สิน ตรีรัญเพชร
"น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จะไปพึ่งคนที่อื่นไม่ได้"

มาถึงวัย 60 ปี ชีวิตอันสงบสุขที่ดำเนินมาของ "สิน ตรีรัญเพชร" ก็เปลี่ยนเพียงในไปชั่วข้ามคืน หลังร่วมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย

ลุงสินเป็นชาวบ้านทุ่งฆ้อ หมู่ 2 ตำบลนาหม่อม อำเภอนาหม่อม จังหวัดสงขลา หมู่บ้านที่แนวท่อก๊าซไทย-มาเลเซียผ่ากลาง แกถูกจับตาจากทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สื่อมวลชน และอิทธิพลมืด

"ช่วงนั้นผมนอนเฝ้าสวนพันธุ์ไม้ให้ลูกชายอยู่บนศาลาในที่นาติดถนนเอเชีย ที่ดินผมซึ่งแนวท่อก๊าซจะตัดผ่านด้วยนั่นแหละ ตกกลางคืนจะมีคนมายิงปืนขู่ มีรถขับผ่านหน้าบ้านแล้วยิง โผง โผง บ่อยมาก ยอมรับว่าผมก็กลัว คิดว่าต้องตายแน่ เลยมาเขียนบันทึก 60 ปีลุงสินออกมา ก็เพราะนึกกลัวว่าตัวเองคงต้องตายนี่แหละ จะได้มีอะไรฝากไว้ให้ลูกหลานที่อยู่ข้างหลัง ตอนนั้นคิดว่านอกจากขู่แล้วมันต้องยิงผมสักวันแน่ เพราะบทบาทผมชัดเจนมาก จนมีคนเขาชวนผมไปอยู่ฝ่ายสนับสนุน แต่ผมไม่เอา ผมก็ถูกปืนยิงขู่อยู่เรื่อยไม่รู้ว่าใครทำ ส่วนมากมายิง ตอน 3 ทุ่ม 4 ทุ่ม ช่วงนั้นผมนอนแล้วแต่บางทียังไม่นอน"

บันทึกของลุงสิน

บันทึกของลุงสินซึ่งภายหลังได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ข่าวสด ในช่วงที่เกิดการขัดแย้งอย่างสูงระหว่างชาวบ้านกับรัฐบาลในโครงการท่อก๊าซฯพอดีกลายเป็นข้อเขียนชาวบ้านที่น่าสนใจชิ้นหนึ่ง ลุงสินสรุปให้ฟังพอสังเขปอีกครั้งว่า ...

"ผมจำความได้ว่าสมัยก่อนนอนอยู่กับพ่อ ในที่ขนำเล็กๆ ก็มีวัวอยู่ข้างบ้าน พ่อเลี้ยงวัวไว้ 4-5 ตัวไว้ทำนา วันหนึ่งพ่อได้คุยกับผมว่า บ้านเราที่มาอยู่ตรงนี้ มันเพิ่งย้ายมาสมัยก่อนบ้านเรา อยู่อีกทางคือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือพอทางรถไฟผ่านมา คนแถวนี้ก็กระทบ ต้องย้ายที่ หลังจากนั้นความเจริญก็หลั่งไหลกันเข้ามา ไฟฟ้าก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา สมัยก่อนต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น มีต้นไม้ต่างๆ ไม่ว่าต้นไผ่ ต้นกะท้อน ต้นปลิง ต้นขาม ต้นอะไรมันเยอะแยะเสียหมด สองข้างทาง คนเดินไปเดินมาในถนน เงยขึ้นบนท้องฟ้าไม่เห็นหวัน(ดวงอาทิตย์) เพราะใบไม้บัง ต้นไม้ปกคลุม พอไฟฟ้าเข้ามา เขาเดินสาย เขาก็เริ่มโค่นต้นไม้ ต่างๆ ระเนระนาดไปเลย ต้นไม้ก็หมดไปเรื่อยๆ สองข้างทางที่ร่มรื่นก็ไม่มีอีกต่อไป หลังไฟฟ้าเข้ามา ถนนเอเชียก็ตามเข้ามา คนสมัยนั้นก็ดีใจกันว่าไฟฟ้าเข้า ก็ดีใจ ถนนเอเชียเข้ามาก็ดีใจ ว่าความเจริญเข้ามาแล้วแต่ว่า ไอ้สิ่งหนึ่งที่ตามความเจริญเข้ามาไม่ค่อยมีคนนึกถึง เช่นว่า การที่ว่าคนถูกไฟดูดตาย หรือคนข้ามถนนเอเชียถูกรถชนตาย ที่สี่แยกถนนเอเชียนั่นมีคนตายมานับสิบศพ เพราะรถชน แต่ก่อนไม่เคยมีเกิดขึ้นสมัยใช้ตะเกียงกระป๋องกัน ยังไม่มีความเจริญ มาลองคิดอีกที ถ้ายังไม่มีถนนเอเชีย ความเจริญเข้ามา คนสิบศพนั้นก็อาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ในความความรู้สึกของเรา ก็ว่านี่คือความเจริญมา ความหายนะ ก็ตามมา เป็นเรื่องธรรมดา เราต้องยอมรับว่ามันมีทั้งผลดีและผลเสีย สุดท้ายผมบอกว่าถ้าโครงการท่อก๊าซ ไทย-มาเลย์เกิดความสำเร็จ ในอนาคตและก็มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมา ขึ้นในชุมชนของเราต่อไป หมู่บ้านเราคงเหมือนระยองที่ผมเคยไปดูงานที่ต้องอพยพไปทีละหมู่บ้านสองหมู่บ้าน และกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ชาวบ้านก็ล่มสลาย ......."

ชีวิตในวัยเด็ก

ความที่เป็นคนชอบอ่าน และเขียนได้บ้าง ลุงสินซึ่งจบเพียงชั้น ป.4 เขียนบันทึก ช่วยบำบัดความเครียดครั้งร้ายแรงที่สุดในชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว พอบรรเทาความสับสนภายในไปได้บ้างเล็กน้อย เพราะเวลานั้นยังถูกกดดันจากทุกรูปแบบ จากฝ่ายตรงข้าม เป็นเรื่องที่ชาวบ้านธรรมดาๆ และอดีตภารโรง ยากเผชิญ และทำใจรับได้ง่าย

"ครอบครัวผมมีพี่น้อง 6 คน ผมเป็นคนสุดท้อง เมื่อเริ่มจำความได้ ก็รู้ว่าบริเวณบ้านยังเป็นป่ามีสัตว์ป่าชนิดต่างๆ เยอะแยะ คนสมัยก่อนรุ่นพ่อ การทำมาหากินไม่มีการแข่งขันกัน อยู่ได้สบายเพราะทรัพยากรธรรมชาติมันเอื้ออำนวย แม่ผมเป็นคนที่ไปวัดทุกวันพระ" ปากคำชีวิต อีกมุมหนึ่งถูกเล่าเพิ่มเติมขึ้น เพื่อนำไปสู่เหตุผลว่าทำไมแกต้องเห็นแย้งกับการพัฒนาที่รัฐหยิบยื่นมาในหนนี้

ลุงสินเล่าว่า ปลาในท้องทุ่งของหมู่บ้านเคยมีมาก ตอนยังเด็กพ่อแกจับปลาเป็นอาหารกินที่บ้านรวมไปถึงการเตรียมข้าวปลาอาหารที่ไปถวายพระที่วัด โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดนัดอย่างทุกวันนี้ ยิ่งถ้าฝนเดือนหกตกเมื่อใด ในนาจะขาวโพลนด้วยเห็ดนานาชนิด เป็นเห็ดนาที่กินได้บ้างไม่ได้บ้าง ชาวบ้านจะรู้เรื่องพวกนี้ดี เมื่อเห็ดขึ้นเมื่อใดผู้คนต่างจะมุ่งลงนาไปเก็บกินไม่หวาดไม่ไหว

"ผมเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดทุ่งฆ้อโฆสิตาราม ต้องเดินไปโรงเรียน แถวนี้มีโรงเรียนเดียว เด็กหลายหมู่บ้านใกล้เคียงมาเรียนด้วย เช่นบ้านใน บ้านแซะ บ้านทุ่งโตนด โคกคัง นาท่อม ฯลฯ เด็กก็มากพอควร ตอนเริ่มที่ชั้นเตรียม ชั้นครึ่ง (ก่อนขึ้น ป.1) ตอนเด็ก ผมโง่ ชนิดที่เรียกภาษาบ้านเราว่า โง่ตาเปียกเลย ไม่ค่อยเข้าใจหนังสือ ก.ไก่ ข.ไข่ แต่พอขึ้น ป.1 ฉลาดขึ้น จำได้ว่าครูให้ผมออกไปสอนคนอื่นหน้าชั้นบ่อย สุดท้ายเรียนจบ ป.4 ถือว่าอยู่ในระดับที่เรียนดี จังหวะเดียวกับที่นาหม่อม เปิดโรงเรียนสามัญ ขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกโรงเรียนสามัญบ้านนาหม่อม เขาจะเฟ้นเด็กจากโรงเรียนต่างๆ ไปเรียน ผมชอบมาก อยากเรียน แต่พ่อไม่ให้เรียนเพราะว่าไม่มีคนเลี้ยงวัว"

ปัจจัยสำคัญแห่งชีวิตของผู้คนสมัยนั้นคือการทำนา และทำนาต้องอาศัยวัวใช้ไถนา ขี้วัวยังใช้เป็นปุ๋ยชั้นดี คนแต่ก่อนไม่มีใครซื้อข้าวสาร แต่ต้องทำนาทำไร่ กันอยู่ตลอด เรื่องกับข้าวไม่มีใครกังวลเพราะหาเอาได้ตามธรรมชาติ แต่เรื่องข้าวต้องลงมือเพาะปลูก

ที่บ้านแกมีวัวหลายตัว แม้อาจารย์คนหนึ่งตามมาที่บ้าน มาคุยกับพ่อ อยากให้ด.ช.สินไปเรียนต่อ เพราะเห็นว่าเรียนดี แต่พ่อก็ไม่ยอม ด้วยเหตุผลเดิมคือ "ไม่มีใครเลี้ยงวัว ถ้าไม่มีมัน ก็ไม่มีใคร พี่มันก็ไปบวชอยู่"

ลุงสินจึงหมดโอกาสเรียนต่อ ต้องอยู่บ้านกับพ่อแม่ เลี้ยงวัว ช่วยทำงานบ้านจนพี่ๆออกเรือนไปหมดแล้ว สุดท้ายถึงเวลาตัวเองบวชบ้าง เขาบวชเป็นสามเณรก่อนและอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ 1 พรรษา สึกออกมาไม่นานก็แต่งงานราวปี พ.ศ. 2504 แต่งงาน ปลูกเรือนอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับทุ่งนา เริ่มทำมาหาเลี้ยงครอบครัวโดยการทำสวนยางพันธุ์พื้นเมืองรายได้เล็กน้อย และรับจ้างกรีดยางของคนอื่นด้วย พอมีลูกก็ยิ่งลำบากมากขึ้นในเรื่องรายจ่าย

"ผมชวนเมียว่าทำอย่างไรดี กรีดยางจ้างนี่มันไม่ไหวแล้ว คิดจะค้าขาย ก็ชวนเมียว่าจะไปเช่าบ้านหน้าวัดทุ่งฆ้อดีกว่า บ้านหลังนั้นไม่มีใครกล้าอยู่ เขาว่าผีดุ เคยมีคนไปอยู่หลายคนแล้วต้องวิ่งทั้งนั้น ผมไปกวาดใบไม้ไผ่ที่หล่นอยู่รอบบ้านเสร็จก็ตัดสินใจอยู่เลย ไปเช่าเขา ค่าเช่าเดือนละ 40 บาท สมัยนั้น เมียก็ลงมือขายเต้าคั่วมั่ง ผมเปิดซ่อมรถ พออยู่ได้"

แต่อยู่มาค่าเช่าบ้านเริ่มขึ้น จาก 40 เป็น 50 -60 บาท ก็คิดปลูกบ้านอยู่เอง มีปัญหาอีกเพราะไปปลูกอยู่ที่ของวัดเพราะเป็นทำเลขายของ ทางวัดประกาศว่าใครปลูกบ้านในที่วัด ต้องเสียค่าเช่าที่ดิน และพ้นจาก 10 ปีจะยึดเป็นของวัดทันที ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์กลายเป็นมรสุมลูกใหม่ที่ไม่รู้จะมีทางออกให้กับตัวเองอย่างไร จนมีพรรคพวกมาถามว่าจะเป็นภารโรงหรือไม่ เพราะตำแหน่งภารโรงที่โรงเรียนธรรมโฆสิต ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ในอุปถัมภ์ของวัดทุ่งฆ้อขาดแคลนคนอยู่

"ผมบอกว่า ถ้าได้เป็นก็ดี สุดท้ายได้คุยกับอาจารย์ในโรงเรียน จนว่าได้เป็นภารโรงเข้าไปอยู่บ้านพัก เมียผมก็ไปขายข้าวอยู่ในโรงเรียน อยู่บ้านพัก 5 ปีก็กลับมาสร้างบ้านเล็กๆในสวนมะพร้าวของผมเอง และไปทลายบ้านหลังเก่าหลังแรก ได้วัสดุไปสร้างบ้านใหม่อีกหลังในหมู่บ้านใกล้ๆ และทำเป็นร้านขายของชำไปในตัว"

จากภารโรงมาเป็น อบต.

ชีวิตลุงสินเป็นภารโรงอยู่ 16 ปี จนกระทั่งมาถึงยุคการเลือกตั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ครั้งแรก ตอนนั้นในหมู่บ้านหาคนลงสมาชิกอบต.ไม่ได้ ชาวบ้านมาทาบทามให้เป็น อบต. แต่ต้องลาจากเป็นภารโรง เขาคิดจะลาออกจากภารโรงอยู่แล้ว จึงตกลงลาออกมาเป็น อบต. 4 ปี และไม่ลงสมัครอีก เพราะคิดว่าตัวเองชรา แต่ให้ลูกชายคนกลางลงสมัครแทนซึ่งก็ได้รับเลือกสืบต่อมา

"ตอนเกี่ยวข้องท่อก๊าซ ไม่เป็น อบต.แล้ว ราวปี 2541 คือหลังออกจากภารโรง มีเงินบำเหน็จก้อนหนึ่ง พอดีผมมีที่ดินติดกับถนนเอเชีย ก็คิดในใจว่าเงินที่เหลือนี้ จะเอาไปถมที่ดินตรงนั้นดีกว่า อนาคตจะได้ทำร้านค้าอะไรแบบนั้น พอถมเสร็จลูกชายหัวปี ซึ่งมีอาชีพจัดสวนหย่อม เขาสั่งต้นไม้มากองไว้ ในที่ดินที่ถมใหม่ เขาให้ผมไปเฝ้าต้นไม้ ผมก็ต้องออกจากบ้านไปเฝ้าต้นไม้ให้เขาอยู่ ไม่ได้กลับไปอยู่กับเมีย ปักหลักหุงข้าวกิน เฝ้าต้นไม้ ขายต้นไม้อยู่ที่นั่น" นี่เป็นจังหวะแรกที่เข้าวงโคจรค้านท่อก๊าซ

ลูกสินมีลูกชาย 3 คน ในที่ดินผืนนี้ ลูกชายคนโตตามไปปลูกบ้านอยู่ และชั่วไม่นานหลังจากนั้นพบว่ามีคนแปลกหน้าเดินเอากล้องมาสำรวจ แกถามว่าทำอะไร เขาก็บอกว่าท่อก๊าซผ่านมาทางนี้

"เราก็ไม่รู้เรื่องว่าท่อก๊าซอะไร ตอนนั้นที่จริงแล้วข่าวที่อื่นดังมาก่อนแล้ว หนังสือพิมพ์เริ่มเขียนว่า โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลย์ จะเกิดขึ้นแล้ว จะมีการสำรวจ รังวัดที่ดิน อะไรแบบนี้ หนังสือพิมพ์บางฉบับได้พูดถึงผลกระทบ ผมคิดว่ามันจะเป็นอย่างไรในอนาคต ชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะไหนบ้าง ข่าวทางจะนะ กลุ่มประชาชนต่างๆ ได้วิพากษ์วิจารณ์กันมาก บอกว่าให้ค้านไม่เช่นนั้นปัญหาจะเกิดขึ้นกับชุมชนแน่นอน เราว่าเอ๊ะ! คิดอย่างไรดีนะ" ลุงสินนึกถึงตอนนั้น ต่อมามีพวก เอ็นจีโอ หรือพวกไหนก็ไม่รู้เดินมาสัมภาษณ์เพราะว่าที่ดินที่แกอยู่ติดท่อก๊าซ

เขาถามแกว่ากลัวหรือไม่ แกบอกว่ายังไม่รู้เรื่องว่าเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ เขาบอกว่ามันอันตราย ทำให้แกเริ่มศึกษาจากข้อมูลต่างๆ เมื่อฟังจากหลายแหล่งรู้ว่าเป็นเรื่องไม่ดี ก็พอดีอาจารย์คนหนึ่งที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันมาปรึกษาว่าทางจะนะเขาค้านแล้ว ลุงสินจึงก็คิดค้านกับเขาบ้าง เริ่มจากเขียนป้ายข้อความไม่เห็นด้วยกับโครงการฯด้วยตัวเอง มาติดริมถนนเอเชียที่หน้าบ้าน หลังจากนั้นคนก็เริ่มสนใจ นักข่าวแวะมาคุยจนกลายเป็นแหล่งข่าวชาวบ้านคัดค้านท่อก๊าซที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคนหนึ่ง

ครั้นแกได้พบกับเอ็นจีโอ ที่มาชี้แจงว่าโครงการไม่ดีอย่างนั้นอย่างโน้นตรงกับใจแกที่คิดค้านอยู่แล้ว สุดท้ายทางเอ็นจีโอได้เชิญไปดูงานที่มาบตามพุด จังหวัดระยองซึ่งนับจากวันแรกที่รู้เรื่องท่อก๊าซถัดไปอีกราว 5-6 เดือน

บทเรียนจากมาบตาพุด

ไปดูงานคราวนั้นเป็นเรื่องลำบากยากแค้นพอควรสำหรับลุงสินเพราะการเดินทางไกลอันไม่คุ้นเคยและพบเรื่องราวที่ไม่คาดคิดมาก่อน แกเล่าว่าได้ไปดูโรงแยกก๊าซ การฝังท่อแล้วไปสัมภาษณ์ชาวบ้านริมทะเล ที่ระยอง ได้ข่าวน่าเศร้า คนที่นั่นบอกว่า "ถ้าคุณค้านก๊าซได้ยังไม่สาย แต่สำหรับพวกมาตาพุดสายเสียแล้ว"

"ผมฟังแล้ว ยิ่งกลัวมาก คิดว่าบ้านเราต้องเป็นแบบนั้น เขาเล่าให้ฟังว่า ต้องอพยพ โยกย้ายถูกไล่ที่ โรงเรียนมีปัญหาจากมลพิษ ตอนนี้ย้ายหนีไปแล้ว ตอนนั้นไปถึงพวกครูเขาบรรยายสรุปให้ฟัง มีบอร์ดเขียนว่าวันที่เท่านั้นมีอาการแบบนั้นกับนักเรียน เช่นว่าเลือดกำเดาไหล ทางจมูก เพราะก๊าซจากโรงงาน ผมยิ่งกลัว เคยมีเหตุโรงงานก๊าซรั่ว คนอพยพทั้งหมู่บ้าน ผมจึงสรุปกับตัวเองทันทีไม่ลังเลว่าจะต้องกลับมาคัดค้านโครงการท่อก๊าซอย่างรุนแรง" จากระยองแล้วขากลับคณะได้เดินทางไปร่วมเสวนาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่ลุงสินจดจำขณะอยู่ที่จุฬาฯคือคณะที่ไปด้วยจำนวนหนึ่งมีอาการของคนได้รับสารพิษ จนต้องไปหาหมอ ซึ่งหมอวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นการรับเอาสารพิษขณะไปดูงานโรงงานระยองนั่นเอง

"ผมไม่เป็นอะไร แต่ตอนไปดูที่โรงงานผมก็มึนหัวเหมือนกันตอนอยู่ที่นั่น เพราะเราไม่เคยชินกับสภาพอากาศแบบนั้น อากาศแบบนั้น ภูมิต้านทานก็ไม่มีไม่เหมือนคนที่อยู่ที่นั่นจนชิน ส่วนเราร่างกายจะรับไม่ได้เลย ตอนไปที่โรงงานที่มาบตาพุด ผมมึนหัวมาก ผมเข้าไปในอาคารเดี๋ยวหนึ่งก็อยู่ไม่ได้ มานั่งใต้ต้นมะม่วงหน้าโรงงาน มีหลายคนที่เป็นเหมือนกับผม"

กลับจากดูงานคราวนั้น ลุงสินจึงเดินหน้าค้านท่อก๊าซเต็มตัว แกมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนชาวบ้านในช่วงประชาพิจารณ์ครั้งแรก ต่อมา จนกระทั่งคืนวันที่ 20 ธันวาคม 2546 ที่หน้าโรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่

หลังเหตุการณ์ที่โรงแรมเจ.บี.

"คืนที่เจ.บี.ผมวิ่ง ตอนที่เขาทุบกัน ผมอยู่หลัง แต่ ไม่ได้ติดภาพในวิดีโอแล้ว ถ้าอยู่ในวิดีโอคงโดนเหมือนกัน แต่ผมเคยถูกขึ้นบัญชีดำมาก่อนทำประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ผมเคยตำรวจถูกเรียกไปสอบที่โรงพักหาดใหญ่ แต่ผมชี้แจงไปทางโทรศัพท์"

แกเล่า และยอมรับว่า ตอนหลังความหวังคนคัดค้านที่คิดว่าที่นายทักษิณ "คิดใหม่ทำใหม่" จะเลิกแน่โครงการนี้ ต้องผิดหวัง เพราะสุดท้ายได้ประกาศว่าตัดสินใจเดินหน้า เมื่อเป็นอย่างนั้นการต่อสู้ก็เริ่มหนักขึ้นในรูปแบบต่างๆ ทุกคนได้รับรู้ถึงการใช้อำนาจกึ่งเผด็จการ ใช้ทหารและตชด.ไปเฝ้า ดูแลรักษาในที่ต่างๆ กดดัน ให้ชาวบ้านต้องยอมสยบ

เขาเห็นว่า ยุคตำรวจเข้ามาคุมตามหมู่บ้านนี่เอง ที่แนวร่วมคัดค้านชาวบ้านที่นาหม่อมเริ่มท้อแท้ พอเขาจับคนจะนะไปมาก คนถูกจับแล้วก็มีปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากิน เวลาในการทำมาหากิน ต้องเสียเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาล ก็ยิ่งกังวล เพราะคนที่ค้านคือคนหาเช้ากินค่ำ พอทางการส่งตำรวจมาคุม ออกหมายจับพรรคพวกแถวหน้า ที่ไปยื่นหนังสือที่เจ.บี. ถูกออกหมายจับ เพื่อนจากนาหม่อม ที่เคยไปร่วมกับคนจะนะก็รู้สึกหวาดกลัว แต่เขาเองยังไปร่วมกับพี่น้องจะนะอยู่ ขณะที่คนที่ไปร่วมจะลดน้อยไปเรื่อย จาก 10 คนเหลือ 5 คนเหลือ 3 คน สุดท้ายเหลือแต่ลุงสินคนเดียว

ระยะหลัง แนวร่วมคัดค้านจากจะนะมีหนังสือหรือ โทรมาบอก ไปร่วมกิจกรรมอย่างที่ทำกันมา เขาไปชวนคนอื่นแต่ไม่มีใครไป จึงบากหน้าไปคนเดียวอยู่ 2-3 เที่ยว สุดท้าย เมื่อเห็นคนอื่นไม่เล่นด้วยแล้ว แกก็ต้องเงียบหายไปอีกคน อย่างไม่มีทางเลือกอย่างอื่น

"เหตุผลผม อีกอย่างคือมีค่าใช้จ่ายสูงในการไปร่วม ผมใช้รถส่วนตัวมาพาชาวบ้านไป น้ำมันรถผมก็ไม่เก็บจากใคร นอกจากค่ามันรถแล้ว ค่ากิน ค่าใช้จ่ายสำหรับไปไหนมาไหน ผมก็ไปบริจาคให้ที่โน่นอีก หมดไปหลายหมื่น ผมเสียสละอยู่เรื่อย ผมเองไม่ค่อยมีรายได้ อายุก็มากขึ้น ที่ยอมเพราะไม่มีใครในหมู่บ้านต้องร่วมต่อสู้แล้วก็เฉยเสีย วางเฉย แต่ในความรู้สึกลึกๆ แล้ว พอดูนโยบายของรัฐบาลนี้ก็คิดว่าใครไปขัดขวางจะถูกใช้มาตรการทางกฏหมาย เราเป็นคนชนบท ที่ไม่มีอิทธิพลอะไรก็ต้องยอมจำนน ไปโดยปริยาย"

เหตุที่ชาวบ้านต้องถอยไปทีละคน แกบอกว่าเพราะกลัวติดคุก กลัวตาย พอถูกออกหมายจับก็กระวนกระวาย และความสามัคคีในชุมชนนาหม่อมทางการต่อสู้ มีน้อยกว่าที่จะนะ ที่นั่นอยู่เป็นกลุ่มเดียว กอดคออยู่ตลอดเวลาแต่ที่นาหม่อม ไม่ใช่ ทุกคนเป็นญาติพี่น้องกัน กระทบกันบ้าง แต่พอสู้ไม่ได้ ฝ่ายหนึ่งก็อาจจะเยาะเย้ยว่า "กูบอกแล้วว่าอย่าเปลืองตัว" แต่ผ่านเวลาไปช่วงหนึ่ง ความบาดหมางก็ค่อยจางไป กลับไปก้มหน้าก้มตาทำมาหากินต่อไป

สภาพคนนาหม่อม

สภาพวิถีชีวิตผู้คนในนาหม่อม ที่รวมกันอย่างไม่เหนียวแน่นเท่าจะนะนั้น ลุงสินเห็นว่าเพราะการทำมาหากินไม่เดือดร้อน ส่วนมากอาชีพทำสวนยาง เรื่องนี้ไม่เดือดร้อนถึงตัวเหมือนอาชีพประมง และสภาพชุมชนขาดความสามัคคี กลมเกลียว ไม่เคยลำบากร่วมกันมาก่อน ทำให้เกิดลักษณะตัวใครตัวมัน

"แต่ในที่สุด อนาคตผลกระทบคงได้เหมือนกัน ไม่ว่าใครค้านหรือสนับสนุน ผลกระทบกับลูกหลานภายหน้า เชื่อเหลือเกินว่า ก็แบ่งปันเท่ากันพอกัน"

ถึงอย่างไร ที่ค้างในใจลุงสินอย่างไม่มีวันลบหายไปได้ คือ ยังเห็นว่าการกระทำของรัฐบาลไม่ถูกต้อง เพราะถ้าให้ถูกต้องจริงก็ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิชุมชน ชุมชนจะต้องกำหนด สิ่งที่ชาวบ้านต้องการ อยากได้อะไรตรงนั้น น่าจะดีที่สุด เพราะ ผลกระทบมันเกิดกับชาวบ้าน

"อย่างผมท่อก๊าซเข้าหน้าบ้านโดยตรง อย่างแรง เขาว่าท่อก๊าซยิงเข้าใต้ถนน ผ่านหน้าบ้านผมไม่รู้เป็นอย่างไรนะ แต่สิ่งที่เราไม่เคยคิดจะเกิดในลักษณะหนึ่งก็คือ กังวลใจว่าท่อก๊าซนี่จะระเบิดตอนไหน หรือรั่วตอนไหน จะกังวลใจตลอดไป ตลอดเวลา แต่เราไม่มีอำนาจ ก็ต้องยอมรัฐบาล มันรู้จะทำอย่างไร ก็ปล่อยให้ไป เราค้านอยู่คนเดียว ผมคิดว่าถ้าอะไรเกิดขึ้นในบ้านของเรา ก็จะได้รับผลกระทบพอกัน ไม่ใช่เราได้รับคนเดียว "

ล่าสุดลุงสิน รับไปเป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมของ ปตท. โดยเห็นว่าเป็นช่องทางการต่อสู้สุดท้ายที่พอหยิบจับได้ แกคิดว่า ถ้าทางปตท.หรือทีทีเอ็ม มาทำอะไรให้ชาวบ้านเดือดร้อน คณะกรรมนี้จะคัดค้านได้ เขาเห็นว่าค้านแบบเดิมไม่ไหว มามีบทบาทอย่างนี้ก็ยังดี แต่ชาวบ้านที่ร่วมคัดค้านกันมา เข้าใจว่าแกไปเข้าข้างปตท. และรับเงินปตท.

"ผมคิดว่าถ้าเราค้านอยู่ก็คนเดียว คนอื่นไม่ร่วมไม่รู้ทำอย่างไร แต่เมื่อเป็นกรรมการ ผมจะคัดค้านได้ ไปร่วมกับตำบลอื่น ผมจะได้พูดได้ เข้าไปตรวจงานเขาได้ ถ้าเลิกไปเลยเราไม่มีน้ำหนักจะไปพูดคุย ผมตัดสินใจว่าถ้าไม่เป็นตรงนี้ ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เลยลองดู ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร พอมีหวังอยู่บ้างเล็กน้อยที่จะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี" ใครประณามอย่างไร แต่แกบอกว่า การมารับตำแหน่งที่ว่า ก็ไม่มีเงินเดือนเงินดาวน์อะไร

ปัญหาเรื่องสุขภาพ

ลุงสินบอกว่าตัวเองเป็นคนสุขภาพกายแข็งแรง เพราะทำงานใช้แรงอยู่ตลอด แต่ยอมรับว่าหลังเข้าไปคัดค้านโครงการท่อก๊าซ ความเครียดมีมาก ขนาดต้องลุกขึ้นมาเขียนหนังสือ เพราะจังหวะนั้นนึกว่าต้องตายแน่ เพราะถูกข่มขู่ ทุกวัน ดีว่าเขาเป็นคนที่สนใจศึกษาหลักคำสอนทางศาสนาพุทธ โดยรับอิทธิพลมาจากแม่ที่ไปวัดตลอดจึงพอมีทางออกทางจิตใจให้กับตัวเองบ้าง

"อะไรที่ต้องเกิด ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ให้มันเกิดขึ้นไปเสีย ที่สูญเสียถือว่าถ้าถึงคราวเสียก็ต้องเสีย ไม่สะทกสะท้านเท่าไร ผมคิดปลงว่ามันเป็นกรรม ไม่รู้เกิดขึ้นแบบไหน เขาลิขิตว่าผมจะต้องเป็นคนแบบนี้ ต้องได้รับโทษ รับกรรม เราก็ต้องยอมรับในชีวิตของเรา แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ว่ายึดมั่นในใจอย่างแรงคือจะไม่ทำความชั่วให้คนอื่นเดือดร้อน พออายุมากขึ้นอย่างตอนนี้ ผมไม่อาฆาตใคร ไม่ค่อยโกรธใคร ไม่พูดหยาบกับใคร"

แกคิดว่าสุดท้ายแม้ว่าเราจะไปทุกข์ร้อน เดือดร้อน ร้องไห้ ฟูมฟายเสียใจ มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย บทเรียนจากอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน ซึ่งเกิดตามมาหลังวิกฤติค้านท่อก๊าซไม่นานนัก ทำให้แกเห็นสัจธรรมชีวิตขึ้นมาอีกระดับ

"ผมบอกภรรยาว่าทำใจให้สบาย อย่าเครียด ไม่ต้องท้อถอย ค่อยหาใหม่เอาอีก ถ้าหาไม่ได้ก็แล้วไป ต้องทำใจ ไม่ใช่ว่าวันนี้ กินปลาพงจะกินปลาพงตลอด พรุ่งนี้ อาจจะกินกับเกลือก็ได้ ก็ทำให้ภรรยาผมก็ดีขึ้น คนถ้าคิดได้จะไม่วอกแวก"

นอกจากใช้วิธีเขียนหนังสือในการบำบัดความเครียด แกบอกว่าจะใช้วิธีจะนั่งคุยกับเพื่อน ดื่มบ้างนิดหน่อย พูดระบายอารมณ์ความรู้สึก ไปนั่งคุย เฮฮา นั่งคุยเรื่องสนุก ตลก ช่วยให้ผ่อนคลายได้มาก แต่สิ่งสำคัญที่ค้นพบคือต้องปลง คิดให้ได้ว่าโลกนี้เรากำหนดไม่ได้ ฟันธงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้

แกเล่าว่า เครียดอยู่นานราว 1 ปีกว่า ก็ชินชาไปเอง จนคิดได้ว่าตายก็ช่างมัน ตายไปแล้วคงมีเป็นประวัติเอาไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษา ว่าตายเพราะคัดค้านโครงการนี้ แต่ว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปลงตกได้อาจเป็นเพราะ อายุก็มาก ลูกก็โตมีครอบครัวแล้วไม่กังวลอะไร ปัจจุบันจึงอยู่ไม่กังวล พร้อมจะเผชิญทุกอย่างแม้แต่ความตาย

น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ

แม้ผ่านมาแล้ว แต่บทเรียนอนาคตสำหรับชุมชนทุกแห่ง ในสายตาลุงสินคือต้องมีความสามัคคี ถ้ามีสิ่งที่ไม่ถูกต้องจะเกิดขึ้นก็ต้องค้านกันอย่างจริงใจ ถ้ามีความสามัคคี สามารถคัดค้านโครงการใหญ่ได้ อย่างท่อก๊าซถ้าคนทุกตำบลในอำเภอนาหม่อม ลุกขึ้นมาค้านหมด แกท้าว่าต้องเลี้ยวไปทางอื่นแน่ แต่ในความเป็นจริงเมื่อมีคนเพียงกลุ่มเดียวเฉพาะบ้านทุ่งฆ้อ อำเภอนาหม่อม ที่เหลือไม่มีใครสนใจเลย นั่นแหละเป็นบทเรียน ว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จะไปพึ่งคนที่อื่นไม่ได้

"ผมพูดบ่อยว่า คนเห็นแก่ได้ ที่ขายที่ดินเพื่อตั้งโรงงาน ไม่เอาดีกว่า แม้เขาจะให้ราคาแพง ผมว่าอนาคตไม่สวย ถ้าโรงงานเกิดขึ้นใกล้หมู่บ้าน ปัญหาที่สำคัญคือคนข้างนอกมาอยู่กับเรา จะไม่สามารถคุมสถานการณ์ของหมู่บ้านเราได้เลย การสร้างปัญหาสังคมจะเกิดขึ้นมาก ชุมชนเราเคยอยู่กันแบบพี่น้อง ปัจจุบันก็มีคนไม่รู้จักเข้ามาอยู่ แล้ว เป็นปัญหาที่ลูกหลานต้องคำนึง แต่อาจรั้งความเปลี่ยนแปลงต่างๆไม่อยู่ ลูกหลานเราต้องเจอแน่ เมืองรุกเข้ามาแล้ว เราจะปรับตัวอย่างไรในอนาคต ต้องคิด ตระหนักเอาไว้ให้ดี"

ผลกระทบ ก่อนจะมีท่อก๊าซที่เห็นได้ชัดที่นาหม่อมแล้ว คือมีโรงงานเกิดขึ้น เพราะซื้ออนาคตการเกิดขึ้นของท่อก๊าซและโซนอุตสาหกรรม ผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมก็มีให้เห็นแล้ว ในปัญหาคนนอก จากที่อื่นเริ่มมาอาศัยอยู่มากในหมู่บ้าน พอคนที่อื่นมาอยู่มาก

"แต่ก่อนคนบ้านเราเคยกินไข่มดแดง กินตามฤดูกาล คือช่วงเดือนมีนา-เมษา ที่ว่ามดแดงวางไข่ เราจะเก็บไข่มดแดงกินในช่วงนั้น แต่ปัจจุบันคือคนอีสานมาอยู่มาก ขอให้พบเป็นรังมดแดง ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนเขาเอาแม่แดง ภาษาบ้านเราว่าตัวอ่อน เอาไปกินหมด อนาคตผมว่ามดแดงน่าจะสูญพันธุ์ อีกอย่างกิ้งก่า คนบ้านเราไม่กินเขาไว้กินหนอนกินแมลง ที่ทำลายต้นไม้ เป็นหน่วยปราบศัตรูพืชชนิดหนึ่ง แต่พอคนที่นั่นมามีการออกล่ากิ้งก่าเป็นทีม ปัจจุบันยังมีรถกระบะบรรทุกกระบอกลัน คันละ 200 ชุด มากัน 10 คนดักปลาไหล ทั้งทุ่งบ้านเรา นั่นถือว่าเป็นการมาแย่งทรัพยากรของเรา เป็นการรุกราน เขามาจับไปขาย แต่ก่อนบ้านเราหาไว้กินเท่านั้น"

สำหรับลุงสินคุณภาพชีวิตที่ดี คือที่อยู่อาศัยต้องไม่มีมลพิษจากโรงงาน อยู่กันแบบพี่แบบน้อง รักใคร่ถ้อยทีถ้อยอาศัย การทำมาหากิน สุจริต ไม่เอารัดเปรียบคนอื่นจนเกินไป ไม่เห็นแก่ได้ และใช้ชีวิตอยู่สบายๆ ในธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์.