![]() กิตติภพ สุทธิสว่าง "วิถีชีวิตที่เปลี่ยน ทรัพยากรน้อยลง ความเจริญที่เข้ามา ทำให้ชาวบ้านพึ่งตนเองไม่ได้"
ย้อนอดีตกลับไปในวัยเรียน อาจเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายหากรู้ว่าชายร่างอ้วน สูงใหญ่คนนี้ครั้งหนึ่งเขามีใจรักในการรำมโนราห์ สนใจเรียนรู้เรื่องลีลาศ งานวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นงานที่เขาสนใจมาตลอด "ผมเป็นนักร้อง รำมโนห์รา ฟ้อน งานวัฒนธรรมต่างๆ ฝึกหัดมาหมด ในช่วงวัยทำงานก็เคยเป็นตัวแทนเยาวชนไทยไปญี่ปุ่นแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม" กิตติภพ ฟื้นความทรงจำ เริ่มต้นจากเป็นครูและเป็นคนขับรถรับ-ส่งนักเรียนอยู่ที่บ้าน เขาได้อ่านหนังสือชื่อ ซัมเมอร์ ฮิล แล้วก็นำมาสอนเด็กๆ อยู่แบบนั้นได้ประมาณ 1 ปีก็ได้มีโอกาสทำงานเป็นเอ็นจีโอ กิตติภพ สุทธิสว่าง หรือที่คนรู้จักมักคุ้นมักเรียกกันว่า แทน พื้นเพดั้งเดิมตั้งแต่เกิดถึงปัจจุบันเป็นชาวอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2510 เป็นบุตรของนายวิสุทธิ์-นางแปลกจิต สุทธิสว่าง เป็นลูกคนที่ 4 ของครอบครัว เขาเรียนชั้นป.1จนถึง ป.6 ที่โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์(ต่อมาเปลี่ยนเป็นรร.อนุบาลสุทธิรักษ์) กลางเมืองจะนะ ซึ่งเป็นโรงเรียนของครอบครัวและคุณพ่อรับหน้าที่เป็นครูใหญ่ จากนั้นไปต่อชั้น ม.1-ม.3 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ก่อนที่จะไปเรียนจบระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมสงขลา หรือที่มักเรียกกันว่าเกษตรดงตะเคียน ตั้งอยู่ในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จากนั้นข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนต่อระดับ ปวส. สาขาพืชสวน ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมพระ นครศรีอยุธยา ซึ่งตอนหลังเปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา แต่ในท้ายที่สุดก็กลับมาจบระดับปริญญาตรีสาขาเกษตรศาสตร์จากวิทยาลัยครูสงขลา ซึ่งเปลี่ยนเป็นสถาบันราชภัฏสงขลาในปัจจุบัน จากครูมาเป็นเอ็นจีโอ"ตอนเรียนหนังสือที่ว.ค. ผมทำกิจกรรม มีอยู่ครั้งหนึ่งเพื่อนชวนให้ไปหาทุน ออกค่ายในหมู่บ้านแถวเกาะแต้ว เป็นโรงเรียนประถม ทำให้ได้สัมผัสชาวบ้านมุสลิม ก็สนใจ ค่ายนั้นทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าหลายเรื่องที่เราทำไม่ได้ชาวบ้านทำได้ บางเรื่อง นักศึกษาทั้งที่เรียนและที่จบไปแล้วทำอะไรไม่ได้เลย ชาวบ้านคนหนึ่งมาชวนไปหาผักในป่า เราไปแล้วก็ไม่รู้เรื่องเลยต่างกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ให้คำแนะนำในฐานะลูกหลาน ก็เลยสนใจว่าชาวบ้านนี่เก่ง เรากลับมานึกสะท้อนใจทั้งที่ตอนเรียนเราคิดว่าเราจะไปพัฒนาเขาเราต้องรู้มากกว่าเขา แต่ความจริงไม่ใช่" หลังจากเรียนจบ กิตติภพกลับมาทำงานเป็นครูที่บ้าน ขับรถส่งเด็กอยู่บ้าง เริ่มที่จะสนใจอ่านหนังสือ ซัมเมอร์ฮิล "ทำตามรูปแบบที่ว่านั่นแหละ มีฉางข้าวเก่าของพ่อ ก็ชวนเด็กๆมา มีส่วนร่วมในการคิด การใช้กฎระเบียบ เราตั้งชื่อบ้านกัน จำได้ว่า ชื่อบ้านความสุข ทำไปพักหนึ่งก็ออกไปทะเล" ช่วงชีวิตวัยเด็ก พ่อของเขาเป็นอดีตสจ. ทำงานพัฒนาช่วยบ้านปากบางมาตลอด จึงส่งเขาไปอยู่ที่ปากบาง ให้ไปอยู่บ้านของผู้ใหญ่บ้านที่รู้จัก ใช้ชีวิตกินนอนอยู่ที่นั่น โดยมีชาวบ้านคอยเลี้ยงดู พาไปกินไปเที่ยว "ทุกครั้งที่ปิดเทอม จะไปที่นั่น หลังจากไปเที่ยวอยู่พักใหญ่ ก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง ต่อมาเราเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้นก็เริ่มเรียนรู้งานพัฒนา ตามเขาไปเวทีประชุม ฟังเวลาเขาคุยกัน เป็นเวลาปีๆ จนมีโอกาสได้ทำงาน" กิตติภพเริ่มงานในฐานะเจ้าหน้าที่โครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็ก จังหวัดสงขลา อันเป็นเอ็นจีโออย่างเต็มตัวประมาณปี 2534 ซึ่งได้ถูกส่งลงไปศึกษาชุมชนและเรียนรู้วิถีชาวบ้านทำงานร่วมกับชาวบ้าน ทำนาบ้าง ออกทะเลบ้าง ช่วยหุงข้าวเวลามีงาน "มัสยิดมีงานก็ช่วยล้างจาน ช่วยเสิร์ฟ ก็เริ่มเรียนรู้วิธีคิดของชาวบ้าน ทั้งมุมมองต่างๆ ทั้งทางศาสนา การทำมาหากิน ด้านการอบรมเลี้ยงดูลูก จนเริ่มเก็บข้อมูล เริ่มจากข้อมูลในอดีต จนพบว่าเมื่ออดีตสมบูรณ์มาก จากชายฝั่งหากินไปไม่ไกล 2-300 ร้อยเมตร หาปลาริมฝั่งก็หากินได้ ไม้ที่มาทำบ้านก็แทบจะไม่ซื้อเลย นี่คือประวัติศาสตร์ แล้วก็เริ่มเห็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบ เช่นว่าเครื่องมือประมงผิดกฎหมาย อวนรุน อวนลาก ถนนที่เข้ามาทำให้วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไป เริ่มมีหนี้ เริ่มรีบร้อนในการทำมาหากินเพราะทรัพยากรไม่พอ ตอนนั้นเห็นปัญหาแต่ไม่รู้วิธีแก้" กิตติภพสรุปกับตัวเอง ว่าวิถีชีวิตที่เปลี่ยน ทรัพยากรน้อยลง ความเจริญที่เข้ามา ทำให้ชาวบ้านพึ่งตนเองไม่ได้ ขณะที่เป้าหมายของโครงการต้องการให้ชาวบ้านพึ่งตนเอง มีองค์กร มีเครือข่ายซึ่งต้องมีทุนของตนเอง เขาจึงได้เริ่มทำกลุ่มออมทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย หาวิทยากรมาให้ความรู้เรื่องการจัดซากัต นำเงินไปจัดการการศึกษา ช่วยเหลือผู้ลำบาก พร้อมกับรณรงค์ให้ปลูกป่าเพื่อไปทำบ้าน "เรื่องสุขภาพก็เริ่มสนใจสินค้าปลอดสารพิษ ทำเรื่องกะปิปลอดสารพิษ ทำเรื่องงานหัตถกรรม พื้นฟูภูมิปัญญาชาวบ้าน แล้วก็คิดพื้นฟูทะเล ตั้งแต่ทำปะการังเทียม รวมเครือข่ายเพื่อแก้ปัญหาเชิงนโยบายเรื่องเรืออวนลากอวนรุน รวมไปถึงปลุกจิตสำนึกเยาวชนให้กลับมารักบ้านเกิด ทำมาตลอด จนชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญของฐานทรัพยากร" บ้านในไร่ ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ โดยชุมชนที่นั่นเกือบทั้งหมดเป็นคนมุสลิม มีที่นับถือพุทธอยู่เพียง 4 ครอบครัว หน้าที่หลักของกิตติภพก็คือช่วยเหลือชาวบ้านในชุมชนฟื้นฟูทรัพยากรในทะเล พยายามผลักดันให้ชาวบ้านจัดเวทีร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และรวมเลยไปถึงกลุ่มคนหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อมาก็ผลักดันชาวบ้านจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นมา และในที่สุดก็ขยายเป็นเครือข่ายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กันนั้นพื้นที่รับผิดชอบที่เคยเป็นเพียงหมู่บ้านก็ขยายเป็นเครือข่ายใหญ่ตามไปด้วย ครอบคลุมท้องถิ่นของอำเภอจะนะ อำเภอเทพาและอำเภอเมือง ในจังหวัดสงขลาตามไปด้วย การรับรู้เรื่องท่อก๊าซกิตติภพบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้รับรู้เรื่องราวของโครงการนี้ และก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า โครงการนี้จะนำมาซึ่งความขัดแย้งมากมายที่ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่จะนะและตัวตนของตัวเองอย่างมหาศาลอีกด้วย "ช่วงนั้นผมเองก็ยังไม่รู้เลยว่าท่อก๊าซหน้าตาเป็นยังไง เราไม่ได้สนใจ เพราะงานที่ทำก็หนักอยู่แล้ว เรื่องเรือปั่นไฟบ้าง เรืออวนลากอวนรุนบ้าง และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย แต่พอมีคนไปขึ้นป้ายสนับสนุนโครงการนี้ในพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ ตอนที่นายกรัฐมนตรีไทยกับนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเซ็นสัญญาร่วมของ 2 ชาติ แล้วตามมาด้วยทีมประชาสัมพันธ์ของบริษัท ปตท. เข้ามาปฏิบัติการจิตวิทยาในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ผมสนใจที่จะศึกษาหาข้อมูลโครงการท่อก๊าซนี้มากขึ้น" พร้อมๆ กันนั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็เริ่มที่จะสนใจและติดตามข้อมูลข่าวสารของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียเหมือนกัน จากที่เคยไถ่ถามกันแต่เฉพาะเรื่องการเกษตร ออมทรัพย์ การเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นด้านหลัก แต่ภายหลังก็ถูกความสนใจเรื่องโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซเข้าไปแทนที่ "เราเองเริ่มที่จะเรียนรู้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของอุตสาหกรรมต่างๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องผลกระทบ เรื่องกฎหมาย ทำให้ต้องเรียนรู้เพื่อจะตอบคำถามของชาวบ้าน" เดินทางไปดูงานและด้วยความตื่นตัวของชาวบ้านจะนะนี่เอง ส่งผลให้ต่อมาไม่นานนักทางสมาคมชาวประมงพื้นบ้านที่เกาะเกี่ยวกันอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดก็ได้นำนักพัฒนาองค์กรภาคเอกชน รวมถึงนำชาวบ้านจะนะเดินทางไปศึกษาดูงานในโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดถึงสองครั้งสองครา หนแรกช่วงเดือนพฤษภาคม 2541 จากนั้นอีกไม่นานก็มีหนที่สองภายในปี 2541 เหมือนกัน การเดินทางไปศึกษาดูงานของชาวบ้านและเอ็นจีโอจากภาคใต้ครั้งนั้น มุ่งเน้น 2 พื้นที่หลักคือ มาบตาพุดในจังหวัดระยอง กับแหลมฉบังในจังหวัดชลบุรี สำหรับตัวเขาก็ได้ร่วมคณะ เดินทางไปเรียนรู้โรงงานแยกก๊าซ ท่อส่งก๊าซ รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของที่นั่นกับเขาด้วย "ที่เราไปกันเพราะอยากรู้ว่าโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียนี้จะเป็นอย่างไร เราศึกษาแผนแม่บทกันไปก่อนแล้วด้วยว่าที่ระยองเกิดขึ้นได้อย่างไร โรงแยกก๊าซและท่อก๊าซมาแล้วตั้งนิคมอุตสาหกรรมกันอย่างไร เราดูแผนแม่บทของอีสเทิร์นซีบอร์ด ดูเรื่องท่อก๊าซ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเคมี มีการถมทะเลอย่างไร รอบๆ นิคมเป็นอย่างไร ชาวบ้านหาปูหาปลาไม่ได้เพราะอะไร น้ำใต้ดินและบนดินเน่าเสีย โรงเรียนก็มีปัญหาจนต้องติดแอร์ ไม่ใช่แค่เราดูพื้นที่รอบๆ แล้วก็กลับ แต่เราได้ไปเห็น ไปสัมผัส ไปนอนและร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวบ้านที่นั่น ครั้งแรกชาวบ้านที่จะนะได้ไปไม่มาก แต่ครั้งหลังเราเข้าไปกัน 5 คันรถบัสเลย ซึ่งก็ได้ไปพูดคุยกับคนของ ปตท.กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.ด้วย" หลังกลับจากการศึกษาดูงานที่ภาคตะวันออก ในพื้นที่ของอำเภอจะนะก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง ชาวบ้านเริ่มมีคำถามกับทีมงานประชาสัมพันธ์ของ ปตท. มีการจัดเวทีสาธารณะและเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาคุยกัน กิติภพเล่าว่า ตอนนั้นมีคำถามมากมายที่ ปตท.หรือผู้เกี่ยวข้องไม่มีคำตอบให้ "เหตุผลที่คัดค้าน ก็คือโครงการนี้มันก่อให้เกิดการทำลายฐานทรัพยากรในการพึ่งตนเองระยะยาว ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเรื่องที่ดินนี่ทุกวันนี้ก็สูญเสียไปหมดแล้ว ตรงนี้รวมไปถึงการทำให้ดินเสียด้วย และต่อไปจะมีการสร้างท่าเรือ มีเรือใหญ่ๆเข้ามา จะมีมลพิษ มีน้ำเสียจากโรงงาน ที่สำคัญ จะนะนี้เลี้ยงนกเขา มูลค่าเป็นพันๆล้านบาท หากอากาศเสียอาชีพเลี้ยงนกเขาก็จบ" กิตติภพ บอกว่าผลกระทบต่างๆที่จะเกิดขึ้นนั้นเขาประเมินได้จากหน้าตาของโครงการที่มีโรงแยกก๊าซ 2 โรงมีโรงไฟฟ้าอีก 2 โรง มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นนิคมอุตสาหกรรมอีก 2 หมื่นกว่าไร่ "หน้าตาแบบนี้เราไปเห็นที่ระยอง เหมือนกันเลย ระยองยังเล็กกว่าด้วยซ้ำ จึงสรุปได้ไม่ยากบวกกับกลไกในการดูแลสิ่งแวดล้อม และการรับผิดชอบของกลุ่มทุนและนักการเมือง ไม่มีเลย ชาวบ้านรับชะตากรรมโดยที่ไม่มีใครสนใจ นอกจากนี้เราก็ไปดูงานที่ลำพูน บางปู ลำน้ำพอง และที่เห็นชัดๆ เราก็ดูที่จะนะ-บ้านเราเอง มีโรงงาน 7 โรง นาเสีย ทำนาไม่ได้ สัตว์น้ำที่เคยหาได้ก็ไม่ได้หา มีกลิ่นเหม็น อากาศเป็นพิษ นี่คือรูปธรรม ต่อสู้มาเป็นสิบๆปี ไม่มีใครแก้ปัญหาได้" นอกจากนี้ชาวบ้านต่างก็รับรู้กันว่า ถ้าโครงการนี้เกิดในพื้นที่จะนะจริง ดูจากแผนแม่บทของโครงการนี้แล้ว ความใหญ่โตของขนาดโครงการและมลพิษที่จะตามมาจะยิ่งกว่าที่มาบตาพุดหรือที่แหลมฉบังเสียอีก นั่นนับเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ชาวบ้านเริ่มที่จะเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย "ชาวบ้านเริ่มคัดค้านจริงๆ ก็ตอนที่จัดเวทีที่ตำบลตลิ่งชัน โดยมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ปตท. กนอ. นักวิชาการ และชาวบ้านจากระยองมาร่วมพูดคุยกัน ซึ่งทีมงานประชาสัมพันธ์ของปตท.ยอมรับว่ามีปัญหาจริง ครั้งนั้นจนชาวบ้านจำกันติดหูเลยคือ คุณสุพล ทับทิมจรูญ จาก ปตท.บอกในทำนองว่า ที่ผ่านมาได้มีการทำผิดพลาดไปแล้ว ขอให้มันเป็นประวัติศาสตร์ไป แต่โครงการที่จะนะนี่ขอให้เป็นการเริ่มต้นใหม่" ในเวทีวันนั้นมีชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมฟังกว่า 1,000 คน ทุกคนเมื่อได้ฟังแล้วก็คิดได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จุดนั้นถือว่าเป็นบ่อเกิดของการคัดค้านอย่างจริงจังของชาวบ้านจะนะที่ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ นั่นถือเป็นจุดเปลี่ยนของชาวบ้านที่เห็นได้ชัดเจน จากนั้นการคัดค้านโครงการของชาวบ้านก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังชาวบ้านในอดีต กิตติภพบอกว่าเอ็นจีโอเองก็ทำงานร่วมกับภาครัฐมาตลอด จนกระทั่งหันมาจับงานนโยบายที่ส่งผลต่อชาวบ้าน ทำให้ภาครัฐสร้างกระบวนการในการทำลาย "เช่นว่าถูกกล่าวหาว่ารับเงินต่างชาติ ทั้งที่เรามีมูลนิธิรับเงินถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบได้ ทำให้เห็นว่านี่คือกระบวนการในการทำลาย เมื่อใดที่เราไปแตะแนวคิดหรือการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับภาครัฐ จะถูกจัดการทันที" ในฐานะเอ็นจีโอที่ทำงานในพื้นที่ กิตติภพบอกว่า บทบาทของตนเองตอนนั้นคือให้ข้อมูลกับชาวบ้าน ซึ่งก็เป็นการทำงานอย่างมีเงื่อนไขด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการเดินทาง เอ็นจีโอได้ร่วมสร้างกลไกการเรียนรู้ให้ชาวบ้านเท่านั้น ส่วนการตัดสินใจเป็นของชาวบ้านเองทั้งหมด หลายคนอาจจะมองว่า เอ็นจีโอเข้าไปเสี้ยมสอนชาวบ้าน แต่จริงๆ แล้วชาวบ้านเขานำพากันเองมาตลอดประมาณ 10-20 ปีมาแล้ว ขนาดทุกวันนี้มีเอ็นจีโอเข้าไปในหมู่บ้านก็ยังต้องถูกตรวจสอบทดสอบกันอยู่เป็นปีๆ "โดยส่วนตัวผมมีจุดยืนตรงที่บ้านผมก็อยู่ที่อำเภอจะนะ และเห็นว่าเราทำงานมา 15 ปี เรื่องทิศทางของการพัฒนาที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน โดยชาวบ้านเริ่มที่จะดำเนินไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่จู่ๆ ก็มีโครงการขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ ซึ่งมันทำลายปัจจัยที่ให้ชาวบ้านดำรงอยู่แบบพึ่งตนเอง และพัฒนาไปในทิศทางที่ชาวบ้านต้องการไม่ได้ ต่อไปเราต้องมาเจอกับมลพิษของน้ำเสีย อากาศเสีย ดินเสีย ทะเล สัตว์น้ำปนเปื้อนสารพิษ พอโครงการนี้ขึ้นปัจจัยที่ดำรงอยู่ได้ในวันนี้มันจะจบลงไปด้วยเลย" กิตติภพ ระบุต้นตอของปัญหา ต่อมาเมื่อมีการเคลื่อนไหวคัดค้านมากขึ้น เขาก็โดนป้ายสี โดนตั้งคำถามแบบทำลายกันต่างๆ นานา เช่น รับเงินต่างชาติมาทำลายประเทศไทยบ้าง "หาว่าพวกเรายุแหย่ให้เกิดความแตกแยก เกิดความรุนแรง ให้คนทำลายกันเองบ้าง พวกก่อกวนบ้าง พวกขายชาติบ้าง หรืออะไรทำนองนี้อีกมากมายก่ายกอง หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าข้อกล่าวหาแบบนี้มันเกิดขึ้นทุกครั้งที่รัฐจะมีนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนออกมา อย่างเห็นกันอยู่ชัดๆ ว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร สร้างภาพเหล่านี้ให้ผมแทบจะทุกวัน" นอกจากตัวเขาเองแล้ว ผลกระทบจากปัญหาในโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียยังรุกลามไปถึงคนรอบๆ ข้าง "ที่กระทบมากคือพ่อกับแม่ พ่อผมเป็นครูใหญ่ มีลูกศิษย์ลูกหาเยอะ ท่านไม่รู้จะตอบคำถามผู้คนอย่างไร หรือแม้แต่กระทั่งพี่ๆ น้องๆ ของตนเองด้วย ส่วนใหญ่พ่อแม่พี่น้องหรือญาติๆ ก็พยายามตอบไป แต่ที่หนักๆ มันไม่ใช่คำถาม มันเรื่องข่มขู่มากกว่า โดยมีการขู่กับพ่อผม ขู่กับแม่ผมว่าจะฆ่าผมบ้าง แฟนผมด้วย พี่น้องก็โดน อย่างแฟนผมมันใช้วิธีมาที่บ้านแล้วเคาะประตู หรือถือปืนมาให้คนข้างบ้านเห็น พ่อแม่โดนติดต่อกันเป็นอาทิตย์เลย แต่เขาก็ไม่ยอมบอกเราให้รับรู้ เพราะเห็นว่าเรายุ่งๆ ก็เลยไปแจ้งความไว้เท่านั้น ญาติก็โดนตั้งคำถามว่า ผมรับเงินมารึเปล่าถึงได้ค้านโครงการนี้ ก็ยังดีที่พ่อแม่ยังมีความเข้าใจผมอยู่มาก เป็นขวัญกำลังใจให้เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา แรกๆ ก็เข้าใจยากหน่อย แต่ผมก็พยายามพูดคุยเพื่อให้ได้มีความเข้าใจกัน แล้วนานๆ ไปเราพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เรายืนหยัดจริงๆ ในเรื่องนี้ และพอเขาโดนกันบ้างก็รับทราบว่าสังคมนี้มันมีขบวนการอย่างนี้จริงๆ อย่างไรก็ตามมีอยู่ครั้งหนึ่งแม่ไม่สบายมาก เป็นผลมาจากเป็นห่วงผมมาก แม่เครียดถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเลย" ตัวของกิตติภพเอง ก็ถูกข่มขู่ เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีความปลอดภัย ถูกข่มขู่ ขู่ฆ่า "หลังจากเราได้ให้ข้อมูล พี่น้องเริ่มเข้าใจมากขึ้น แรกๆก็มีการพูดคุยดีๆ มีการเสนอผลประโยชน์ ส่งคนมาเคลียร์ เสนอผลประโยชน์ เท่านั้นเท่านี้ พอเราปฏิเสธก็มีขบวนการข่มขู่ ขู่พ่อขู่แม่ ขู่เรา" ตั้งแต่ปี 2541 เริ่มถูกใส่ร้ายป้ายสีมาตลอด คนที่ไม่รู้จักไม่สนิทบางคนก็เชื่อ ซึ่งในตอนแรกกิตติภพก็รับไม่ได้ แต่ช่วงหลังตัวเขาเองที่หนักแน่นมั่นคงกับความคิดก็ปลงตก แต่กับพ่อแม่ ที่สุขภาพไม่ดีอยู่แล้ว เป็นความดันบ้าง เบาหวานบ้าง ส่งผลให้เกิดความเครียด บางครั้งก็ไม่สบายไปก็มี ช่วงปี 2543-2544 การเคลื่อนไหวเริ่มยกระดับ มีความรุนแรงมากขึ้น เริ่มมีการข่มขู่ มีการปฏิบัติการ เช่น ซัดรถที่กิตติภพขับลงหมู่บ้าน ขวางไม่ให้ลงหมู่บ้าน ยิงปืนขึ้นฟ้าขณะที่เขาทำความเข้าใจกับชาวบ้าน หรือโทรศัพท์มาข่มขู่ที่บ้าน "ตรงนี้ทำให้ความเครียดเพิ่มขึ้นในครอบครัวตัวเอง ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆทีมงาน แต่ที่หนักมาก เครียดมาก คือคืนวันที่ 20 ธันวาคม หลังถูกตีถูกจับ พ่อแม่ก็เป็นห่วง แล้วก็มาหนักอีกครั้งก็ช่วงที่ตำรวจลงพื้นที่ เตรียมกำลังจะสลายลานหอยเสียบ แม่กับพ่อสุขภาพแย่มาก เครียด นอนไม่หลับแม่ต้องเข้าโรงพยาบาล" ทว่า สำหรับคนใกล้ชิดที่สุดในเวลานี้ในฐานะภรรยาคือ บรรจง สุทธิสว่าง ซึ่งได้แต่งงานอยู่กินกันมาประมาณ 4 ปีแล้วนั้น กิตติภพบอกว่า โชคดีที่ภรรยาเข้าใจในงานที่ตนเองทำอยู่ บวกกับฐานเดิมที่เธออยากเป็นนักพัฒนาชุมชนและเป็นข้าราชการครูสอนอยู่ในโรงเรียนปอเนาะ ครอบครัวภรรยาที่มีพี่น้อง 7 คน เขาก็ถามข้อมูลเรื่องนี้บ้าง และก็ได้พูดคุยทำความเข้าใจกัน "โดยนิสัยของพ่อตาผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ ท่านตามข้อมูลข่าวสารตลอด จึงไม่เคยที่จะห้ามผมในเรื่องนี้เลย ตอนแต่งงานผมก็ยังทำเป็นเอ็นจีโออยู่ด้วย ตอนที่พี่บรรจง นะแส ไปอวยพรวันแต่งงาน แกพูดเลยนะว่า นับแต่นี้ไปชีวิตของเจี๊ยบคือภรรยาผมกับผมจะแขวนอยู่บนเส้นด้าย เพราะเขาเลือกที่จะอยู่กับประชาชน สิ่งนี้นับเป็นกำลังใจให้กันมาตลอด ญาติพี่น้องของภรรยาก็อาจจะเข้าใจดีขึ้นในตอนนั้น" ผลกระทบเรื่องงานกิตติภพบอกว่าเรื่องงานก็ได้รับผลกระทบ จากทิศทางในการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง กลุ่มต่างๆที่ได้วางแผนไว้แต่เดิม จนปัจจุบันบางกลุ่มไม่ขยับ บางกลุ่มก็ล้มไปเลย กลุ่มออมทรัพย์ก็ไม่ได้ขยับ การทำปะการังเทียม การผลักดันเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านก็ไม่ได้ทำต่อ ทุกอย่างหยุดนิ่งหมด "เพราะว่าพอจะตั้งกลุ่ม ก็เกิดเรื่อง เช่น เคยคุยกันว่าจะตั้งกลุ่มทำเกษตรปลอดสารพิษ เกษตรธรรมชาติ พี่น้องบอกว่าไม่ไหว เดี๋ยวมีเรื่องโน้นเรื่องนี้ จะให้มาทำมาคิดใจไม่นิ่งมากพอ หรือจะทำสินค้าหัตถกรรมไปขายก็ไม่มีกะจิตกะใจ ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งก็คือ บางคนไม่ยอมสร้างบ้าน...กิจกรรมตรงนี้ก็หยุดชะงัก เพราะขบวนการที่จัดการพี่น้องรุกเข้ามาในหมู่บ้าน" ต่อมาก็มีการปฎิบัติการทางจิตวิทยากับชาวบ้านในพื้นที่ คนที่ถูกหมายจับในคืนวันที่ 20 ธันวาคม ตำรวจก็ไม่ยอมบอกว่า ออกหมายจับกี่คน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ก็ได้ใช้กลไกที่มีไปบอกชาวบ้าน เช่น บอกว่ามึง(หมายถึงชาวบ้าน) ถูกหมายจับด้วย อย่าไปนะที่ลานหอยเสียบ อย่าไปนะประท้วง หมายจับที่ออกมากลายเป็นเครื่องมือให้เจ้าหน้าที่ ส่งผลให้ชาวบ้านขวัญเสียกันไปหมด "ขนาดแม่ครัวที่จะมาทำกับข้าง หุงข้าวกินที่ลานฯ ก็มีคนคนไปบอกว่าแม่ครัวก็ถูกหมายจับ ทำให้เกิดความเครียด กังวล ไม่กล้าออกไปทำมาหากิน ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจของครอบครัว จะไปละหมาดก็ไม่กล้า" ไม่เว้นแม้แต่งานของโครงการที่กิตติภพทำอยู่ ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะทำงานร่วมกับภาครัฐ เงินที่ได้รับการสนับสนุนก็มาจากภาครัฐ "แต่พอมาแตะเรื่องนี้ ทุกหน่วยงานก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุนเงิน ทั้งที่ผ่านมาเงินตัวนี้ก็ทำเพื่อชาวบ้านเหมือนกัน" โครงการที่กิตติภพทำงานอยู่ภายใต้มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อพัฒนาชนบท การทำโครงการแต่ละครั้งก็ผ่านมูลนิธิไปขอทุน เมื่อขอทุน คนที่ให้ทุนมาทุกบาทก็ต้องผ่านกรมวิเทศสหกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลที่ตรวจสอบเงินทั้งหมด ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เงินตรงนั้นส่งมาทางมูลนิธิอีกที สามารถตรวจสอบ มีเจ้าหน้าที่ดูแล และเสียภาษีถูกต้องทุกประการ ในส่วนที่ถือเป็นผลกระทบกับตนนั้น กิตติภพได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ในความคิดตนเองมีกลไกอยู่ 2 ประการที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขของสังคมคือ ความยุติธรรม กับกลไกต่างๆ ในการอำนวยให้เกิดความยุติธรรมขึ้น เมื่อทั้ง 2 สิ่งนี้ไม่ทำงานก็นำมาสู่การจัดการที่รุนแรงได้ตลอดเวลา "นี่คือสิ่งที่คนมีอำนาจรัฐเขาใช้กระทำต่อชาวบ้าน ผมเห็นชาวบ้านถูกทุบตี ผมเห็นชาวบ้านโดนยัดข้อหาอย่างไม่เป็นธรรม มันเหมือนกับว่าปัจจุบันนี้คนที่มีอำนาจต้องอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม นอกจากพวกเขาไม่ได้แก้ไขปัญหาต่างๆ แล้ว เขาเองเสียอีกกลับเป็นฝ่ายทำลายระบบยุติธรรมเสียเอง เขาทำให้เกิดความรุนแรงและทำร้ายร่างกายและจิตใจของประชาชน" กิตติภพเล่าว่า บางวูบตนเองก็รู้สึกว่ามันเกินไปที่มากระทำอย่างนี้ เหตุการณ์ต่างๆ มันน่าจะพัฒนาไปสู่สิ่งที่น่าจะดีกว่านี้ "แต่เมื่อได้ผ่านมาหลายๆ เหตุการณ์มันก็ได้นำเราไปสู่การพัฒนาทางจิตใจ ได้เห็นว่ายังมีแนวทางที่ดีกว่า ซึ่งอย่างน้อยก็มีอยู่ 3 อย่างที่อาจจะเป็นทางออกได้คือ 1.คนที่มาทำงานที่เจอสถานการณ์แบบนี้ ต้องดูแลร่างกายและจิตวิญญาณของตนเองให้ดี เพราะโดยส่วนตัวตนเองถูกแรงกดดันเยอะมาก 2.ต้องทำให้สังคมรับรู้มากขึ้น 3.ต้องตรวจสอบทางภาครัฐให้มากขึ้น ถ้าพูดเรื่องโครงการท่อก๊าซนี่ มีคนรับรู้มากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับคนทั้งสังคมไทยยังน้อยอยู่ อาจจะเป็นเพราะคนในรัฐบาลสามารถที่จะซื้อสื่อ หรือกดดันสื่อไว้ได้จำนวนมาก แต่ถ้าเปรียบเทียบกับเมื่อปี 2540 ที่เริ่มเกิดโครงการ ถือได้ว่าสังคมวงกว้างรับรู้และขยับกันไปเยอะแล้ว ดูจากองค์กรอิสระที่มาช่วยคลี่คลายปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ ได้เปิดเผยข้อเท็จจริง เช่น ข้อมูลเหตุการณ์วันที่ 20 ธันวาคม 2545 หรือว่าผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นฟ้อง ในทางเทคนิคมันได้อยู่ มีขับเคลื่อนชัดเจน" กิตติภพเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีเกิดขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์วันที่ 20 ธันวาคม 2545 คนใกล้ชิดที่ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมต้องคัดค้านโครงการท่อก๊าซนี้ ถึงกลับพูดให้ได้ยินว่า ทำไมรัฐบาลถึงทำได้ขนาดนี้ ที่ผ่านมาเขาเคยสงสัยว่าทำไมสมัชชาคนจนต้องประท้วงด้วย พอเจอเรื่องนี้เขาก็เข้าใจมากขึ้นว่า การประท้วงมีเหตุผลอย่างไร ชาวบ้านก็เข้าใจมากขึ้น สิ่งนี้ก็เป็นกำลังใจให้ทำงานต่อไป คืนวันที่ 20 ธันวาคมสำหรับประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวสารทางสื่อมวลชนในเหตุการณ์ที่ชาวบ้านจะนะปะทะกับตำรวจปราบจราจลในค่ำวันที่ 20 ธันวาคม 2545 นั้น เชื่อว่าหลายคนคงจะยังจำภาพชายหนุ่มร่างอ้วนที่นั่งอยู่หน้ารถยนต์ 6 ล้อของฝ่ายชาวบ้านได้ดี ช่วงที่กระจกรถยนต์คันนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทุบจนแตกละเอียด ต่อมาเขาก็ถูกลากลงมาจากรถตกลงไปยังพื้นถนน แล้วถูกลากครูดไปกับพื้นถนนเป็นระยะทางยาวพอสมควร สุดท้ายกลายเป็นผู้ถูกจับกุมและตกเป็นผู้ต้องหาในวันนั้น คนๆ นั้นก็คือ กิตติภพ สุทธิสว่าง นั่นเอง "ตอนโดนถีบลงจากรถยนต์ 6 ล้อผมก็ถูกลากและถูกตีตลอด ตอนที่ถูกลากไปบนถนนมีสื่อมวลชนเข้ามา ช่วงนั้นตำรวจจึงชะงักไปสักครู่" เขาบอกเล่าถึงเหตุการณ์อันเป็นช่วงวิกฤติหนักที่สุดของชีวิต ส่วนผลกระทบอื่นๆที่ตามมาจากโครงการท่อก๊าซนี้ก็มีอีกเยอะ โดยเฉพาะมันทำให้วิถีชีวิตต้องเปลี่ยน เพราะต้องทำงานมากขึ้น การพักผ่อนน้อยลง เมื่อก่อนนอนตี 2 บ้างตี 4 บ้างร่างกายยังรับได้ แต่เดี๋ยวนี้เที่ยงคืนไม่ค่อยไหวแล้ว ตนเองก็พยายามออกกำลังกายให้ร่างกายได้คลี่คลายมากขึ้นด้วย อย่างการทำโยคะตอนเช้า "ในความที่เป็นพุทธศาสนิกชน เราเหมือนการปฏิบัติธรรม เราจะจัดการกับอารมณ์ยังไง เราโดนบีบคั้นมากมาย โดนทำร้ายร่างกายและจิตใจ เรามองเรื่องราวยังไง เราต้องฝึกฝนว่าต่อไปเราจะมีชีวิตยังไง ปัญหาอันเนื่องมาจากโครงการนี้มันช่วยผมได้มากในเรื่องของการเรียนรู้ โดยเฉพาะเรื่องตัวกู ของกู ตามคำพระท่านว่าไว้นั้นเป็นอย่างไร ทำให้เรามีพลังที่จะเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา แม้จะเจออะไรมากระทบที่หนักสาหัสตลอด เราจะใช้ความคิดมากขึ้น เราเหมือนใช้เครื่องมือที่ได้มาว่าจัดการอย่างไรกับชีวิต ซึ่งก็ดีที่มีกัลยาณมิตรให้ได้ปรึกษาตลอดด้วย" อย่างไรก็ดี แม้จริงคิดได้เช่นนั้นแล้ว เขาก็ยังยอมรับว่า บางครั้งก็มีมิติที่ปั่นทอนเหมือนกัน กล่าวคือ คราใดที่รับรู้ว่ามีพี่น้องชาวบ้านถูกกระทำ สิ่งนั้นมันบั่นทอนจิตใจของตัวเขาเองอย่างมาก ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์นำไปสู่ความรู้สึกเยี่ยงนั้นขึ้นเมื่อใด ตนเองก็ต้องรีบแสวงหาเครื่องไม้เครื่องมือไว้รับมือทันที ซึ่งก็คือหลักคิดทางศาสนานั่นเอง สิ่งนี้เป็นเครื่องจรรโลงจิตใจให้ยืนหยัดต่อไป. |