู้จัก บางคนตัดยางจ้างก็เข้ามา ชาวบ้านส่วนใหญ่บอกว่าก่อนที่จะมาอยู่มีคนอยู่ก่อนหน้าแล้ว (2509)คิดว่ามาทำอยู่พอได้รับผล ให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีข้อสงสัยว่าทำไมไม่มีการเรียกร้องให้ออกไปจากพื้นที่ตั้งแต่แรก พวกเขาบอกอีกว่าทุกวันนี้ชาวบ้านที่ทำสวนยางในป่าไม่มีการฉีดยา(ยาฆ่าหญ้า) น้ำรีดยางไม่ทิ้งลงคลอง แล้วก็ไม่มีการแผ้วถางเพิ่มเติม อบต. สมพิตร ที่เป็นแกนนำชาวบ้านเล่าว่าพ่อมาจากสิงหนคร ทำงานรับจ้าง เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ไปถึงนราธิวาส ต่อมาถูกปิดสวนยาง พ่อจึงพากลับมาตัดยางที่ปลักเด มีเพื่อนมาล่าสัตว์ที่นี่ จึงชักชวนมาอยู่ แม้จะมีความเสี่ยงเพราะเป็นป่าสงวนและเข้ามาเมื่อปี 2530 ตัวเขาเองนั้นบ้านอยู่อีกที่หนึ่ง แต่ว่าเมียเข้ามาตัดยางที่นี่ทุกคืน ฐานะความเป็นอยู่ไม่ลำบาก แต่หากว่าถูกให้ออกไป แต่ไม่รับผิดชอบผลอาสินที่ได้ทำไปก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ปัจจุบันในพื้นที่ป่าผาดำมีชาวบ้านเข้าไปอยู่ 36 ครอบครัว ประมาณ 87 คน สร้างบ้านอยู่ตามสายธาร มีสวน มีขนำ คนที่มามี 2 รูปแบบ กลุ่มแรกคือ กลุ่มชาวบ้าน 36 ครอบครัว กับอีก 10 รายที่เข้าๆออกๆ การทำมาหากิน ในช่วงแรกจะ เข้าๆออกๆ โดยมาปลูกยาง สวนผลไม้ จนกระทั่งต้นไม้โตให้ผลผลิต จึงเข้ามายกขนำอยู่อย่างถาวรการแผ้วถางบางรายได้มีการขายที่ ขายปากเปล่า โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ คนที่อยู่ที่นี่ปัจจุบันมีการยอมรับบางคนไม่ได้จนจริง (มีรายได้ มีฐานะมั่นคงขึ้นจากการขายผลผลิต) สิ่งที่ทางกลุ่มชาวบ้านจะทำหากมีการพูดคุยปัญหาร่วมกัน คือ ให้ความร่วมมือกับการอนุรักษ์ป่าทุกอย่างสิ่งที่อยากขอความช่วยเหลือก็คือบางครอบครัวต้องหาอาชีพใหม่ ทำอย่างไรที่จะมีการมาส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้เสริม การแก้ปัญหาในพื้นที่จะมีการประชุมร่วมกัน 2 เดือนครั้ง ขณะนี้ทางหน่วยต้นน้ำได้จัดการไปตอกหมุดหมายให้กับทุกครัวเรือนต่อไปอยากจะจัดอาสาสมัคร ควบคุมดูแลพื้นที่ทำกิน ไม่ให้มีการแผ้วถางเพิ่มเติม ข้อตกลงที่ชาวบ้านตกลงร่วมกันที่จะเสนอให้กับทางการพิจารณาประกอบข้อเรียกร้องให้ผู้บุกรุกเหล่านี้อยู่กับป่าได้ คือ ทั้งหมดนั้นเป็นการประมวลเนื้อหาสาระและกิจกรรมที่มีขึ้นในช่วงเวลาที่คณะธรรมยาตราลงพื้นที่ ซึ่งว่าไปแล้วก็เป็นอีกความพยายามหนึ่งของคนตัวเล็กในสังคมที่มิได้เห็นปัญหาแล้วนิ่งนอนใจ คนที่ยังพอมีใจสาธารณะ ก็อย่างที่บอกตั้งแต่แรกนั่นแหละ ปัญหาต่างๆของสังคมในวันนี้มีมากและทวีความซับซ้อนหาคนผิดถูก หาความชัดเจนแบบขาวจัดดำจัดได้ยากมากขึ้น หลายปัญหาจำเป็นต้องอาศัยภูมิปัญญา อาศัยวิธีการแก้ไขที่หลากหลาย ซึ่งศาสนธรรมก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้ามากอบกู้วิกฤตต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น เหนืออื่นใด จากกิจกรรมคราวนี้ผมรู้สึกประหนึ่งว่าวงจรของการทำงานมันกำลังหมุนวนอยู่รอบๆ ข้างและทำให้ผมมองเห็นมันได้ชัดเจนมากขึ้น เริ่มต้นจากเราเรียนรู้จากคนในพื้นที่ คนในพื้นที่เรียนรู้จากคณะธรรมยาตรา ผมเองลงไปคลุกคลีกับปัญหา เป็นข้อต่อตรงกลางคอยเชื่อมโยงระหว่างคณะธรรมยาตราและคนในชุมชน ผลักดันวงล้อของปัญหาให้เคลื่อนไปข้างหน้า ผมเห็นวงจรของความสัมพันธ์เช่นนี้กำลังหมุนเคลื่อนอยู่รอบๆกาย เสียงระฆังใสเย็นในมือท่านทวีศักดิ์แว่วกังวาน ศาลาแปดเหลี่ยมที่ป่าต้นน้ำแผ่เงาร่มรื่น ข่มความวุ่นวายและจิตใจที่กำลังพลุ่งพล่านไม่มีสติให้สงบนิ่ง เยือกเย็น เพื่อมีเวลาได้ใคร่ครวญถึงสิ่งที่แต่ละคนได้ให้มาและรับกลับไป ตลอดเวลาเกือบ 10 วันที่ผ่านมา คุณแดง ผู้ร่วมกิจกรรมคนเดียวที่เดินทางไกลมาจากกรุงเทพ ได้อิงประสบการณ์การเดินธรรมยาตรากับก้าวแรกของชีวิตที่เกิดขึ้นเมื่อลมหายใจเข้าไปในร่างกายมนุษย์ และได้ฟันฝ่าสิ่งดีเลวที่ปรุงแต่งชีวิต คุณแดงบอกว่า ก้าวที่เราเหลืออยู่ของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่นับถึงวินาทีนี้ เรามีชีวิตอยู่บนโลกเท่ากัน วินาทีต่อไป อะไรจะเกิดขึ้น ดีขึ้น เลวลง ล้วนเป็นสิ่งไม่แน่นอน ที่ผ่านมานั้น ธรรมยาตราทั้ง 9 ครั้งได้เปลี่ยนจิตใจผู้คนทั้งดีและไม่ดี ในสิ่งที่ดีผู้คนก็รักษาไว้ทำให้ดีขึ้น ที่ไม่ดีก็ปรับให้ดีขึ้น ทุกวันนี้ สังคมขัดแย้งเพราะความเห็นแก่ตัว ถ้าหากเรามีความเอื้ออาทรต่อมนุษย์ด้วยกัน รู้จักเสียสละ ลดทิฐิต่อตนเอง คิดว่าของนอกกายล้วนเป็นสิ่งไม่แน่นอน พระที่ร่วมกิจกรรมรูปหนึ่ง มองว่าธรรมยาตราเป็นการเดินรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อม และปัญหาที่หลายคนไม่เคยได้รับรู้ เป็นแนวทางปฎิบัติที่หลายคนไม่เคยรู้ ตนเองมาเดินครั้งแรก มารู้ว่าเรื่องที่เราไม่รู้มีอีกมาก และได้เห็นคนที่เห็นความสำคัญของพระภิกษุ อยากให้ทุกคนรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ให้ธรรมมะอยู่ในใจเราทุกคน ท่านยังบอกอีกว่าได้หลายสิ่งหลายอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจน คือได้ทำงานเพื่อพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าทุกวันนี้เราได้อาศัยบารมีพระพุทธเจ้ากินอยู่ การทำงานทุกอย่างของพระภิกษุเป็นการทำงานเพื่อพระพุทธเจ้า เป็นการทำงานเพื่อมหาชน ประชาชนมีความทุกข์เป็นพื้นฐาน พระก็มีหน้าที่จัดการปัญหาให้กับชาวบ้าน ธรรมยาตราเป็นกลุ่มเล็กๆ มีวัตถุประสงค์ที่ดีงาม มีเจตนารมณ์ที่ดี ท่านเชื่อว่าเป็นวิธีการหนึ่งในการปลุกจิตสำนึกของคนตามเส้นทางที่ผ่านมา สามารถที่จะฟื้นฟูธรรมะในใจประชาชนบางส่วน อาจะไม่ใช่ล้านคน แต่ก็คงสามารถช่วยสังคมให้อยู่รอดต่อไปได้ การเดินของธรรมยาตรา- ธรรมมะคือธรรมชาติ พระอีกรูปกล่าว ถ้าไม่เดินก็ตาย แต่การเดินของเรามีตั้งแต่หนามแทง กระเบื้องแทง เมื่อพบว่าหนามตำเท้า ตนเองต้องเขี่ยก่อน เขี่ยออกแล้วก็โล่งใจ แต่หากมีเพื่อนมาช่วยเขี่ย ช่วยแบ่งเบาความทุกข์ นี่คือส่วนหนึ่งของธรรมยาตรา แต่คำพูดที่สะดุดใจผมมากที่สุด เห็นจะเป็นคำของพระอีกท่านหนึ่งที่กล่าวขึ้นว่า สิ่งที่ได้มา จากภายนอก จากสังคม จากชาวบ้าน จากคณะธรรมยาตรา ทำให้เห็นว่าสังคมของเราเริ่มมีการประสานความสัมพันธ์กัน แม้ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่คนรู้จักกัน แต่สิ่งดีๆในใจมนุษย์ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน คำถามที่ผมถามตัวเองผุดแทรกขึ้นอีกครั้ง...ธาตุชีวิตที่เป็นตัวเชื่อมโยงร้อยรัดแต่ละห่วงโซ่ที่กระจัดกระจายจากกันเข้าไว้ด้วยกันนั้นคือสิ่งใด? หากมิใช่สิ่งดีๆที่อยู่ในใจของมนุษย์เราที่ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน...แล้วสิ่งดีๆนั้นคืออะไรเล่า? ความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทร ความสามัคคีกลมเกลียว สิ่งเหล่านี้คือปุ๋ย คือธาตุแห่งชีวิตที่คอยหล่อเลี้ยงมนุษย์และธรรมชาติให้เติบโตและมีชีวิตอย่างสงบสุขมิใช่หรือ. ![]() [ Next >> ]
|