![]() สุไลมาน หมัดยูโส๊ะ "ชาวบ้านไม่ใช่โจร เขาปกป้องทรัพยากร"
บ้านตลิ่งชัน ในมุมที่มองต่ำลงไปจากเนินตลิ่งสูงชัน ซึ่งยืนผงาดรับลมฝนชั่วนาตาปี ฝนที่ตกลงมาตลอดเช้าจรดเที่ยงวันหยุดพักไปนานแล้ว ทะเลอ่าวไทยที่มองผ่านเนินดินลงไปดูเหมือนสงบราบเรียบ พักเว้นวรรคจากลมฝนที่โหมกระพือเข้ามาชั่วครู่ ลำแสงบางเบาของยามเย็นสาดทอลอดม่านเมฆลงมา ผืนแผ่นดินซึมซับน้ำจนชุ่มฉ่ำเย็น เรายืนอยู่หน้ากระท่อมเล็กๆริมชายหาด สายลมอ่อนๆต้องผิวกายพัดพาความเย็นชื้นกระจายไปทั่ว ราวจะปลุกปลอบใจชาวบ้านที่อยู่ทั่วละแวก สนเล็กๆที่ยืนเรียงรายริมตลิ่งต้องลมโชย ยืนสงบค้อมตัวนิ่งราวกับจะต้อนรับผู้มาเยือน "ชาวบ้านไม่ใช่โจร เขาปกป้องทรัพยากร" นี้เป็นถ้อยคำที่กลั่นจากใจของชายคนหนึ่ง ที่มาบอกเล่าความรู้สึกในฐานะชาวบ้านซึ่งอัดอั้นตันใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากโครงการฯ ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนความขัดแย้งในชุมชนตลอดเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาได้อย่างดี สุไลมาน หมัดยูโส๊ะ เป็นชาวบ้านคนแรกที่อาสามาบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านให้เราได้รับรู้ สุไลมาน หมัดยูโส๊ะ อายุ 34 ปี เกิดที่บ้านตลิ่งชัน (เมื่อก่อนเป็น หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านนา ปัจจุบัน ตลิ่งชันเลื่อนฐานะมาเป็นตำบล) ปัจจุบันจึงมาอยู่ หมู่ที่ 2 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เขาเรียนจบสามัญชั้นประถม 6 ที่โรงเรียนบ้านตลิ่งชัน หลังจากนั้นก็ไปอยู่โรงเรียนปอเนาะโคกยาง หรือโรงเรียนจริยธรรมศึกษา จนจบชั้นมัธยม 3 และต่อการศึกษานอกโรงเรียนชั้นมัธยม 6 ขณะเดียวกัน สุไลมานก็เรียนจบศาสนาอิสลามชั้น 7 ซึ่งในเวลาต่อมาเรียนต่อจนจบชั้นปีที่ 10 ของศาสนาอิสลาม หลังจากเรียนจบมาแล้วได้มาเป็นครูสอนศาสนาอิสลามอยู่ประมาณ 6-7 ปี ที่โรงเรียนจริยธรรมศึกษา ทำหน้าที่สอนเด็กในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ที่มีทั้งวิชาภาษายาวีและภาษาอาหรับ หลังจากนั้นเขาลาออกมาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเป็นครูสอนคุรุสัมพันธ์ตามมัสยิดต่างๆ เช่น มัสยิดบ้านตลิ่งชัน มัสยิดบ้านสะกอม มัสยิดปากบาง บ่อโชน ในช่วงที่เป็นครูสอนศาสนาบ้านตลิ่งชันนี้เอง เขาได้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทำงานได้ 2 ปี ก็เป็นผู้ช่วยดีเด่นของอำเภอจะนะ ต่อมาสุไลมานได้มาอยู่กับชาวบ้าน ศึกษาเรื่องวิถีชีวิตของชาวบ้านว่าจะพัฒนาหมู่บ้านอย่างไร ให้อยู่ในกรอบและมีความเข้มแข็งของชุมชน "ตอนที่ผมอยู่ปอเนาะ ทางบ้านก็มีที่ดินเยอะ..."สุไลมานเล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก สมัยหลายปีที่แล้วก่อนที่จะอยู่ปอเนาะ และก่อนที่จะเกิดผลกระทบในวิถีชีวิต "คือมีพี่ชายได้เอาดินไปจำนอง ไปวางจำนอง เป็นหนี้เป็นสิน ทำให้มีความจำเป็น พ่อแม่ต้องขายที่ดินชดใช้ แต่ก็เหลือเพียงบางส่วนให้ผมได้ศึกษา และน้องๆได้ใช้จ่าย" สุไลมานเล่าย้อนความหลังในวัยเด็กด้วยน้ำเสียงซึมเศร้า "ถ้าไม่เกิดวันนั้นก็คงไม่มีวันนี้ที่พ่อแม่ลำบาก" จุดเปลี่ยนในครั้งนั้น ส่งผลให้สุไลมาน เกิดสะดุดในการเรียน เพราะหลังจากเขาเรียนปอเนาะจบใหม่ๆ ทำงานสอนศาสนาไปพร้อมกับเรียนต่อที่วิทยาลัยครู เขาเลือกเอกวิชาสังคม แต่เรียนต่อไปได้สักระยะ พ่อแม่ก็ส่งเสียไม่ไหว ต้องออกจากการเรียนกลางคัน นี่เป็นเรื่องที่ทำให้สุไลมานเสียใจมาก เพราะอีกไม่กี่ปีเขาก็จบปริญญาแล้ว ร่วมประท้วงเรือปั่นไฟในช่วงทำงานเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้มีปัญหาเรือปั่นไฟปลากะตักเข้ามาในหมู่บ้าน เกิดผลกระทบตามมาต่อชาวบ้านในอำเภอจะนะ ในเวลานั้นมีกลุ่มประมงพื้นบ้านจากอำเภอสิงหนคร สทิงพระ และระโนดมาร่วมกันประท้วงเรือปั่นไฟ พี่น้องจากสิงหนครได้มาชักชวนชาวบ้านที่อำเภอจะนะ บอกว่าเรือปั่นไฟจะทำลายล้างทรัพยากรตัวเล็กๆน้อยๆซึ่งยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ เช่นว่า ปลารัง ปลาทู ปลาหลังเขียว โดยที่เรือปั่นไฟจะทำให้สัตว์เหล่านี้หมดไป "วันนี้เราขายตัวแค่นี้ประมาณกิโลละ 3-4 บาท ถ้าเราจับตอนใหญ่ที่มันเติบโตเต็มที่ ได้กิโลละ50-60 บาท มันคุ้มค่ากว่ากันไหม" เขาตั้งคำถาม หลังจากนั้นสุไลมานไปร่วมกันเรียกร้องสิทธิเสรีภาพว่าจะให้ทรัพยากรพื้นฟู ทำให้ได้รู้จักกับองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งตอนนั้นกำลังทำงานอยู่ที่บ้านในไร่ ตำบลปากบาง องค์กรพัฒนาเอกชนที่เขารู้จักนี้ทำงานฟื้นฟูทะเล เช่นวางปะการังเทียม ทำกลุ่มกะปิ กลุ่มออมทรัพย์ ฟื้นฟูทะเลให้มีความอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีการชุมนุมสุไลมานเห็นว่าพวกเขามีอุดมการณ์ที่ดี น่าจะปรึกษาอะไรได้บ้าง ในช่วงนี้เองก็เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตน "พี่น้องที่นาทับไม่พอใจ บอกว่าเราไปประท้วงเรือปั่นไฟ มีการขู่ขึ้นมาว่าห้ามคนชื่อสุไลมานไปที่บ้านนาทับเป็นเด็ดขาด มิฉะนั้นจะไม่ได้รับความปลอดภัย" เขาพูดเสียงราบเรียบ ขณะเดียวกัน เขานึกสะดุดใจขึ้นมาว่าการที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรแต่กลายเป็นว่าตัวเองเหมือนผู้ก่อการร้าย ทำให้พี่น้องที่นาทับรังเกียจ ช่วงนั้นจิตใจเขาไม่ค่อยดี ต่อมาได้มีประกาศให้จังหวัดสงขลาเป็นเขตห้ามเรือปั่นไฟปลากะตัก จากเรือปั่นไฟมาถึงท่อก๊าซหลังจากที่ประท้วงเรื่องเรือปั่นไฟ มีสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านส่งองค์กรพัฒนาเอกชนมาชักชวนให้ไปดูงาน "ไปดูอะไร ผมถาม เขาบอกว่าไปดูโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง" ตอนนั้นสุไลมานยังไม่รู้ว่าท่อก๊าซกับโรงแยกก๊าซจะมาขึ้นที่ตลิ่งชัน แต่คนข้างนอกเขารู้กันหมดแล้ว การดูงานคราวนี้สุไลมานตั้งใจว่าจะไปพักผ่อนเสียมากกว่า เพราะตั้งแต่เด็กมาแล้วเขาไม่เคยได้ไปไหนไกลๆ ตามใจปรารถนา อาศัยช่องทางตอนนั้นเขาเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน จึงสบโอกาสไปดูสภาพพื้นที่ระยอง "เห็นสภาพก็นึกแปลกใจว่าทำไมโรงงานที่ระยองมันผิดกับโรงงานที่บ้านเรา โรงงานบ้านเรา 6-7 โรง เท่ากับโรงงานที่โน่นประมาณ 1 โรง ในตอนหลังเราได้ไปดูสภาพบ้าน...เช่นยกตัวอย่างที่ชลบุรี ที่วัดมีการขายวัดไปเพื่อให้บริษัท ไปดูที่ระยอง มาบตาพุดก็ถูกย้ายไป นึกสะท้อนใจว่าหากโรงเรียนบ้านเราถูกย้ายไปนี่พี่น้องจะคิดอย่างไร" การดูงานครั้งนั้น เขาได้ไปดูวิถีชีวิตของชาวประมง ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนจะหากินอยู่ในพื้นที่ประมาณ 2-3 กิโลเมตรจากทะเล ปัจจุบันต้องไปหากินไกลถึง 10-20ไมล์ ค่าน้ำมันกับปลาที่ได้ไม่คุ้มค่า "ผมถามว่าทำไมไม่หาใกล้ๆ แกว่าน้ำที่ปล่อยเสีย ไปดูน้ำก็เสียจริง บริษัทปิโตรเคมีคอลนี่ปล่อยน้ำเสียจริงๆ ปล่อยลงสู่ทะเล ถามชาวบ้านว่าน้ำบ่อได้ดื่มไหม เขาบอกว่าไม่ได้ดื่มเลย ถูกฝนกรดลงมา น้ำบ่อตื้นหรือไม่ก็แห้งไปเลย การหายใจก็ไม่สะดวก...มีมลพิษในอากาศเต็มไปหมด พวกนี้ฉลาด การปล่อยควัน ปล่อยน้ำก็ดีจะปล่อยกันในช่วงกลางคืน" กลับมาก็รู้คร่าวๆว่าจะมีโครงการท่อก๊าซเกิดขึ้นแน่แล้ว เพราะว่ามีการขึ้นป้ายไว้ที่ตำบลตลิ่งชัน โดยที่ทางประชาสัมพันธ์ของปตท.เป็นฝ่ายมาขึ้นเอาไว้ และก่อนขึ้นในรุ่งเช้านั้นรัฐบาลไทย-มาเลเซียก็มีการเซ็นสัญญาที่สะพานติณสูลานนท์ ป้ายที่ขึ้นมีข้อความว่า "ชาวตลิ่งชันสนับสนุนโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย" ได้มาลักลอบแอบขึ้นในตอนกลางคืน รุ่งเช้าสุไลมานได้เห็นข่าวนักศึกษามาประท้วงทางทีวี.เขานึกสังหรณ์ใจตั้งแต่นั้นว่าบ้านของตนน่าจะเกิดโครงการเหมือนที่ระยอง หลังจากรู้ข่าวแน่แล้วสุไลมานพยายามประชาสัมพันธ์บอกกับชาวบ้านถึงผลกระทบที่เขาไปดูงานที่ระยอง มีภาพสไลด์ให้ดูว่ามีผลกระทบอย่างไร ในช่วงนั้นทางปตท.เริ่มรู้จึงส่งคนมาติดต่อให้เขาไปดูงานที่ขนอม พร้อมกับชักชวนชาวบ้านไปดูโรงแยกก๊าซที่นั่น ว่าไม่มีผลกระทบอะไร ผลก็คือกลับมาชาวบ้านเกือบทั้งหมดให้การสนับสนุนโครงการ "ทั้ง 2 ที่แตกต่างกัน ขนอมมีเพียงโรงแยกก๊าซและโรงไฟฟ้า แต่ที่จะนะ จะมีทั้งโรงแยกก๊าซและอุตสาหกรรม ผมมองดูก็คือ การเกิดผลกระทบก็มีแต่ชาวบ้านไม่พูด" เขาเอนหลังพิงเปล สองตาจดจ้องไปข้างหน้า สรุปว่าหลังจากได้ข้อมูลเพียงด้านเดียวกลับมา ชาวบ้านตลิ่งชันเห็นว่าโครงการนี้ดี น่าจะมีการสนับสนุนให้สร้าง ทำให้สุไลมานเกิดความท้อใจ แต่บังเอิญว่ามีพี่น้องบ้านในไร่ แถวโคกสัก ปากบาง ช่วยกันกระตุ้นขึ้นมา ผนวกกับแรงบีบจากผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ในฝ่ายสนับสนุนโครงการทำให้เขามีกำลังใจฮึดสู้ต่อไป ชาวบ้านหาว่าพูดโกหกผลกระทบเป็นผลสืบเนื่องมาจากการรับรู้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว ประกอบกับสภาพที่เขาเห็นที่ระยอง ทำให้สุไลมานเกิดความกลัวและกังวลใจ ชาวบ้านในพื้นที่ไม่รับฟังข้อมูลที่เขามีอยู่ ตัวเขาเองก็ถูกบีบในเรื่องงาน "ทำงานไม่ได้ เพราะว่าคนตลิ่งชันมองว่าผมพูดโกหก หาว่าผมโกหกว่าจะเกิดผลกระทบ เลยถูกผู้ใหญ่สั่งว่าอย่ามาพูดโกหก พ่อแม่ก็บอกว่าให้เลิกเสีย แต่ผมมาคิดกับตัวเอง ก็เห็นว่ามันเกิดผลกระทบจริงๆ" เขาพูดเสียงสั่นเครือ "คืนนั้นนึกอยู่ในใจ นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว คิดหาทางว่าทำอย่างไรให้คนอื่นได้รู้ผลกระทบจริงๆ" หลังจากนั้นเขาจึงหาทางพาชาวบ้านไปดูงานที่ระยอง เพื่อจะได้เห็นผลกระทบจริงๆ ขณะเดียวกัน ก็เกิดความคิดว่าน่าจะจัดเวทีทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อให้มีช่องทางในการเอาข้อมูลมาพูดคุยกันในช่วงนั้นเขาเดินเรื่องขออนุญาตจัดเวที ซึ่งในตอนแรกผู้ใหญ่บ้านก็ไม่ว่าอะไร แต่พอมีเวทีเข้าจริงๆผู้ใหญ่บ้านกลับมาต่อว่าทำไมเขาจึงไม่บอกกล่าวกันก่อน "ผมเชิญทั้งปตท. สภาพัฒน์ กนอ.(การนิคมอุตสาหกรรม) รวมทั้งพี่น้องที่ระยองที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ มาร่วมเวที เพื่อจะได้เห็นข้อมูลที่รอบด้าน ในช่วงนั้นปตท.เองก็มีการประชาสัมพันธ์หนัก แจกยา แจกของสารพัดแจก พี่น้องเริ่มหมดแรงกันทั้งหมู่บ้าน แล้วก็เริ่มมีความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ จึงคิดจัดเวทีมาให้คนได้รับรู้" แต่ปรากฏว่า ในช่วงก่อนที่จะจัดเวทีนี้เอง สุไลมานถูกกดดันมากที่สุด กล่าวคือจะให้ออกจากการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เขาถูกบีบว่าให้หยุดเคลื่อนไหวได้ไหม ซึ่งเขาพยายามอธิบายว่าต่อไปโครงการจะเกิดผลกระทบกับพี่น้อง จะให้เขาหยุดได้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการจัดเวทีสุไลมานได้โต้เถียงกับผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บอกว่าไม่นึกว่าเขาจะจัดเวทีใหญ่ขนาดนี้ หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็เรียกไปปรามยังอำเภอ ที่นั้นมีทั้งกำนันตำบลตลิ่งชัน นายอำเภอ และผู้ใหญ่บ้านอีก 2 คน "ถามว่าทำไมมึงต้องเอาคนนอกมาพูดด้วย ทำไมไม่ให้คนในหมู่บ้านพูด...หยุดการทำได้ไหม ระวังคนจะทะเลาะกัน ผมก็อธิบายกับทุกคนว่า คนบ้านเราเขาไม่รู้ คนที่มีผลกระทบแล้วผมเชิญมาให้ความรู้ ผมจัดเวทีแบบนี้ ถามว่าในระบบประชาธิปไตยนี้ผิดด้วยหรือ ผมไม่ได้เชียร์ว่าปตท.ดีหรือไม่ดี ผมเพียงแต่ให้ข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย ให้พี่น้องตัดสินใจเอง เขาถามว่าถ้าพรุ่งนี้เกิดเรื่องจะทำอย่างไร บีบผม ผมว่าจะเกิดเรื่องได้ยังไง แกว่าถ้าเกิดเรื่องจะทำอย่างไร มิหนำซ้ำในช่วงเช้ามีการข่มขู่จากผู้สนับสนุน โดยมีอบต.จากสะกอมในตอนนั้นขู่ว่า เดี๋ยวได้เจอะกัน" "มึงจัด เจอกันแน่" "เจอะก็เจอะ" เขาว่า สุไลมาน แก้ปัญหาด้วยการให้พรรคพวก 20 กว่าคนมาช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเรื่อง จนกระทั่งตอนเที่ยงผ่านไป สุไลมานได้ให้โต๊ะอิหม่ามประกาศว่าถ้าอยากรู้ข้อมูลเรื่องท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ให้ตามไปที่โรงเรียน เขาก็ประกาศให้ ผลปรากฏว่ามีคนไปร่วมเยอะมากเป็นพันคน "ในเวทีให้ปตท.พูดก่อน เขาก็ชูป้ายสนับสนุน แต่พอพี่น้องเราพูด พวกนั้นจะโห่แล้วชูป้ายด่า เวทีผ่านไปเห็นได้ชัดว่าพี่น้องตัดสินใจได้แล้ว" หลังจากนั้นก็มีการข่มขู่ โดยคนของปตท.ในพื้นที่ พาพี่ชายที่เป็นกำนันมาดูตัวสุไลมานผู้ใหญ่บ้านคนนั้นโกรธสุไลมานมาก ในที่สุด สุไลมานถูกกดดันจนจำเป็นต้องลาออก ถูกขู่ฆ่าหลังจากสุไลมานลาออกจากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ยังเกิดผลกระทบตามซ้ำมาอีกก็คือ มีผู้หลักผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมาตำหนิว่าคัดค้านโครงการ เป็นพวกขัดขวางความเจริญ เป็นภาวะบีบคั้นที่เกิดขึ้นกับจิตใจ "มีการขึ้นบัญชีดำผมในหนังสือพิมพ์โฟกัสภาคใต้ มีชื่อแกนนำหลายคน พยายามขู่ว่าจะอุ้ม ตอนนั้นก็กลัว เวลามีเวทีในหมู่บ้านก็เอาคนไปเยอะๆ เพราะกลัวว่าจะมีการอุ้มกัน" หลังจากนั้นโครงการฯนี้ก็มีความคืบหน้าได้มีการเซ็นสัญญา โดยนายกฯชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นไปเซ็นสัญญากันที่มาเลเซีย เมื่อรู้ข่าว สุไลมานกับชาวบ้านได้ไปชุมนุมประท้วงการเซ็นสัญญาครั้งนี้กันเป็นจำนวนมาก สัญญาโครงการส่งผลหลังจากนั้นเมื่อมีการประชาพิจารณ์ ในช่วงประชาพิจารณ์ครั้งแรกนี้สุไลมานถูกผู้ไม่หวังดีข่มขู่อีก "ขู่ว่าจะยิง ถ้าไม่หยุด การข่มขู่มาหลายรูปแบบ ทั้งส่งหนังสือด่า เป็นจดหมายมา ว่าเป็นพวกอุบาทว์ พวกขัดขวางความเจริญ ไปตายเสีย ถ้ามึงขืนทำอีก ภายใน 7 วันกูจะตามเก็บมึง ผมเก็บจดหมายไว้ไม่ให้พ่อแม่รู้ ไปไหนไม่ได้ ได้แต่พยายามทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ตอนนั้นก็ไม่สบายใจนึกอยู่ว่ากลับจากปอเนาะ น่าจะทำงานช่วยพ่อแม่ให้สมกับที่แกส่งเสียให้เรียน แต่นี่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ต้องมาสู้กับโครงการ" สุไลมานพูดเสียงแข็งกร้าว หลังจากประชาพิจารณ์ มีการประท้วงเรื่องการเลือกตั้ง สุไลมาน ได้มีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกครั้ง ในครั้งนี้เขาสมัครเป็นอบต.ด้วยแต่ไม่ได้ ผลการเลือกตั้งเขาแพ้อีกฝ่ายไปเพียง 3 คะแนน ถูกด่าสาระพัดในช่วงปี 2542 มีการเลือกตั้งสส. สุไลมาน ในฐานะผู้ช่วยฯต้องไปดูแลลูกน้องที่มีการประท้วงให้หยุดการนับคะแนนเพราะว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส โดยมีข่าวลือว่ามีการกาเครื่องหมายก่อนล่วงหน้า บางคนบอกว่าตอนกลางคืนมีไฟดับแล้วเอาหีบออก และในวันที่สองมีการขว้างปากัน "ผมไปบอกนักข่าวว่า นี่ไม่ใช่การประท้วงโครงการท่อก๊าซนะ เพราะไม่มีมติแบบนั้น หลังจากนั้นมีการประท้วง มีการขว้างปา มีการจับกุม มีคนมาบอกผมว่ามีคนเจ็บอยู่ด้านใน ผมพยายามไปบอกตำรวจว่าให้นำคนเจ็บไปรักษาก่อน กลัวที่จะมีม็อบใหญ่ขึ้นมา จากตรงนี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ปตท.มาดูวิดีโอ. เห็นว่ามีผมอยู่ด้วย จึงบอกให้ตำรวจออกหมายจับผมหาว่าอยู่เบื้องหลัง ผมก็หนีซุกซุน พ่อแม่ก็ร้องไห้ ผมหนีอยู่นาน เป็นเดือน" สุไลมาน หนีหัวซุกหัวซุน เป็นผลมาจากการที่มีคนมาบอกว่าฝ่ายปตท.ชี้ให้ออกหมายจับ ไปไหนไม่ได้ กลัวเขาจะจับทั้งที่ตัวเองไม่ผิด หลังจากนั้นก็มีการข่มขู่เข้ามาอีก "น้องสาวซื้อโทรศัพท์มาให้เครื่องหนึ่ง ก็มีการข่มขู่ทางโทรศัพท์ ด่าสารพัดด่า จะฆ่าพ่อแม่ผมบ้าง แต่ผมไม่บอกให้พ่อแม่ผมรู้"สุไลมานพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "แต่ก็มีคนตามไปด่าพ่อแม่ผมที่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ก็ไปด่า ตอนนั้นผมไม่อยู่ แม่เจ็บปวดมาก คนที่ได้ยินมาบอกผม สักพักหนึ่งก็จบไป ต่อจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เตะถีบเด็กป่าห้าม ซึ่งเป็นเด็กในกลุ่มคัดค้าน ผมไปพูดว่าให้ดำเนินคดีตำรวจที่ทำร้ายร่างกายเด็ก ให้ย้ายออกไปภายใน 24 ชั่วโมง มีคนไปบอกว่าผมไปด่าผู้ใหญ่ในตลิ่งชัน หาว่าผมไปพูดต่อว่าสส.สอบตก ทั้งที่ผมไม่ได้พูด" น้ำเสียงเขาแฝงความเหนื่อยหน่าย "ญาติๆของคนเหล่านี้ไปด่าผมที่บ้าน พ่อแม่ทนไม่ไหว โทรให้ผมกลับ ผมก็ว่าให้ไปดูหลักฐาน มาด่าผมนี่ไม่ถูก รุ่งเช้ามีการแจ้งความกัน หาว่าผมไปหมิ่นประมาท นี่คือสิ่งที่มาจากโครงการท่อก๊าซทั้งนั้น" หลังจากวันนั้นสุไลมานก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย กลัวตกนรกเมื่อถามสิ่งที่กังวลที่สุด สุไลมานตอบได้ทันทีว่า คือเรื่องไม่อยากให้พ่อแม่ไม่สบายใจ นี่คือความกังวลที่ซ่อนลึกที่สุดในใจที่ลูกคนหนึ่งพึงมีต่อบุพการี ผนวกกับอีกเรื่องที่เขาเองก็รู้สึกผิดอยู่ในใจเพราะนับแต่ทำงานแล้วมาคัดค้านโครงการเขาไม่ได้ดูแลพ่อแม่เลย มิหนำซ้ำผ่านวันที่ 20 ธันวาคม สุไลมานก็เป็นอีกคนที่ถูกตำรวจออกหมายจับ "พ่อแม่ได้ข่าวว่าคนอื่นไม่เท่าไร แต่ตัวผมเขาต้องการจะเอามากที่สุด เอาไปแล้วไม่รู้ว่าจะได้ประกันตัวหรือเปล่า หรือถูกอุ้มหายไปหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่พ่อแม่กลัวที่สุด ส่วนผมไม่เป็นห่วงเรื่องถูกจับ แต่เป็นห่วงเรื่องพ่อแม่มากกว่า กลัวจะเสียใจ หรือช็อคไป เพราะว่าแกเป็นโรคชักอยู่ หากผมถูกจับแล้วแกเกิดชักตายขึ้นมา ถามว่าบาปจะตกอยู่กับใคร ตกอยู่กับผมคนเดียว" "จนบัดนี้ผมไม่ได้หากินอะไรให้พ่อแม่เลย ผมคิดหนัก ผมอยู่จนบัดนี้ น่าจะทำมาหากิน แกอายุเจ็ดสิบ-แปดสิบแล้ว ไม่สามารถไปขอเงิน "ซากัต" 1 จากใครได้อีก ตามหลักศาสนาผมที่เป็นลูกต้องมีหน้าที่ส่งเสียดูแลหาเลี้ยงพ่อแม่ ตอนนี้ให้น้องสาวทำหน้าที่แทน ตัวผมไม่ได้ทำตรงนี้ นี่คือสิ่งที่ผมไม่สบายใจมากที่สุด พูดก็พูดเถอะ หมายจับผมไม่กลัว แต่ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงผมมากกว่า" ทุกอย่างกระทบกันเป็นลูกโซ่ เป็นความทุกข์ที่สั่งสมอยู่ภายใน "คนที่ทำให้พ่อแม่ตาย ถามว่าจะได้รับวันข้างหน้า...จะลงนรกหรือเปล่า ตรงนี้ไม่ว่าศาสนาใดก็ต้องเคารพ ถ้าพ่อแม่มีความเสียใจถามว่าเป็นบาปไหม บาปหมายถึงว่าคนที่มีบาปกรรมสวรรค์จะไม่ได้ไป มีทางเดียวคือลงนรก เราอยู่บนโลกนี้เราลำบากอยู่แล้ว เราคิดว่าโลกหน้าจะไปสรวงสวรรค์เพื่อจะได้สบาย แต่ทุกคนชอบไหมที่จะลงนรก" สำหรับสถานภาพของสุไลมานในวันนี้ ความที่สุไลมานไม่ได้เขียนใบลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เขาเลยไม่ทราบว่าสภาพ ณ ปัจจุบันตนเป็นอย่างไร มาถึงตรงนี้ สุไลมานสรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่ๆแล้วก็คือ หนึ่ง - เขาไม่ได้สอนเด็กให้ได้รู้เรื่องศาสนา สอง - เรื่องเงินที่จะใช้จ่ายไม่รู้ว่าเอามาจากไหน ต้องเป็นหนี้สินหยิบยืมจากคนอื่น ออมทรัพย์ที่เป็นสมาชิกอยู่ก็ขาดส่งหลายเดือนแล้ว สาม - เรื่องพ่อแม่ ที่ไม่ได้ดูแล น้องสาวที่เคยไปรับส่งดูแลไปทำงานโรงงานในยามค่ำคืนตอนนี้ก็ตัดไป สี่ - วิชาที่เรียนมาทางศาสนาไม่ได้สอนใคร "ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าพระเจ้าจะสอบสวนผมอย่างไร ได้ความรู้มาแต่ไม่ได้ใช้ความรู้นั้นเลยถ้าเราไม่ได้สอนเพื่อน ส่วนหนึ่งเราจะลืมไป อีกอย่างเราไม่ได้เพิ่มศักยภาพให้กับเด็ก ถ้าเขาได้เรียนอย่างน้อยเรื่องยาเสพติดเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะผมเน้นชัดเจน เรื่องเกเร เขาไม่มีแน่ แต่เรื่องนี้ก็หายไป จากที่ไม่ได้สอนเด็ก" เรื่องพ่อแม่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนสุไลมานพอจะกลับบ้านได้บ้าง แต่เมื่อมีตำรวจลงมาคุมเชิงอยู่ในพื้นที่ จะกลับบ้านก็ไม่ได้ เพราะว่าถ้ากลับไปจะมีฝ่ายสนับสนุนส่งข่าวไปให้ตำรวจ "การมาเฝ้าโครงการผมไม่ว่า แต่คุณถือปืนมา จะมารบกับใคร ตรงนี้เป็นการกดดันชาวบ้านชัดเจน ชาวบ้านไม่ใช่โจร เขาปกป้องทรัพยากร แต่ทำไมต้องขู่ เอาตำรวจลงมา คือเห็นได้ชัดว่าชาวบ้านทั้งหมดอัดอั้นตันใจ การทำแบบนี้ผมคิดว่ากดชาวบ้านให้ถือรัฐธรรมนูญ แต่ทำไมราชการจึงไม่ถือรัฐธรรมนูญ โครงการนี้เป็นของเอกชน ทำไมต้องเอาตำรวจมา ตำรวจกินภาษีของใคร...ของประชาชน แล้วทำไมต้องมากดดันชาวบ้าน ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากชาวบ้านแต่เกิดจากแรงบีบของหน่วยงานของรัฐ ชาวบ้านหลังพิงฝาแล้วไปไหนไม่ได้" สังคมมุสลิมมาดแม้นว่าโครงการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นก่อสร้าง ทว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สังคมมุสลิมเป็นสังคมละเอียดลออ โดยเฉพาะเรื่องกินเหล้าเมายา ศาสนาอิสลามห้ามเด็ดขาด ถ้ามีคนมาอยู่เยอะๆ ถามว่าสังคมนี้จะเกิดอะไรขึ้น "จะมีการเปลี่ยนแปลง นี่ขนาดว่าโครงการไม่เกิด ตลิ่งชันขายเหล้าเมายาตีกันวุ่นวาย เมื่อก่อนเคยหยิบยืมเงินทองกันได้ แต่ตอนนี้ไปยืมกันไม่ได้ เพราะมีความแตกแยก" ผลกระทบอีกอย่างที่สุไลมานมองเห็นแล้วในวันนี้ก็คือ ครอบครัวมีการแตกแยกกันอย่างชัดเจน พ่อกับลูกทะเลาะกัน พ่อสนับสนุนแต่ลูกค้าน เขาบอกว่าที่ตลิ่งชันนี่เห็นได้ชัดว่าพอลูกออกมาคัดค้าน พ่อแม่ขอเงินกลับจากลูก ทั้งที่แต่ก่อนให้ไปใช้จ่ายตามปกติ มิหนำซ้ำไม่ให้เอาเรือมาตามกัน ความเห็นของสุไลมานก็คือโครงการทุกโครงการควรให้พี่น้องอยู่กันได้ นี่ขนาดยังไม่เกิดโครงการ สังคมเกิดการทะเลาะวิวาทกัน คนหนึ่งเห็นว่าดี อีกคนเห็นว่าไม่ดี ในขณะที่เชิงนโยบายรัฐบาลบอกว่าชุมชนมีสิทธิในการปกป้องทรัพยากรและสิทธิชุมชน แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ถูกบีบมาตั้งแต่อำนาจรัฐ "สังคมในประเทศไทยบอกว่าให้ทำตามรัฐธรรมนูญ ถ้าอันไหนไม่ถูกใจก็ไม่เอา ตรงไหนถูกใจก็เอา ชาวบ้านไม่ได้ทำอะไร รัฐโยนมาให้เลย ทั้งที่บอกว่าชาวบ้านต้องการอะไรให้บอกมา แต่นี่มีทั้งสภาพัฒน์ กนอ. ปตท.วางแผนเลยว่าจะนะต้องเป็นแบบนี้นะ โดยไม่เคยถามชาวบ้านเลยว่าต้องการอะไร" สำหรับสุไลมาน ระบบในสังคม สร้างกระบวนการให้ชาวบ้านเกิดความแตกแยก อนาคตข้างหน้าต้องแก้จากหัวจักร "ถ้าเครื่องดีเซลไม่ดีจะแก้อย่างไร ถ้าจะแก้ปัญหา ต้องแก้จากรากหญ้า ถามว่าชาวบ้านต้องการอะไร เหมือนกับที่ตลิ่งชันนี่เขาต้องการรักษาทะเล จะฟื้นฟูทะเลอย่างไร ไม่ใช่ข้างหน้าคุณบีบเขา ว่าเรือประมงขนาดเล็กคุณออกได้แค่นี้นะ ออกได้ 3,000 เมตร นะ มากไปกว่านี้ออกไม่ได้ น่าจะมาแก้ปัญหาว่าทำอย่างไรให้ปลามี ให้ชาวบ้านเข้มแข็ง แต่ปัจจุบันนโยบายของภาครัฐทำให้สังคมอ่อนแอ ชาวบ้านทะเลาะกัน สังคมจะมั่นคงได้อย่างไร" "ถ้าอยากให้ชาวบ้านมีความมั่นคง คุณมองดูว่าอะไรบ้างที่ฟื้นฟูทะเล ปะการังเทียม ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างๆ เพื่อให้วิถีชีวิตเขายืนอยู่ได้ แต่ไม่ใช่ไปบอกว่าคุณต้องเอาโรงงานนะ คุณต้องเข้าโรงงานนะ" หลังจากสมัยชาติชายมีการกว้านซื้อที่ดิน สุไลมานบอกว่าผลพวงจากการขายที่ดินอย่างเห็นแก่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือพี่น้องต้องซื้อข้าวสาร เพราะว่าขายที่ไป การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกิดขึ้นมาก ขายที่แล้วก็ปลูกบ้านสวยๆ ซื้อรถยนต์ให้ลูก สุดท้ายก็เป็นหนี้เป็นสินกันเยอะ "คนในตลิ่งชันผมมองว่าเป็นหนี้เป็นสินกันเกือบ 60 % เมื่อไม่มีที่ดินอนาคตลูกหลานจะทำอย่างไร ทะเลเมื่อไม่ฟื้นฟูลูกหลานต่อไปจะทำอะไร" สุไลมานผ่านน้ำเสียงที่แสดงออกเป็นเสียงแห่งความห่วงใยไปยังอนาคตของผืนแผ่นดิน บ้านเกิด ที่วันนี้ไม่รู้ว่าจะมรสุมที่โหมกระหน่ำเข้ามาจะพัดพาทุกอย่างในบ้านเกิดบันดาลให้พังพินาศลงอย่างไร. |