รอเฝด หัดยูงสา
"ถ้าโครงการเกิด เราจะต้องเปลี่ยนอาชีพ"

รอเฝด หัดยูงสา ไม่คิดว่าวันหนึ่งชีวิตตนเองจะลงเอยในสภาพเช่นนี้ ที่ข้อนิ้วหัก อยู่ในสภาพพิการใช้งานไม่ได้ อันเป็นผลมาจากการเดินเท้าเข้ายื่นหนังสือให้กับนายกรัฐมนตรี

รอเฝดอยู่บ้านเลขที่ 54/1 ม. 3 ตำบลตลิ่งชัน อ.จะนะ จ.สงขลา ปัจจุบันอายุ 42 ปี จบการศึกษาชั้น ป.4 มีอาชีพเกษตรกร

ชีวิตในวัยเด็กของรอเฝดก็เหมือนเด็กชนบททั่วไปคือมีความเป็นอยู่เรียบง่าย สบายๆ เนื่องจากเดินทางไปไหนไม่ง่าย อยู่รวมเป็นกลุ่มวิ่งเล่นสนุกสนานจนถึงค่ำ กิจวัตรประจำวันคือเลี้ยงวัว ไปโรงเรียน วิ่งเล่น ไม่เหมือนเด็กๆในสมัยนี้ที่ต่างคนต่างอยู่

ในขณะที่สภาพพื้นที่ของบ้านป่างามสมัยก่อนนั้นเป็นป่าสลับกับทุ่งนา ไม่ต่างไปจากปัจจุบันนัก เพียงแต่ปัจจุบันพื้นที่ป่าเปลี่ยนสภาพกลายเป็นป่ายางไปหมดแล้ว ในความเห็นของรอเฝดชุมชนป่างามที่อยู่สมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้มาก

"จะไปไหนมาไหนทักทายกันตลอด เรื่องคิดร้ายต่อกันไม่มี สมัยนี้อยู่กันแบบเหมือนริษยากัน ใครดีกว่าไม่ได้"

รอเฝด รื้อฟื้นความหลัง

รอเฝดเกิดในครอบครัวเกษตรกร ฐานะไม่ร่ำรวยนัก เขาคิดจะเรียนหนังสือก็ได้ แต่ทำไมไม่คิดก็ไม่รู้เหมือนกัน

"อาจเป็นเพราะเพื่อนบ้านไม่มีใครนำให้เห็น" เขาพูดยิ้มๆ

ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนย่างเข้าวัยหนุ่มผูกพันอยู่กับชีวิตเกษตรมาโดยตลอด อายุ 18 ปี เรียนศาสนาอยู่ 3 ปีที่ปอเนาะควนมีด ย่างเข้าวัยรุ่นออกไปหาประสบการณ์ ออกทะเลอีกปีกว่าๆ อยู่ไม่ได้เพราะเพื่อนดื่มเหล้าแต่ตนเองไม่ดื่ม จึงปลีกตัวออกมา หลังจากนั้นก็กลับบ้านมาเกณฑ์ทหาร ไปอยู่ที่ซาอุดิอาระเบียอีก 10 กว่าปี

"ทีแรกตั้งใจจะไปเรียน แต่ก็ไม่ได้เรียน ไปทำหมวกประดิษฐ์หมวก หมวกขาวนี่แหละ คนซาอุชอบ"

รอเฝดได้ภรรยาที่นี่ "ผมอยู่ที่ซาอุ 11 ปี มีลูก พอดีเด็กเข้าเกณฑ์ไปโรงเรียน เราไม่มีบัตรต่างด้าว ไปอยู่แบบคนเถื่อน พอเด็กอายุเข้าเกณฑ์ศึกษา ก็อยู่ไม่ได้ อนาคตของเด็กอยู่เหนือกว่าอนาคตของเราแล้ว เลยกลับบ้านมาทำการเกษตรต่อ"

เริ่มรับรู้เรื่องท่อก๊าซ

ช่วงปี 2541 น้องๆขององค์กรพัฒนาเอกชนเริ่มเข้ามาในป่างาม มาให้ข้อมูลว่าที่นี่ต่อไปจะมีการสร้างโรงงาน ชาวบ้านคิดอย่างไร ถ้าต้องการข้อมูลอะไรให้ปรึกษาได้ หรือจะไปหานักวิชาการที่มอ.ก็ได้

"ก็ศึกษากันไป แต่ศึกษาเผินๆก็ไม่ได้อะไร ศึกษาแล้วต้องวิเคราะห์ข้อมูลด้วย สำหรับคนจบแค่ ป.4 ก็หนักอยู่เหมือนกัน"

การรับรู้เรื่องท่อก๊าซของคนในพื้นที่ รอเฝดบอกว่าในเวลานั้นมีความตื่นตัวมีอะไรก็ต้องการรู้ทั้งหมด ปตท.เองก็ลงพื้นที่ รอเฝดเองได้ศึกษากับทางปตท. 3 ครั้ง โดยที่ครั้งแรกลงมาในพื้นที่ ม.2 ตลิ่งชัน รอเฝดไปเข้าฟัง เมื่อชั่งข้อมูลทั้งหมดรู้ว่ามีผลกระทบจึงกลับไปคิด จนกระทั่งประเมินออกแล้วว่าโครงการมาเอาพื้นที่ในบ้านป่างาม

"ปตท.บอกว่าจะมาสร้างโรงแยกก๊าซที่นี่ พี่น้องจะได้มีงานทำ เรามาคิดว่าโรงแยกก๊าซไม่ใช่ระดับกระจอกๆที่จะไปทำ เป็นเครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูง เราแค่นักเรียนชั้น ป.4 จะไปทำอะไรกับเขาได้"

รอเฝดได้แต่นิ่งฟังข้อมูลจากปตท. ความที่ยังใหม่ไม่คุ้นกับการแสดงออกในเวที จึงได้แต่เก็บกลั้นความรู้สึกไม่สบายใจเอาไว้

"ฟังเขาพูดนี่เราเสียเปรียบเขาตลอด คนที่พูดชื่อสุพล ทับทิมจรูญ พอเวทีที่ 2 คราวนี้สุพลไม่มา เวทีมาจัดที่ป่าห้าม(ป่างาม) บอกว่าก๊าซไม่มีพิษมีภัย แต่เราได้ข่าวอย่างที่รัสเซีย ที่อเมริกา มันระเบิดเห็นๆกันอยู่ ปตท.กลับบอกว่าไม่มีอันตราย จะรับประกันได้หรือ ขนาดอเมริกาเอาของดีๆมาทำยังระเบิด แล้วเมืองไทยล่ะ เอาของอะไรมา"

ในช่วงเวลานั้นชาวบ้านในพื้นที่มีการพูดคุย วิเคราะห์เรื่องนี้กันมาก เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร จนกระทั่งมีเวทีที่ 3 ที่บ้านหวัน(บ้านสวรรค์) เทพา รอเฝดบอกว่าการจัดเวทีแต่ละครั้ง ข้อมูลที่ปตท.บอกจะไม่เหมือนกัน

"อย่างไปบอกที่เทพา เขารู้ว่าที่นี่ไม่มีใครมาคัดค้าน เขาก็บอกไปในแนวไม่มีผลกระทบ จะไม่มีโรงงาน แค่สร้างโรงแยกก๊าซ บอกเรื่องไม่มีผลกระทบทั้งสิ้น"

หลังจากนั้นรอเฝดก็มีโอกาสได้ไปดูงานที่มาบตาพุด

ความกลัวในใจของรอเฝด

สิ่งที่รอเฝดกังวลที่สุดสำหรับโครงการนี้ก็คือ กลัวความไม่จริงใจและจริงจังของรัฐบาลผ่านการดำเนินงานโครงการ

"กลไกของรัฐที่มาดูแลตรงนี้ ไม่ใช่ไม่มั่นใจ แต่ใช้ไม่ได้" รอเฝดพูดด้วยความไม่สบายใจ"เละมาตั้งแต่ข้าราชการที่ทำงานมา จะให้ประชาชนเชื่อนี่ใช้ไม่ได้แล้ว อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ คนที่มีเงินไปกับคนไม่มีเงินไป ก็ได้รับการปฏิบัติแตกต่างกัน ข้าราชการที่นั่งโต๊ะอยู่นี้ เราเป็นมุสลิมครอบหมวกไปแบบนี้ เขาดูถูกเอาเสียด้วยซ้ำ เขาอาจทำงานซ้ำซาก เบื่อหน้าคนเราก็เข้าใจอยู่ แต่การทำงานแบบนี้ใช้ไม่ได้ มันมีเงินใต้โต๊ะมาก"

สำหรับรอเฝดแล้วคนในเครื่องแบบข้าราชการรอเฝดไม่เชื่อ แต่ถ้าเป็นครู ยังพอเชื่อมั่นได้อยู่บ้าง

"ครูนี่ 50: 50 แต่ข้าราชการอื่นใช้ไม่ได้เลย ที่แล้วมา ข้าราชการอื่นเขาบังคับเรามาหรอกเราจึงไป ถ้าไม่บังคับเรามาเราก็ไม่ไป"

รอเฝดสะท้อนความรู้สึกชาวบ้านถึงข้าราชการบางคน

มีโครงการไก่ก็เลี้ยงไม่ได้

ผลกระทบจากโครงการฯ นี้ เกี่ยวเนื่องกับชีวิตการทำเกษตร ทำให้รอเฝดเกิดความกังวล ถ้าหากว่าแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไปอนาคตจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรแน่นอน ดังนั้นเมื่อมีโครงการสร้างโรงแยกก๊าซเข้ามาในพื้นที่จึงเป็นเรื่องที่รอเฝดไม่สบายใจนัก

"ถ้าโครงการเกิด เราจะต้องเปลี่ยนอาชีพแน่ ในพื้นที่ ม.3 เป็นที่ราบลุ่ม ถ้าหากมีโครงการสร้างโรงแยกก๊าซขึ้นมา จะต้องมีการถมพื้นที่ให้สูงขึ้นอย่างน้อยก็ร่วม 2 เมตร หรือ 2 เมตรครึ่งเพื่อหนีน้ำ เท่ากับว่าม.3 เราอยู่ที่ต่ำ แต่ละปีน้ำก็ท่วมมากอยู่แล้ว โรงแยกก๊าซที่สร้างจะปิดทางไหลของน้ำ ขณะนี้ก็เห็นชัดๆอยู่แล้ว ตอนที่เขาทำถนนให้รถวิ่งไปส่งดินนี่ ม.3 ของเราก็เริ่มจมน้ำแล้วเพราะถนนไปปิดทางน้ำ ไม่ให้ไหลลงพรุหรือลงทะเล นี่คือสิ่งที่เราไม่สบายใจ"

ทุกวันนี้รอเฝดนอกจากทำนาแล้วยังรับจ้างเลี้ยงไก่ให้กับบริษัทของซีพี.(เครือเจริญโภคภัณฑ์)

"ซีพี.พูดชัดแล้ว ว่าถ้าโครงการนี้เกิดก็จะย้ายไปที่อื่น ซีพี.ให้ลูกน้องมาส่งข่าวแล้ว เพราะไก่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ อากาศดี เขาอาจย้ายไปที่เทพา ถ้าไปทำที่โน่น งานเราก็ยกเลิก นี่คือผลกระทบที่จะเกิดกับเรา"

อาชีพทำนาก็เช่นกัน ป่าห้ามทำนาปี ไม่ได้ทำนาปีละ 2 ครั้งเหมือนที่อื่น หากมีการถมที่สูง นาซึ่งอยู่ในที่ลุ่มอยู่แล้ว เมื่อมีการสร้างโรงแยกก๊าซขวางทางน้ำ ข้าวในนาจะได้รับความเสียหายเป็นแน่

สวนมะพร้าว อาจจะมีผลกระทบอยู่บ้างแต่คงไม่มาก ส่วนสวนยางถ้าหากอยู่ใกล้เกินไปก็อาจจะมีปัญหา รอเฝดดูตัวอย่างจากมาบตาพุด

"ปกตินี่วัวเหยียบน้ำยางก็ออกแล้ว แต่นี่เราไปเคาะดูมันออกแค่น้ำใส" รอเฝดรู้สึกแปลกใจ

ขณะเดียวกัน รอเฝดมองว่าเด็กๆในหมู่บ้านเองก็ยังไม่เท่าทันสังคมใหม่ ที่จะถูกยัดเยียดมาให้ ต้องใช้เวลาในการปรับตัวมาก และจะทำให้อยู่ไม่ได้

ประชาพิจารณ์

ในช่วงที่มีการประชาพิจารณ์ที่ผ่านมาทั้ง 2 ครั้ง รอเฝดเข้าร่วมก็จริง แต่ไม่ได้มีบทบาทหรือได้รับรู้ความเป็นไปมากนัก เขามีแต่คำถามเก็บไว้ในใจ รอเฝดมองว่าที่ผ่านมา รัฐบาลปิดบังข้อมูลไม่ออกมาชี้แจงความจริงในรับรู้ การทำประชาพิจารณ์ของปตท.ก็ทำเพียงโรงแยกก๊าซ ในขณะที่สภาพัฒน์ออกแบบการพัฒนาเอาไว้เต็มรูปแบบ

"ทำไมรัฐบาลจึงปกปิด พวกเราจึงไม่เชื่อ แทนที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชี้แจงกลับให้ปตท.ชี้แจง ขณะที่คนวางแผนคือสภาพัฒน์ ตรงนี้แหละมันขัดกันไปหมด"

รอเฝดส่ายหน้าไม่เข้าใจ

คืนวันที่ 20 ธันวาคม

จนกระทั่งวันที่มหาเธร์ มูฮัมหมัด และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 2 ประเทศเดินทางมาประชุมที่โรงแรมเจบี.หาดใหญ่ รอเฝดเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นครั้งที่ตัวเขาได้รับผลกระทบอันเกี่ยวเนื่องจากโครงการฯอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต

"เราเดินทางไปยื่นหนังสือให้นายกฯ มาถึงนาหม่อมก็ถูกตำรวจขวาง ทีมเจรจาก็ไปทำความเข้าใจ เราแค่ร่วมขบวน เราได้สาระหวันนะบีคือสรรเสริญพระศาสดา แล้วก็เดินไปเรื่อยๆ เดินไปประมาณกิโล เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ขวางก็ขึ้นรถ เราอยู่คันสุดท้าย พอขึ้นนั่งในรถ ทางหน้าก็ขวางทางอีก เอารถสิบล้อไปขวาง ถ่วงเวลาให้เราไปถึงหัวค่ำ"

รอเฝดเล่าว่าขบวนชาวบ้านต้องการไปถึงจุดที่นัดเจรจากันไว้

"เราไม่อยากไปถึงหัวค่ำ ไม่อยากเกิดเรื่องเพราะเราตั้งใจจะไปยื่นหนังสือ"

หนที่สองที่ถูกตำรวจขวาง ขณะเดียวกันได้เวลาละหมาดมัฆลิบ 18 ชาวบ้านก็ละหมาดที่นั่น แต่ประสบปัญหาว่าชาวบ้านที่จะไปหาน้ำมาละหมาดก็หาไม่ได้ หาซื้อก็ไม่ได้ คนที่ไม่มีน้ำไปจากที่บ้านก็ละหมาดกันไปแบบไม่น้ำชำระ รักษาหวักตู 19 ไว้

"พอเราละหมาดกันเสร็จ เราก็เคลื่อนรถออก มีฉลามบกวิ่งนำหน้า เราอยู่หลังสุดนี่มองเห็นไฟรถตำรวจตอนรถวิ่งขึ้นสะพานชัดเจนเลยก็นึกแปลกใจ นำทางไปก็แปลกใจอีกว่าทำไมผิดทาง มีการตกลงกันไว้ว่าจะไปด้านหลังโรงแรม ไปตั้งขบวนที่สนามหญ้า แต่กลับไปทางด้านถนนใหญ่ เข้าทางด้านหน้า"

อย่างไรก็ตาม พอถึงหน้าโรงแรมเจบี. ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันไปหาน้ำมาชำระล้างร่างกาย เตรียมตัวละหมาดที่สอง คือละหมาดอิฉา 20 ขณะนั้นเวลาราวๆ 2 ทุ่ม

"ปกติเลยกำหนดเวลาละหมาดอิฉาไปแล้ว แต่ในเวลาละหมาดอิชามันยาว จากหัวค่ำ ไปถึงตี 4 หัวรุ่ง ละหมาดได้ตลอด ใครมีธุระติดขัดก็ยืดออกไปได้ ไม่เหมือนที่วันนอร์พูด วันนอร์พูดผิด"

รอเฝดหมายถึงคำพูดให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เขาเล่าต่อว่าเมื่อละหมาดแล้วเสร็จก็ถือข้าวห่อเดินไปหาภรรยา หลังเอาข้าวห่อมาแล้วเวียนหาที่ว่างนั่งกิน โดยเลือกไปอยู่ใกล้รถเครื่องเสียง เขาชักชวนพรรคพวกไปนั่งกินกันที่นั่น

"นั่งก้นยังไม่ทันถึงดิน เอารองเท้าแตะวางทำท่าจะนั่ง พวกตำรวจก็ชักแถวกันออกมา เราได้ยินคำสั่งตะโกนมาแล้วว่า เรียงแถวหน้ากระดาน 2 แถว ตำรวจตัวเล็กๆก็ไม่เดินออกมา พวกเราก็นั่งกินข้าวกันเต็มอยู่ข้างหน้า คนที่สั่งขัดใจ ทั้งดันทั้งผลักให้แถวตำรวจออกมา พวกนักศึกษานั่งหลังติดรั้วที่ตำรวจเอามาตั้งไว้ ตำรวจเดินอ้อมหลังทำท่าจะข้ามไป นักศึกษาลุกขึ้น พวกตำรวจก็ดันกันออกมา ดันกันไปดันกันมา นักศึกษาเอามือยันไว้ ตำรวจก็จับ เราพุ่งไปบอกว่าอย่าจับนะ เราไม่ได้ทำอะไรผิด เรานั่งกินข้าวกันอยู่ ตำรวจว่าเรามาก่อกวน เราก็ว่าเรานั่งกินข้าวอยู่ ตำรวจก็เลยปล่อย"

ในเวลาต่อมา ตำรวจจัดขบวนหน้ากระดาน 2 แถวเดินเคาะโล่ออกมา เบียดเข้ามา คนที่อยู่บนรถเครื่องเสียงบอกให้ชาวบ้านนั่งลง

"พวกเราจะนั่งอย่างไร นั่งลงก็ถูกเหยียบ เราคิดในตอนนั้น พอนั่งลงตำรวจก็เบียดเข้ามา เราก็ว่าทำไมพูดกันไม่รู้เรื่อง มีการโต้ตอบกันไปมา เรายืนเกาะรั้วอยู่ ใกล้รถเครื่องเสียงสักฝ่ามือเดียวเห็นจะได้ ตำรวจทุบโล่ พล็องๆๆ เบียดเข้ามา เราไปเกาะแผงเหล็ก รถเครื่องเสียงไม่ถอยบอกให้เรานั่ง เอะใจว่าตำรวจจะไปเอารถ ดันกันไปดันกันมา ถูกทุบเอามือเปรี้ยงเดียว นิ้วก้อยด้านขวาก็ไปเลย"

รอเฝดบอกว่าช่วงที่ถูกทุบมองไม่เห็น แต่เห็นช่วงที่ตำรวจชักไม้กระบองกลับ

"พวกตำรวจที่ยืนอยู่แถวหน้าไม่ใช่คนทุบ ตำรวจแถวที่สองหวดกระบองออกมา ลงบนปลายกระบองพอดี เราถอยออกมาดู นิ้วกระดูกแตกละเอียดไปหมด ทำท่าจะหล่น เราถือไว้แล้วรีบเดินออกมาพร้อมกับนักศึกษาพัทลุงที่โดนตีหัว พากันขึ้นรถไปโรงพยาบาล"

นิ้วพิการจนถึงวันนี้

ช่วงที่เดินทางไปโรงพยาบาล พยาบาลบอกว่านิ้วที่ถูกตีไม่สามารถรักษาได้ เพราะหมอออกเวรแล้ว รอเฝดถามว่าจะทำอย่างไร พยาบาลบอกว่าให้ตัดทิ้ง รอเฝดไม่ยอม

"เรามาให้รักษาไม่ใช่มาตัดทิ้ง เขาก็บอกให้มาที่มอ."

โรงพยาบาลไม่ได้ทำเรื่องส่งต่อให้ รอเฝดนั่งรออยู่ก็ทนไม่ได้จึงถามขึ้น จึงได้รู้ว่าที่นั่นไม่รักษาแล้ว จึงเอาบัตรกลับไป แล้วเดินทางไปยังโรงพยาบาลมอ.

"ที่นี่ดี เขาพูดให้มีกำลังใจ เขาว่าถึงแม้คนไข้จะรักษาไม่ได้ ก็ต้องรักษาก่อน ถึงแม้นิ้วจะต่อไม่ติดก็ต้องลองต่อดูก่อน หมอว่ารู้แล้วว่าต่อไม่ได้ แต่จะรักษาไม่ให้ด้วน เราว่าเอาเถอะ พิการก็พิการอย่าให้ด้วนเป็นใช้ได้"

อยู่โรงพยาบาลอยู่ 3 วันจึงได้ออกมา

"พอนึกถึงเรื่องนี้ เห็นนิ้วนี้แล้วก็ไม่สบายใจทุกที" รอเฝดพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

รอเฝดทำงานไม่ได้อยู่ 3 เดือน เนื่องจากเป็นแผลที่ถูกตี มันช้ำ กระดูกแตกละเอียด เขาคิดว่าหมอเอากระดูกออกไปไม่หมด เพราะว่าพอแผลหายแล้วก็เกิดตุ่มหนองขึ้นมา เขาลองเขี่ยออกดูก็พบกระดูกหลุดออกมาอีก

"สภาพจิตใจในตอนนั้นก็แย่มากๆ หมอสั่งว่าที่นิ้วถูกน้ำไม่ได้ เราละหมาดเราต้องถูกน้ำทุกครั้ง ตรงนี้ทำลายจิตใจกันอย่างรุนแรง เราละหมาดวันละ 5 ครั้ง แต่หมอสั่งว่ามือถูกน้ำไม่ได้ มิฉะนั้นมืออาจถูกตัด มันขัดกับหลักศาสนาทันที เพราะปกติวันหนึ่งมือเราถูกน้ำวันละ 5 ครั้งแน่ๆ เราก็จำเป็นต้องทำตามหมอสั่ง แต่จิตใจเราไม่สบายใจเลย จากเคยทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง ไม่ได้ทำเลยมาเป็นเวลา 2 เดือน"

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ รอเฝด หัดยูงสา ในวันนี้.


เชิงอรรถ

18 มัฆลิบ : ละหมาดตอนหัวค่ำ เริ่มต้นตั้งแต่ดวงตะวันตกดิน
19 หวักตู : เวลา
20 อิฉา : ช่วงเวลาละหมาดหลังละหมาดมัฆลิบไปจนเกือบรุ่งสาง