ทัศนีย์ นะแส
"ถ้าแม่ไร้พลังแล้ว เราไม่อยากคิดต่อไปอีกเลยว่า แล้วลูกๆ เขาล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป"

สามีของเธอได้ถูกหมายหัวจากผู้มีอำนาจรัฐว่าเป็นเอ็นจีโอที่นิยมความรุนแรง และยังลามไปแต่งเติมให้คนในครอบครัวอีกด้วย

ทัศนีย์ นะแส อาจารย์ประจำคณะพยาบาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ เป็นชาวจะนะโดยกำเนิด ด้วยเกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2501 ในครอบครัวข้าราชการแห่งอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา คุณปู่เป็นอดีตกำนันในตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ ส่วนรุ่นพ่อก็เข้ารับราชการครั้งแรกในอำเภอจะนะเฉกเช่นกัน สมรสกับบรรจง นะแส ผู้อำนวยการโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ เมื่อปี 2529 แล้วก็ย้ายมาปักหลักสร้างครอบครัวจนมีบุตรด้วยกัน 2 คนอยู่ที่บ้านสามีในพื้นที่ตำบลทุ่งหวัง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา จวบจนถึงเวลานี้

เรียนชั้นประถมถึงมัธยมต้นคือ ป.1- ม.ศ.3 ที่โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ซึ่งเป็นโรงเรียนของน้องชายพ่อตั้งอยู่กลางเมืองจะนะ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสุทธิรักษ์) จากนั้นไปต่อมัธยมปลาย ม.ศ.4-ม.ศ.5 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ กลางเมืองสงขลา ก่อนที่จะไปจบปริญญาตรีจากคณะพยาบาลศาสตร์ มอ. แล้วไปจบปริญญาโท สาขาวิจัยการศึกษา ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะนี้เป็นอาจารย์ประจำคณะพยาบาล มอ.ไปพร้อมๆ กับเรียนต่อปริญญาเอกหลักสูตรนานาชาติที่ มอ.ด้วยเช่นกัน

การรับรู้เรื่องท่อก๊าซ

ทัศนีย์ นะแส บอกเล่าให้ฟังว่า เริ่มรู้เรื่องราวของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียเมื่อประมาณปี 2540 จากปากของผู้เป็นสามี

"ปกติเกือบทุกเสาร์อาทิตย์จะกลับไปจะนะกัน เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ตอนนี้อยู่จะนะ พ่อแม่ปู่ยาตายายไม่มีแล้ว ก็มีพี่สาวแล้วก็อาๆ ที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่จะเจอกันบ่อยทุกเสาร์อาทิตย์จะกลับไปเจอญาติๆ ที่จะนะ ก็จะรับรู้กันตลอดทั้งครอบครัวใหญ่ ประเด็นนี้ทุกคนเขาก็แปลกใจว่า ทำไมพอพี่จงโดนจับทุกคนรู้ข้อมูลหมดเลย"

ปัญหาในจะนะไม่ได้เพิ่งเริ่มด้วยท่อก๊าซ แต่มันมีปัญหาเดิมก็คือ มีโรงงานแปรรูปยางพาราที่อยู่ในจะนะ เวลาเรานั่งรถไปปัตตานีก็จะได้กลิ่น เกิดขึ้นนานมาแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข เด็กไปโรงเรียนแล้วเรียนหนังสือโดยได้กลิ่นตลอด ฉะนั้นถามว่าคนจะนะที่คัดค้านโครงการท่อก๊าซและไม่เห็นด้วยอันนี้หรือเปล่า จริงๆ แล้วมีที่มา มีเบื้องหลัง เนื่องจากชาวบ้านเห็นปัญหาอยู่ว่าการมีโรงงาน การพัฒนาในแนวทางนี้นี่ มันเกิดปัญหากับเขาอย่างไร

"แล้วก็ถ้าถามว่ามันเกิดโครงการท่อก๊าซนี้ขึ้นมาอีกจะแก้ไขยากไหม ต้องยากแน่นอนเพราะขนาดแค่ปัญหาโรงงานที่มีอยู่ก็ไม่สามารถที่จะจัดการอะไรได้เลย มันก็ยังเปิดและดำเนินการอยู่ตามปกติ ในขณะที่เด็กไปโรงเรียนก็ยังได้กลิ่น ชาวบ้านรอบๆ ก็ไม่สามารถที่จะทำนาหรือเพาะปลูกอะไรได้เลย เพราะน้ำเสียที่ปล่อยออกมาจากโรงงาน พอเริ่มเรื่องท่อก๊าซเราก็เลยคุยกันเยอะ แต่ปกติเราก็คุยแล้วก็เจอกันบ่อย คุยเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ไม่ใช่พอมีเรื่องแล้วเรามารวมตัวกัน"

อาจารย์คณะพยาบาล มอ.เล่าว่า ปัญหาไม่ใช่ว่าเจอกับตัวเองเท่านั้น แต่รวมถึงคนจะนะ จำนวนมากด้วย และตัวเองก็เป็นคนจะนะ ส่วนใหญ่ญาติๆ จะเป็นครู แล้วก็ได้คุยกับผู้ปกครองนักเรียน

เหตุที่ทัศนีย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการท่อก๊าซเพราะเป็นคนจะนะ ซึ่งก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ครอบครัวทุกคนก็ไม่มีใครเห็นด้วยเลย พร้อมที่จะคัดค้าน

"ทีนี้ด้วยงานของสามีเองถ้าไม่นับโครงการท่อก๊าซแล้ว โครงการอื่นๆ ก็จะไม่เคยมีปัญหากับทางการ คืองานของสามีทำเรื่องทรัพยากรชายฝั่ง เรื่องทะเล เรื่องปะการังเทียมอะไรอย่างนี้ แต่พอมาโครงการท่อก๊าซเข้ามา ในความเห็นของสามีมันทำลายล้างสิ่งแวดล้อมก็เลยไม่เห็นด้วย ด้วยงานที่รับผิดชอบจึงเกิดการคัดค้านขึ้นมาที่นี่ในส่วนของเรา งานเราไม่ได้ยุ่งกับสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยครอบครัวอยู่ที่จะนะก็เกี่ยวข้อง ที่บ้านก็ไปเยี่ยมที่ลานหอยเสียบบ่อย ตอนชาวบ้านถูกจับก็ไปเยี่ยมกัน แต่ที่เขาประท้วงไม่ได้ไปร่วมด้วย แล้วพอโดนจับก็ต้องไปที่ศาลเพื่อเยี่ยมหรือเพื่อประกันตัว"

ทัศนีย์เล่าให้ฟังและว่า

"เรื่องท่อก๊าซตนไม่เคยมีความรู้มาก่อน โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าประเทศไทยเราขาดแคลนก๊าซ แล้วจะต้องขุดเอาก๊าซมาใช้ พอรู้ว่าจะมีท่อก๊าซเกิดขึ้นที่บ้านที่จะนะก็มีคำถามเกิดขึ้นว่า มันจำเป็นต้องขุดเอามาใช้ในรุ่นเราหรือเปล่า นี่คือคำถามแรก แล้วเราก็เริ่มหาข้อมูล อ่านหนังสือบ้าง ค้นดูทางอินเตอร์เน็ทบ้าง แล้วก็ถามสามีว่ามันเป็นอย่างไรโครงการนี้ มันจำเป็นไหม คือพอรู้ข่าวว่าจะมีโครงการท่อก๊าซ ครอบครัวก็ตื่นตัวกันทุกคน"

ทัศนีย์บอกว่า ไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดความรุนแรง เรื่องนี้ไม่มีอยู่ในหัวมาก่อนเลย แล้วทางสามีเองก็ไม่เคยมีท่าทีอะไรเลยว่าจะมีความรุนแรง

"พี่จงก็ไม่เคยคิดมาก่อนด้วยซ้ำ ขนาดวันที่เกิดเหตุ(วันที่ 20 ธันวาคม 2545) แกก็ยังโทรศัพท์คุยกันช่วงก่อนเดินทางไปว่า ชาวบ้านจะไปยื่นหนังสือให้นายกฯ เราก็ยังถามเลยว่าจะ ไปกันเยอะใช่ไหม พี่จงก็บอกว่าน่าจะเยอะ แล้วเราก็ไปทำงาน วันนั้นกลับจากที่ทำงานเร็ว แล้วเราก็โทรศัพท์ถามพี่จงว่า ไปถึงไหนแล้ว พี่จงบอกว่าไปถึงนาหม่อม เรายังถามอีกว่า แล้วจะถึงหาดใหญ่กี่โมง เดี๋ยวมืดแล้วชาวบ้านจะลำบาก พี่จงก็บอกไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าตอนนี้ถูกตำรวจกักอยู่ และกำลังเจรจากันอยู่ แต่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร"

ทัศนีย์กล่าวย้ำอีกครั้งว่า เชื่อว่าสามีไม่คิดหรอกว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้นในวันนั้น จึงไม่ได้เตรียมตัวอะไรด้วยซ้ำ เสื้อผ้าก็ไม่ได้เอาไป ของอะไรก็ยังอยู่ในรถยนต์เต็มไปหมด มั่นใจว่าสามีไม่ได้เตรียมตัวที่จะไปเจอเหตุการณ์ปะทะกันรุนแรงอย่างนั้น ไม่ได้เตรียมตรงนั้นไว้เลย

ความตื่นตัวของครอบครัว

ทัศนีย์เล่าย้อนกลับไปว่าหลังจากเกิดโครงการท่อก๊าซ คนในครอบครัวโดยเฉพาะลูกๆมีความตื่นตัวที่จะหาข้อมูลมาก

"เราจะพูดคุยกันในเรื่องนี้บ่อยๆ ส่วนใหญ่ที่บ้านตอนเย็นๆ เราจะทานข้าวด้วยกัน แล้วพูดคุยกันเป็นปกติ ลูกเขาก็มักจะถามเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร เราก็คุยกับเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะให้ข้อมูลเขาเต็มรูปแบบ เวลาว่างเราก็จะไปไหนด้วยกันพ่อแม่ลูกรวม 4 คน ที่ลานหอยเสียบเราเคยไปกางเต้นท์นอนดูดาวกันก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งเสียอีก ตอนที่คุณแม่ซึ่งท่านเป็นอัมพฤกษ์ยังมีชีวิตอยู่ เราก็เคยพาแม่ไปด้วย คือเราไปกันเป็นปกติอยู่แล้ว เสาร์-อาทิตย์กลับไปที่จะนะก็ไปชายทะเลกัน เพราะฉะนั้นลูกสาวคนโตก็จะรับรู้ข้อมูลเรื่อยๆ"

"ส่วนลูกชายคนเล็กเริ่มจะรู้เรื่องก็ตอนที่คุณพ่อของเขามีงานยุ่ง มีคนโทรศัพท์ไปคุยไปสัมภาษณ์ที่บ้านบ่อยๆ ลูกชายคนเล็กก็เลยมักจะถามว่า ป๊ามีปัญหาอะไรหรือกับโครงการท่อก๊าซนี้ วันนั้นพี่จงหอบแฟ้มโครงการท่อก๊าซกลับบ้าน แล้วบอกว่าให้น้องเจียลองอ่านดู ถ้าสนใจก็อ่าน ภาพนั้นเราจำได้เลยว่าลูกนอนอ่านอยู่หลายวัน อันไหนที่สงสัยเขาก็จะถาม"

เนื่องจากสามีเป็นคนมีเพื่อนมาก เวลามีเพื่อนๆ ไปหาที่บ้าน ซึ่งแทบทุกสัปดาห์จะมีเพื่อนๆไปที่บ้าน ไปนอนที่บ้านบ้าง

"เวลาคุยกันลูกๆ ก็ไม่ได้แยกไปต่างหาก เขาก็จะรับรู้ บางทีเขาก็ถามคนที่ไปบ้านเกี่ยวกับโครงการนี้ด้วย"

ความรุนแรงที่ไม่มีใครรู้

อย่างไรก็ตาม ทัศนีย์บอกว่า ถ้าความรุนแรงจากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียจะยังเกิดขึ้นและปรากฏให้เห็นอย่างนี้ต่อไป ก็ไม่รู้ว่าวันหนึ่งตนเองจะรับได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านๆ มาครอบครัวโดนมาหนักมากแล้ว

อย่างกรณีช่วงหลังเหตุการณ์ประชาพิจารณ์ บรรจง นะแส สามีของทัศนีย์มารับจากที่ทำงานใน มอ. แล้วไปนั่งทานข้าวกันที่ร้านเลียงข้าว พอหลังจากนั้นก็ขับรถกลับบ้าน ตอนเช้าตื่นขึ้นมาพบว่า ล้อรถยนต์ทั้ง 4 ล้อถูกกรีดยางทั้งหมด

"ตอนนั้นถ้าเกิดอุบัติเหตุกลางทางก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดกันทั้งคู่หรือไม่ ถ้าเป็นอะไรไปทั้งคู่แล้วลูกๆ ทั้ง 2 คน ต้องกำพร้าพ่อแม่เขาจะอยู่กันอย่างไร"

อีกกรณีหนึ่ง เธอเล่าว่าเหตุเกิดที่บริเวณตลาดสวนตูล ใกล้ค่ายทหาร ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ตนเองไปซื้อกับข้าว ช่วงที่เดินข้ามถนนกลับไปที่รถ มีรถกระบะคันหนึ่งติดฟิล์มทึบแสงทั้งคันถอยหลังมาอย่างแรง เหมือนตั้งใจจะชนตนเอง แม่ค้าที่ตลาดเห็นและตกใจกันหมด แต่สุดท้ายก็หลบเลี่ยงได้พ้น จากนั้นก็ตั้งใจจะเดินไปเคาะประตูรถคันนั้นแล้วถามคนขับว่ามีอะไรหรือเปล่า ไม่ได้มองข้างหลังหรือเปล่า หรือว่ามองแล้วไม่เห็น

"ตอนนั้นไม่คิดว่าเขาตั้งใจจะกระทำอะไรกับเราหรอก แต่ปรากฏว่าคนขับรถคันนั้นกระชากรถออกตัวหนีไปเลย ช่วงนั้นพอดีมีทหารที่เฝ้าตลาดอยู่แถวๆ นั้นเดินมาบอกว่า พี่ไม่ต้องไปตามเขาหรอก พี่รีบกลับบ้านไปเลย นั่นล่ะจะปลอดภัยที่สุด ซึ่งดูเหมือนว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นการปองร้ายเราแน่นอน" ยังมีอีกกรณีคือ เธอเล่าว่าระหว่างขับรถออกมาพร้อมลูกจากบ้านที่ทุ่งหวังเพื่อจะไปทำงาน ปรากฏว่าออกจากบ้านได้ไม่นานก็ถูกรถยนต์คันหนึ่งขับจี้มาข้างหลัง แล้วมาจ่อท้ายรถของตนเองแบบที่คนปกติธรรมดาเขาไม่ทำกันอย่างนี้ รถคันนั้นจี้ติดมาตลอดทาง จนมาถึงช่วงสามแยกน้ำกระจาย ซึ่งเป็นเขตชุมชน เธอตัดสินใจเลี้ยวเบนหน้าไปทางหาดใหญ่ถึงได้หยุดจากการติดตามของรถยนต์ลึกลับคันนั้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกมากมาย อาทิ มีคนไปหาที่บ้านตอนที่ทัศนีย์และครอบครัวไม่อยู่บ้านหลายครั้ง ซึ่งถือว่าน่าจะเป็นการข่มขู่ หรือไม่ก็ต้องการแสดงบางสิ่งบางอย่างให้เธอ รวมถึงคนในครอบครัวเราได้รับรู้ ซึ่งเธอเชื่อว่าทั้งหมดนี้น่าจะมาจากกรณีปัญหาโครงการท่อก๊าซนี้นั่นเอง

"สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการใช้ความรุนแรงที่คนทั่วๆ ไปอาจไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา กับคนในครอบครัวของเรา"

ถูกมองว่ารับเงินต่างชาติ - ร่ำรวยผิดปกติ

ในฐานะแม่ของลูก 2 คน ทัศนีย์เล่าว่า เมื่อเกิดผลกระทบมาสู่ครอบครัวตนเอง อันเนื่องมาจากโครงการท่อก๊าซนี้ เรื่องอย่างนี้ตอนที่ลูกๆ ไปโรงเรียนก็มีปรากฏการณ์ให้เห็นเช่นกัน อย่างลูกสาวคนโตที่ชื่อน้องจริงจังก็ถูกเพื่อนแซวบ้าง มีคุณครูมาถามข้อมูลบ้าง หรืออย่างลูกชายคนเล็กน้องเจียระไนก็มีครูประมาณ 3-4 คนมาบอกว่า บอกพ่อด้วยนะคุณครูเชียร์อยู่ หรืออย่างผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่งก็มากอดคอแล้วบอกว่า รู้นะว่าลูกใคร อะไรทำนองนี้

"กับเพื่อนน้องจริงจังที่แซวกันก็เช่นว่าเป็นนักอนุรักษ์ แต่เท่าที่ดูก็ไม่ได้เป็นเหตุถึงกับให้ต้องมีปัญหากับเพื่อนๆ อย่างเมื่อเทอมที่แล้วน้องจริงมาบอกว่า เพื่อนมาเล่าให้ฟังว่า เราต้องซักเสื้อผ้าเอง รีดเสื้อผ้าเอง เพราะพ่อเราไม่อยู่ แม่ก็ต้องไปทำงาน แล้วน้องจริงถามกลับว่า พ่อเธอไปไหนล่ะ เพื่อนก็บอกว่าพ่อเราต้องไปเฝ้าพ่อเธอที่ลานหอยเสียบ ซึ่งคุณพ่อเขาเป็นตำรวจ ตชด. น้องจริงก็กลับมากบอกพี่จง พี่จงก็บอกว่าป๊าก็สงสารตำรวจเหมือนกันที่ต้องไปเฝ้าลานหอยเสียบ เพราะไปตั้งค่ายอยู่ข้างฟาร์มเลี้ยงไก่ ซึ่งมีกลิ่นเหม็นมาก"

ประเด็นที่ทัศนีย์รู้สึกไม่สบายใจมากๆ ก็คือ การถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งทั้งครอบครัวก็พร้อมที่จะให้มีการตรวจสอบว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ได้มาอย่างไร เพียงแต่ตรวจสอบแล้วอยากให้มีการพูดให้สาธารณะชนได้เข้าใจด้วย แต่ว่าพอตรวจสอบแล้วก็เงียบไป ซึ่งสาธารณะชนถูกทำให้เข้าใจไปเรียบร้อยแล้วว่า ครอบครัวของตนเองร่ำรวยผิดปกติ

ทัศนีย์ถ่ายทอดความรู้สึกที่สามีถูกทำให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านมาโดยตลอด แล้วก็ถูกกระทำต่างๆ นานาหลายสิ่งหลายอย่าง อาทิ มีการกล่าวหาว่าเป็นเอ็นจีโอที่รับเงินต่างชาติมาทำลายประเทศไทย หรือมีความร่ำรวยผิดปกติ มีเงินซื้อรถยนต์ป้ายแดง หรืออะไรทำนองนี้ว่า อยากให้มีการตรวจสอบมากๆ เลย แล้วจากนั้นก็ทำความจริงให้เป็นที่ประจักษ์

"ที่ผ่านมาตัวเราเองตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบอะไรอื่นๆ เรารู้ว่าถูกตรวจสอบแน่นอน พี่จงเองก็ถูกตรวจสอบ เสียใจเพียงอย่างเดียวว่า เมื่อตรวจสอบแล้วทำไมไม่เอามาตีแผ่ในที่สาธารณะเลยว่า มีทรัพย์สินเท่าไร มีรายได้อะไรบ้าง รายได้จากสวนยางเท่าไร อะไรอย่างนี้ เอามาตีแผ่เลยแล้วเราจะยินดีมากๆ ไม่ใช่ตรวจสอบแล้วก็เงียบ ซึ่งก็ตอนที่จะตรวจสอบรายชื่อก็ไปปรากฏทางหน้าหนังสือพิมพ์เลย แล้วทุกคนก็รับรู้ไปแล้วว่า เราร่ำรวยผิดปกติ"

สิ่งนี้เกิดขึ้นกับสามีของทัศนีย์

"สำหรับพี่จงนั้น ด้วยงานที่ทำก็โดนแบบนี้มาตลอดอยู่แล้ว ตอนที่ยังไม่เจอเรื่องร่ำรวยผิดปกติ ก็โดนตั้งแต่ว่าคนมองว่าเอ็นจีโอเอียงซ้าย แล้วพี่จงก็โดนแบบนี้มาตั้งแต่ก่อนแต่งงานอยู่แล้วด้วย อันนี้เรารับรู้ พี่จงโชคดีตรงที่ว่าญาติๆ ฝ่ายเราเข้าใจ เพราะฉะนั้นจะไม่มีแรงกดดันจากครอบครัวเลย แต่ที่ผ่านๆ มาปัญหาลักษณะนี้ยังจำกัดวงอยู่แต่พี่จง ยังไม่เคยลามไปถึงคนในครอบครัวเลย อย่างกรณีชาวบ้านประท้วงปลากระตักอะไรต่างๆ แต่สำหรับกรณีท่อก๊าซนี่เป็นครั้งแรกที่ผลกระทบเข้ามาถึงคนในครอบครัว และไม่ได้กระทบแต่กับเราเท่านั้น แต่กระทบถึงคนทั้งครอบครัวใหญ่ทั้งหมดเลย"Ž

อะไรคือความรุนแรง?

หลังจากที่เห็นว่าความรุนแรงเกิดขึ้นแล้วกับโครงการท่อก๊าซนี้ ทัศนีย์มองเห็นว่า ความรุนแรงมันถูกพัฒนาให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแง่ที่มีการกระทำต่อชาวบ้าน แต่พร้อมๆ กันนั้นก็ยังค่อนข้างมั่นใจว่า คนน่าจะได้รับรู้ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับโครงการนี้ และถ้าใครได้มาสนใจศึกษาข้อมูลของโครงการนี้ที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์แล้ว ถ้าเขาได้รับรู้ข้อมูลจริง ได้พิจารณาด้วยเหตุและผล เชื่อได้ว่าทุกคนต้องไม่เห็นด้วย ทุกคนต้องคัดค้านโครงการท่อก๊าซนี้แน่นอน ถ้าไม่ใช่คนที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องด้วย

"เราเชื่อแบบนั้นด้วยข้อมูลทางวิชาการ ด้วยข้อมูลที่ได้จากประสบการณ์ของประเทศอื่นๆ ที่เขามีท่อก๊าซว่าผลเสียมันมากน้อยแค่ไหน เรารู้แล้วค่อนข้างเชื่อว่า มันคงจะไม่เกิดในบ้านเราแน่ๆ คิดอย่างนั้นจริงๆ แล้วมีสิ่งที่ประกอบกันคือ ก๊าซไม่ได้จำเป็นสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ เรายังต้องจ่ายเงินค่าไม่ใช้ก็ต้องจ่ายให้กับประเทศพม่าปีหนึ่งๆ ตั้งไม่รู้เท่าไร เพราะเราซื้อก๊าซเขา แต่ว่าเรายังไม่จำเป็นต้องใช้ ตอนนี้ก๊าซในประเทศเหลือเฟือมากๆ เลย เราก็คิดว่าโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น"

"เราไม่คิดหรอกว่าผลประโยชน์มันจะยิ่งใหญ่กว่า ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดในประเทศไทยเรา ส่วนหนึ่งก็คือว่า เราเคยผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงแบบนี้มาหลายครั้ง จึงไม่เคยคิดว่ามันจะหวนกลับมาเกิดอีกในรุ่นเรานี้อีก"

ผลกระทบที่เกิด

สำหรับผลกระทบด้านสุขภาพอันเนื่องมาจากโครงการท่อก๊าซที่มีต่อครอบครัวนั้น ทัศนีย์บอกว่า ด้านร่างกายของสามีได้รับผลกระทบมากที่สุด และเป็นข้อมูลที่คนอื่นๆ ไม่เคยทราบมาก่อนเลยคือ สามีนอนหงายไม่ได้เป็นเดือน

"เพราะโดนตีที่หลังช่วงเหตุการณ์วันที่ 20 ธันวาคม 2545 ที่ถูกตำรวจจับกุมตัวไปด้วย สามีเห็นคนแก่เขาล้มลงไปบนถนน แล้วตำรวจจะตามไปตี แกก็ไปขวางแล้วหันหลังให้ตำรวจเพื่อจะยกคนแก่คนนั้นขึ้น ตำรวจเห็นแกก็จำหน้าได้เลยทุบหลังแก หลังจากนั้นแกนอนหงายไม่ได้เลย ต้องนอนตะแคงนานนับเดือน แกเลยปวดหลังมากต้องไปให้อาจารย์หมอสุรินทร์ที่ มอ.ดูให้"

ผลที่ตามมามีอาการถึงขนาดร่างกายบางส่วนชาไปเลย

หลังเหตุการณ์คืนวันที่ 20 ธันวาคม ทัศนีย์บอกความรู้สึกแวบแรกที่ได้รับรู้ว่าสามีถูกทุบตี ถูกกักขังและถูกระทำต่างๆ นานาว่า มันเหมือนไม่ใช่ยุคนี้ มันไม่ใช่ยุคสมัยปัจจุบัน

"ขณะตอนสามีถูกตำรวจจับกุมเราก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่า พี่จงเป็นคนเดียวที่โดนใส่กุญแจมือ ตอนที่พี่จงโทรศัพท์หาก็เข้าใจว่าพูดมือถือได้เป็นปกติ แต่ได้มารู้จากน้องๆ ที่ถูกจับกุมพร้อมกันเขาเล่าให้ฟังที่หลังว่า เขาล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋าแล้วกดให้พูด เพราะพี่จงมือถูกใส่กุญแจมือ แล้วก็หลังจากพูดเสร็จโทรศัพท์เครื่องนั้นก็ถูกยึดไป ตัวเราก็ไม่คิดว่าในยุคที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมันยังจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก"

ทัศนีย์เล่าอีกว่าตอนที่สามีถูกขังนั้น สถานที่กักขังก็มีสภาพแย่มากเลย ทั้งกลิ่น ความคับแคบ ซึ่งเลวร้ายไปทุกอย่าง

"แต่ทาง ตชด.ก็พูดดีนะ เราก็ได้คุยกับท่าน เราก็บอกเลยว่าเป็นใคร เป็นอะไรกับพี่จง และมาเพื่ออยากจะเยี่ยม ท่านก็มาพูดว่า ที่นี่ไม่ได้เตรียมสถานที่ไว้สำหรับการกักขังคนนอกเป็นเวลานานๆ คือสภาพที่เขาใช้ขังอยู่เป็นแบบว่า พวกเจ้าหน้าที่ที่หนีเวร หรืออะไรพวกนี้ ขังกันแป๊บๆ ก็ปล่อย"

ผลจากเหตุการณ์ในคราวนั้น ทัศนีย์รู้สึกได้ถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต

"ถามว่าเรารู้สึกอย่างไร ก็รู้สึกหลายๆ อย่าง ที่รู้สึกมากๆ ก็คือว่า มันคงไม่มีความปลอดภัยแล้วล่ะในบ้านนี้เมืองนี้ มันคงไม่ใช่แค่เอ็นจีโอ เรารู้สึกว่ามันคงไม่ปลอดภัยสำหรับใครๆ เลย โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่จะต้องประชันหน้ากับทุกปัญหา พี่จงยังโดนจากเรื่องท่อก๊าซ แต่สื่อนี่โดนทุกเรื่องเลย เรามองว่ามันเป็นความไม่ถูกต้องในสังคม แถมสื่อก็ถูกซื้อไปเกือบหมดแล้ว ต่อไปคงหาความสงบสุขอะไรไม่ได้"

ส่วนความรู้สึกของลูกๆหลังเหตุการณ์ในวันนั้น

"เรื่องลูกๆ นั้น ลูกก็จะรู้ข้อมูลอยู่ตลอด แล้ววันที่พี่จงโดนจับ เราก็อยู่กัน 3 คนแม่ลูก ตอนแกโดนจับมีคนโทรศัพท์ไปบอก แล้วคนโทรยังย้ำด้วยว่าอย่าเล่าเรื่องนี้ให้เด็กๆ ฟัง เราเองก็บอกลูกเลย เพราะที่ผ่านมาเราก็บอกลูกๆ ทุกเรื่องอยู่แล้ว เราคุยกันตลอด ลูกก็บอกว่าไปที่ป๊าไหม เราบอกให้รอเดี๋ยวป๊าคงโทรศัพท์มา ตอนนั้นพี่จงยังไม่โทรมา น้องจริงจังยังบอกว่า ถ้าป๊าโดนใส่กุญแจมือป๊าเค้าจะโทรหาเราไม่ได้ ลูกๆ เขาก็ห่วงพ่อเค้า เราก็พยายามบอกว่าคงไม่เป็นไรหรอก"

ทัศนีย์เพิ่มเติมว่า หลังจากที่ญาติพี่น้องทราบเรื่องเหตุการณ์วันที่ 20 ธันวาคม 2545 ก็ทันทีเลยญาติบางส่วนรีบขับรถออกไปตามหาว่าสามีถูกจับไปขังไว้ที่ไหน ญาติบางส่วนตามรถยนต์ของสามีที่อยู่ในบริเวณที่เขาปะทะกัน แล้วรับรู้ว่าถูกลากไปแล้ว ญาติอีกบางส่วนก็มาอยู่เป็นเพื่อนที่บ้าน แล้วตอนเช้าก็ไปศาลด้วยกันทั้งหมด ซึ่งญาติๆ ทุกคนเข้าใจ แต่ทุกคนก็ไม่เคยคิดว่ามันจะรุนแรงขนาดนี้

ภรรยาของเอ็นจีโอยุคนี้

ในฐานะภรรยาของเอ็นจีโอที่ถูกกล่าวหาใส่ความมาต่อเนื่องนั้น ทัศนีย์เคยพูดเรื่องนี้กับสามี

"โดยถามว่ากังวลไหมกับเรื่องที่เกิดขึ้น คำตอบที่ได้คือ สามีไม่กังวลตรงนั้น และ เราก็รู้ว่าเค้าเป็นคนอย่างไร คนมักจะบอกว่าสามีตนเองเป็นคนรุนแรงมาก ชอบใช้ความรุนแรงอะไรทำนองนี้ แต่ว่าความจริงมันไม่ใช่ แล้วสามีตนเองก็ไม่ใช่เทวดาที่จะไปเปลี่ยนความคิดชาวบ้านได้ เราเชื่อว่าถ้าคนอื่นๆ ได้มีโอกาสลงมาสัมผัสพื้นที่ ได้พูดคุยกับชาวบ้าน เขาก็จะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ที่จริงเราเองก็งงเหมือนกันนะว่า ทำไมคนเขาจึงคิดแบบนี้ ทำไมถึงไปดูถูกชาวบ้าน คนเราน่าจะคิดได้เอง ลองคิดดูพ่อแม่ปู่ย่าตายายเราก็ไม่ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่ถามว่าท่านโง่ไหม ก็ไม่ใช่ บรรพบุรุษเราได้เข้าสู่ระบบการศึกษาไหม ก็ไม่อีก ถามว่าท่านโง่ไหมเรื่องแบบนี้ คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน ท่านมีภูมิปัญญาเยอะแยะ มากกว่าเราด้วยซ้ำ ชาวบ้านก็เหมือนกัน เขาก็มีภูมิปัญญาของเขา มีวิธีคิด มีเหตุผล ประเด็นนี้เรางงมากนะ ทำไมถึงคิดว่าชาวบ้านโง่ ชาวบ้านไม่ใช่จะถูกใครชักจูงไปได้ง่ายๆ โดยเฉพาะคนภาคใต้ด้วยแล้ว มันไม่ใช่เลยในสิ่งแบบนี้"

ในรั้วมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ ในแวดวงคนในรั้วมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน ซึ่งก็มีกลุ่มคนที่เข้าใจปัญหา อีกส่วนก็เป็นคนที่ไม่มีเวลาไปหาข้อมูลอะไร แต่จิตใจของเขารักความเป็นธรรม เขาก็จะ ค้านโครงการท่อก๊าซนี้

"บางคนก็มาถามเราว่าเรื่องเป็นอย่างไร เราก็อธิบายให้ฟัง บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แล้วเขาก็ไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมเอง แต่จะมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมรับข้อมูลแตกต่างเลย เขาจะรับข้อมูลด้านเดียวคือ มองว่าเราหรือครอบครัวของเราไม่ดี ตรงนี้ก็มีเหมือนกัน ก็มีผลต่อเราคือ เราก็รู้ว่าเขาไม่ยอมรับเรา แล้วเขาก็มองว่าเรามีอิทธิพลอะไรอย่างนี้"

ทัศนีย์สะท้อนภาพที่เกิดขึ้นในสถานที่ทำงาน

สงสารแม่ที่ไร้พลัง

สำหรับผลกระทบจากโครงการท่อก๊าซนี้ที่นับว่าหนักหนาสาหัสที่สุดในความรู้สึกนึกคิดของทัศนีย์นั้น กลับไม่ได้เป็นเรื่องของผลกระทบที่มีต่อตนเองหรือคนในครอบครัว ทั้งนี้ทัศนีย์บอกเล่าว่า สิ่งที่ตนเองรู้สึกว่าเป็นความเลวร้ายมากที่สุดคือ การที่ตนเองได้เห็น ได้รับรู้ว่าชาวบ้านถูกอำนาจรัฐกระทำในหลายสิ่งหลายอย่าง

"สงสารชาวบ้านมากๆ เลย ยกตัวอย่างตั้งแต่พี่จงโดนจับก็โอเคเราก็กังวล แต่ว่าตอนชาวบ้านโดนจับนี่ ภรรยาและครอบครัวเขาที่น่าสงสารมาก มีวันหนึ่งเราไปที่โรงพัก เพื่อประกันตัวชาวบ้านที่ถูกตำรวจจับกุม เรานั่งอยู่ที่โรงพัก คนที่ไปด้วยกันเขาก็เดินไปโทรศัพท์ ตอนนั้นมีน้องผู้หญิงที่เป็นภรรยาชาวบ้านที่ถูกจับเดินมานั่งต่อหน้า แล้วเอามือวางที่ขาเรา เขาพูดออกมาเราก็รู้เลยว่าเขาจัดการอะไรไม่ถูก พอสามีโดนจับเขาไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ความรู้สึกตอนนั้นเรารับรู้ได้เลยว่า เขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว เราก็ได้แต่พยายามปลอบใจเขาว่า ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวก็ยื่นประกันได้แล้ว เรื่องแบบนี้มันกระทบจิตใจมากเลย"

ในฐานะที่ทัศนีย์เป็นพยาบาลก็ยังมองอีกว่า เมื่อหัวหน้าครอบครัวเขาโดนตำรวจจับ เขาในฐานะแม่ยังมีความรู้สึกแบบนี้

"ซึ่งในภาษาพยาบาลเราบอกว่า เขาไร้พลัง ถ้าแม่ไร้พลังแล้ว เราไม่อยากคิดต่อไปอีกเลยว่า แล้วลูกๆ เขาล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป ในสภาพการณ์แบบนี้แม่ควรจะลุกขึ้นมาเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกแทนพ่อ ต้องดูแลลูกๆ ให้ได้ ต้องให้กำลังใจสามี และต้องดูแลตัวเองด้วย"

"วันนั้นลูกๆ เขาไม่ได้มาด้วย แล้วคนที่มาเป็นเพื่อน ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิง จะมีเพียงคนขับรถที่เป็นผู้ชายเท่านั้น เพราะชาวบ้านคนอื่นๆ เขาก็ไม่มั่นใจว่า ถ้าเขามาเป็นเพื่อนครอบครัวนี้แล้ว เขาจะโดนจับกุมไปด้วยอีกหรือเปล่า เพราะว่าบางทีตำรวจจับชาวบ้านแบบที่บางคนยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำผิดอะไร แล้วตำรวจก็บอกข้อหาไม่ได้ด้วย แล้วก็ไม่บอกด้วยว่าจับกุมแล้วเอาไปไว้ไหน เขาทำอะไรไม่ได้เลย ผลกระทบลักษณะนี้มันรุนแรงมากๆเลย"

นี่คือความรู้สึกนึกคิดของอาจารย์พยาบาล มอ. นักศึกษาปริญญาเอก มอ. แม่ของลูกชายและลูกสาว 2 คน.