![]() ศุภวรรณ ชนะสงคราม "รู้สึกเยอะเวลาที่คนโดนจับแล้วประกันไม่ได้ ว่าทำไมไม่ยุติธรรมเลย"
ศุภวรรณ ชนะสงคราม คือหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมและตกเป็นผู้ต้องหาจากเหตุการณ์ การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลกับกลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ที่ผ่านมา ศุภวรรณเป็นหญิงสาวที่อยู่ในเหตุการณ์ปะทะกันในวันนั้น ไม่ว่าจะทางสื่อมวลชน หรือสื่อที่มีการแจกจ่ายกันอย่างแพร่หลาย เชื่อว่าหลายคนคงจะจำภาพหญิงสาว ซึ่งถูกฉุดกระชากลากลงจากบริเวณที่นั่งด้านหน้าของรถยนต์ 6 ล้อนำขบวนของฝ่ายชาวบ้าน โดยกระจกรถยนต์ถูกทุบตีจนแตกละเอียด หลังลงมาอยู่บนถนนก็ถูกระชากลากถูกต่อไปอีก ทั้งๆ ที่มีเลือดอยู่ทั่วร่างและเสื้อผ้าถูกฉีกกระฉากขาดเป็นริ้วๆ ก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้การจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หญิงสาวคนดังกล่าวคือ ศุภวรรณ ชนะสงคราม นางสาวศุภวรรณ ชนะสงคราม เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2514 เป็นบุตรีคนที่ 4 หรือคนสุดท้องของ นายสมศักดิ์-นางถาวร ชนะสงคราม โดยมีพี่ชาย 2 คนและพี่สาว 1 คน แม้คุณพ่อและคุณแม่จะมีพื้นเพเป็นชาวพัทลุง แต่ความที่คุณพ่อรับราชการอยู่กรมชลประทาน คุณแม่รับหน้าที่เป็นแม่บ้านเต็มตัว จึงทำให้ต้องอพยพครอบครัวโยกย้ายไปรับหน้าที่ยังจังหวัดต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง และลูกๆ แต่ละคนก็เกิดกันคนละจังหวัด ศุภวรรณเกิดที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ศุภวรรณเริ่มเรียนชั้นอนุบาล 1 ที่โรงเรียนชลประทานวิทยา อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี แล้วก็อพยพตามคุณพ่อมาเรียนต่อแบบข้ามชั้นไปเรียน ป.1-ป.6 เลยที่โรงเรียนอนุบาลนครศรีธรรมราช จากนั้นเรียนต่อชั้น ม.1-ม.3 ที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศในจังหวัดนครศรีธรรมราช และเรียนชั้น ม.4-ม.6 ในโปรแกรมวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์โรงเรียนเดียวกัน ก่อนที่จะสอบเข้าเรียนต่อได้ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)วิทยาเขตหาดใหญ่ ในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ ชีวิต NGOsช่วงเรียนในมหาวิทยาลัยนี้เอง ศุภวรรณได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากขึ้น ได้อ่านหนังสือที่นับว่าแปลกใหม่ ได้เรียนรู้และเก็บซับประสบการณ์ต่างๆ มากมาย หลายต่อหลายครั้งเป็นปรากฏการณ์ที่ตนเองไม่เคยสัมผัสหรือรับรู้มาก่อน แต่ทั้งหมดทั้งปวงที่ห้วงแห่งชีวิตนี้ได้สัมผัสเวลานั้น มันได้นำพาแก๊สไปสู่หนทางแห่งอาชีพที่ภาคภูมิใจในเวลานี้คือ ความเป็นนักพัฒนาในองค์กรเอกชนหรือ NGOs นั่นเอง "ตอนเรียน ไม่ค่อยได้เรียนเต็มที่เท่าไร ตั้งแต่ปี 1 เทอม 2 ก็เริ่มออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทเรื่อยมา" เป็นประสบการณ์แปลกใหม่อย่างยิ่งสำหรับชีวิตที่ได้เห็นและสัมผัสกับชนบทจริง รู้สึกตื่นเต้นไปหมด เห็นการทำงานของชาวนาก็รับรู้ว่ากว่าจะมาเป็นข้าวให้คนกินนั้นยากลำบากอย่างไร ไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยว่าชาวบ้านร้านตลาด รวมถึงเพื่อนสนิทบางคนไม่สามารถเบิกค่าเล่าเรียนและค่ารักษาพยาบาลได้เหมือนที่ครอบครัวตนเองได้รับสิทธิ์นี้ ไม่สบายก็สามารถไปรักษาได้ฟรีที่โรงพยาบาล แถมได้รับอภิสิทธิ์ลัดคิวให้หมดได้ตรวจก่อน ทั้งที่ชาวบ้านต่างๆ ที่มาออแน่นขนัดนั้น หลายคนมาจากต่างจังหวัดและต้องมาเข้าคิวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ประกอบกับช่วงเรียนปี 3-4 เพื่อนเอาหนังสือที่ประเทืองความคิดมาให้อ่านจำนวนมาก โดยเฉพาะหนังสือที่เขียนโดยนักคิดนักเขียนไทย อาทิ ธีรยุทธ บุญมี และเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นต้น "หนังสือที่ชอบมากและยังประทับใจมาจนทุกวันนี้คือ มหาวิทยาลัยชีวิต กับเดินป่าเสาะหาชีวิตจริง ที่เขียนโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" นอกจากนี้แล้วในช่วงเรียนปี 4 ก็ได้หันมาสนใจด้านแนวคิดทางศาสนา โดยก่อนที่จะจบยังได้เคยบวชธรรมจาริณีเป็นเวลา 15 วันที่อาศรมศานติไมตรีและได้ศึกษาธรรมมะที่สวนโมกข์ของท่านพุทธทาสที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย "เรารู้เรื่องเหตุการณ์เดือนตุลามาบ้างเหมือนกัน ไม่นึกว่าจะมีคนที่เอาชีวิตของตนเป็นเดิมพันได้ขนาดนั้น เราทึ่งมาก ช่วงเรียนอยู่ปี 3 ตอนนั้นฝึกงานอยู่ที่บริษัทหาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ปรากฏว่าเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เราไม่ชอบการชุมนุม คิดว่าน่าจะมีทางอื่นให้ทำ ที่ศาลากลางจังหวัดมีการชุมนุมกันของประชาชน เราก็กะว่าจะแวบไปดูหน่อย แต่ก็ไปทุกวัน ไม่ได้รู้จักใครแต่ก็ไป ช่วยเขาแจกข้าวบ้าง ทำอะไรต่างๆ บ้าง ซึ่งตอนนี้เองที่ได้รู้จักคนในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชน แต่ก็ไม่กี่คน" ศุภวรรณบอกเล่าให้ฟังและเสริมว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬนี่เองที่เป็นจุดเริ่มให้คิดถึงอนาคตตัวเอง คิดถึงงานที่จะต้องทำขึ้นมา คิดว่าความต้องการของตัวเองไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะทำงานกับองค์กรทางธุรกิจ "คิดว่าน่าจะต้องเป็นงานที่ตนเองอยากทำ แล้วก็ต้องสามารถไปร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ได้ด้วย เป็นนักธุรกิจเองก็คงจะยุ่งยาก และนี่เองที่ส่งผลให้แก๊สตัดสินใจมุ่งหน้าเดินสู่อาชีพนักพัฒนาในองค์กรภาคเอกชนในที่สุด" ศุภวรรณได้เป็นเจ้าหน้าที่ของโครงการพัฒนาชุมชนประมงขนาดเล็ก จ.สงขลา และถูกส่งไปทำงานอยู่ในชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่บ้านปากบาง หมู่ที่ 4 ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งถือว่าผิดกับที่คาดหวังไว้ว่าจะได้ทำงานร่วมกันชุมชนชาวประมงในพื้นที่ลุ่มทะเลสาบสงขลา ช่วงแรกก็มีเครียดบ้าง แต่ไม่นานก็ทำใจยอมรับได้ เพราะชุมชนประมงในทะเลสาบกับทะเลอ่าวไทยก็ไม่ได้แตกต่างกัน การทำงานต้องใช้น้ำอดน้ำทนและได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา พยายามจัดให้มีเวทีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนสามารถผลักดันให้ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มเกิดขึ้น เช่นกลุ่มกะปิ ซึ่งสมาชิกมีส่วนร่วมในการออมทรัพย์ มาลงทุนด้วย อันนำไปสู่กิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ การแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งของกลุ่มนำไปเป็นเงินซากัตเพื่อซื้อข้าวของแจกผู้ที่ยากจนกว่า ซึ่งถือว่าแม้ชาวบ้านจะยากจนอยู่แล้วก็ยังสามารถบริจาคซากัตได้ นอกจากนั้นยังมีการทำปะการังเทียมหรืออูหยำเพื่อให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำในทะเล เป็นต้น เริ่มรู้เรื่องท่อก๊าซ"เราก็ทำงานอยู่ในพื้นที่คลุกคลีอยู่กับชาวประมงพื้นบ้านในจะนะมาตลอด จนมามีโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียเกิดขึ้น ซึ่งจำได้ว่ารับรู้เรื่องโครงการนี้ครั้งแรกตอนประมาณปี 2540 ที่ไปร่วมเดินธรรมยาตรารอบๆ ทะเลสาบสงขลา ตอนนั้น อ.เริงชัย ตันสกุล จาก มอ.ได้บรรยายให้คณะฟัง-ความจริงแล้ว อ.เริงชัยพูดเรื่องอื่น แต่ก็มีการพาดพิงถึงโครงการนี้ว่าจะมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกิดขึ้นในอำเภอจะนะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เราทำงานอยู่โดยตรง ตอนนั้นเราก็รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง เราไม่รู้ว่ามันใหญ่ขนาดไหน แต่อาจารย์บอกชัดเลยว่าถ้ามีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีพื้นที่แถวนี้จบแน่" ศุภวรรณทบทวนความทรงจำให้ฟัง จากจุดเริ่มต้นที่ได้รับรู้ถึงโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียในระหว่างร่วมเดินธรรมยาตรา ต่อมาก็มีผู้คนพูดถึงโครงการนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในชุมชนชาวประมงและในองค์กร ต่อมาสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านภาคใต้ ได้นำนักพัฒนาเอกชนและชาวบ้านในพื้นที่ไปศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดทั้งที่จังหวัดชลบุรีและระยองในปี 2541-2542 ซึ่งศุภวรรณขอร่วมคณะไปด้วยถึง 2 หน เพราะได้รับรู้มาว่าที่นั่นมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่จะนะ "ที่แหลมฉบังในจังหวัดชลบุรีได้พบว่าวัดถูกซื้อ พอไปถึงมาบตาพุดในจังหวัดระยองมันชัดมาก คนพามาบอกว่าหมู่บ้านวันก่อนเคยอยู่ตรงนั้น ตอนนี้หายไปหมดเลย เราก็ตกใจมันหายไปทั้งหมู่บ้านเลยเหรอ เจอคนที่มือเท้าเปื่อยเขารู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร คนที่อยู่มานานไม่เคยเป็น เดี๋ยวนี้คันไปหมด ลงน้ำแค่ไหนก็คันถึงตรงนั้น ลงแค่ขาอ่อนก็คันถึงขาอ่อน ถึงหมอไม่ยืนยันชาวบ้านที่นั่นก็บอกได้ว่าเป็นเพราะของเสียจากโรงงานลงในแหล่งน้ำ ปู ปลาที่จับได้เกือบครึ่งตายหมด คนที่นั่นก็มีทั้งไทยพุทธและมุสลิม" ศุภวรรณบอกว่า ไปดูงานหนแรกได้ไปพบครูคนหนึ่งที่โรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคาร ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง คุณครูบอกว่าก่อนหน้านี้จะไม่เล่าให้ใครฟัง รวมถึงไม่ให้สัมภาษณ์ใครเลย เพราะเมื่อเล่าแล้วก็จะร้องไห้ จะรู้สึกทรมาน จะสะอึกสะอื้นจนเล่าไม่ได้ "แต่ตอนที่คณะของเราไปคุณครู(คนใหม่)บอกว่าเขาทนไม่ไหวแล้ว ก็เลยอยากเล่าให้ฟัง คุณครูที่นั่นต้องทุกข์ทรมานใจอย่างมากเวลาที่เห็นเด็กๆ เกิดอาการไม่สบายอย่างหนักต่อหน้าต่อตา แม้ตอนที่เราเดินทางกันไปศึกษาดูงานที่นั่นรอบหลังจะมีครูคนใหม่มาเล่าให้ฟัง แต่คุณครูคนใหม่นี้ก็เล่าคล้ายคลึงกันอีก เขาบันทึกเลยนะว่าแต่ละวันเด็กๆ เป็นอะไรบ้าง เขายังให้เอกสารสรุปการดำเนินงานเรื่อง การแก้ไขมลภาวะของโรงเรียนลงวันที่ 29 มิถุนายน 2541 มาเลย เป็นรายงานที่นักเรียนและครูได้รับผลกระทบจากมลพิษละเอียดมาก มีเป็นลมกี่คน ปรากฏว่าถึงตอนเที่ยงทางโรงเรียนก็ต้องยุติการเรียนการสอนให้เด็กๆกลับบ้าน เพราะทนดูเด็กๆ เป็นลมไม่ไหว กลับบ้านก็เหม็นนะ แต่ก็ไม่เครียดกับการที่ต้องมาดูเด็กเป็นลม ทางบริษัทแรกๆ ก็แก้ปัญหาด้วยการซื้อพัดลมตัวใหญ่มาให้ หนักเข้าก็ติดแอร์ แต่เด็กไม่ได้อยู่ห้องแอร์ทุกวัน โรงเรียนก็อยู่ก่อนนะ โรงงานมาทีหลัง สารก่อมะเร็งทั้งนั้นตามที่ อ.เริงชัยบอก โรงเรียนถึงขั้นฝึกให้เด็กนักเรียนต้องมานั่งดมกลิ่นจากโรงงานต่างๆ เลย ทั้งนี้ก็เพื่อฝึกดมให้รู้ว่าเป็นสารพิษชนิดใด จะได้ค้นหาต้นตอของสารพิษได้" รอบหลังที่ไปศึกษาดูงานวันนั้นยังได้เห็นก๊าซรั่วออกมารุนแรงมาก ต้องอพยพคนออกจากพื้นที่ รุ่งเช้าก็ได้ตามไปโรงพยาบาลไปเยี่ยมคนที่สูดดมก๊าซที่รั่วออกมา ปรากฏว่าที่โรงพยาบาลเองก็มีกลิ่นเหม็นจากองขยะสารเคมีที่อยู่บนถนนฝั่งตรงข้าม เห็นตัวอย่างผลกระทบ "เขาเล่าให้เราฟังจนเห็นภาพคนออกมาจากบ้านมาออกันอยู่เต็มถนน แล้วก็ขับรถไปหาอากาศบริสุทธิ์ที่อื่นหายใจ เราก็รู้สึกว่าถ้าต้องหาอากาศหายใจแบบนี้ไม่เอาโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียแน่ ตอนนั้นคิดถึงคนจะนะเลยว่าจะต้องวิ่งหาอากาศหายใจอย่างไร โรงงานที่นั่นมันใหญ่มากนะ เจอกองอะไรไม่รู้เยอะแยะ มีทั้งที่ถมทะเล ถ้าขึ้นไปดูจากหอคอยก็จะเห็นว่ามันเป็นเมืองขนาดใหญ่มาก และที่นั่นเราก็พบบางคนที่ไม่ได้ถูกเวนคืนที่ดิน แต่ก็อยู่ในที่ดินเดิมไม่ได้ ต้องย้ายหนีไป ส่วนคนที่ทนอยู่ต่อก็ต้องทนกันไป" ภายหลังที่ได้ไปศึกษาดูงานที่มาบตาพุดและแหลมฉบัง ชาวบ้านในหมู่บ้านกับภายนอก มีการนัดพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นกลุ่มๆ ประมาณ 10-15 คนบ้าง มีการฉายสไลด์เกี่ยวกับเรื่องราวที่ได้จากการเดินทางไปศึกษาดูงานมา จอก็ทำกันง่ายๆ โดยเอากระดาษสีขาวมาต่อกัน ผู้ที่ร่วมพูดคุยและคอยให้ข้อมูลต่างๆ ก็คือตัวแทนชาวบ้านที่ได้ร่วมเดินทางไปด้วยกันนั่นเอง "ผู้ใหญ่สารียกตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็นภาพว่า เอาแค่โรงงานที่มีอยู่ในพื้นที่ของจะนะเวลานี้เทียบได้กับแค่บริเวณพื้นที่โรงรถของที่มาบตาพุดเท่านั้น ปัจจุบันโรงงานเหล่านี้ยังสร้างผลกระทบได้มากมาย ถ้าให้เกิดโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียแล้วจะแย่ขนาดไหนกันเล่า ถ้าพัฒนาแบบนั้นแล้วเจริญ ทำไมประเทศเรายังเป็นหนี้ แล้วพัฒนามาตั้งหลายปียังไม่มีอะไรดีขึ้น แกมั่นใจว่าต้องไม่ใช่การพัฒนาในรูปแบบนี้ ซึ่งมันแย่มาก" พร้อมๆ กับที่ตัวแทนชาวจะนะร่วมกับนักพัฒนาเอกชนที่ได้เดินไปศึกษาดูงานในภาคตะวันออก แล้วกลับมากระจายเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่อยู่นั้น ฝ่ายตัวแทนบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ก็ได้เริ่มเปิดฉากลุยทำงานมวลชนกับชาวบ้านในพื้นที่เช่นกัน ศุภวรรณเล่าว่าฝ่าย ปตท.มาเห็นเวทีที่ชาวบ้านร่วมจัดกันเองหลายครั้งก็หัวเราะเยาะว่าเทคโนโลยีมันคนละเรื่องกัน "แต่ชาวบ้านก็ทำไปเรื่อยๆ จนมีคนรับรู้เรื่องนี้มากขึ้น มีวงประชุมมากขึ้น จากที่จัดเวทีกันหลายๆ วันต่อครั้งก็เป็นทำถี่เกือบทุกคืน รูปแบบก็เปลี่ยนไปด้วย จนชาวบ้านเริ่มที่จะตระหนักถึงปัญหาในเรื่องนี้ ต่อมาไม่นานจากเวทีเล็กๆ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น มีการเชิญฝ่าย ปตท. ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม หรือสภาพัฒน์มาร่วมด้วย เชิญนักพัฒนาเอกชนจากส่วนกลาง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มาร่วมให้ข้อมูล ตอนหลังๆ ชาวบ้านก็โทรศัพท์นัดพูดคุยกันเอง ใครอยากรู้เรื่องอะไรก็ให้ไปเชิญผู้รู้มาคุยให้ฟัง มีการเชิญ อ.เริงชัย ตันสกุล พิภพ ธงไชย ภินันท์ที่มีประสบการณ์ค้านท่อก๊าซพม่าจากเมืองกาญจน์ พี่ตุ้ยมาจากระยอง และอีกมากมาย ชาวบ้านที่ไม่เคยสนใจเรื่องนี้ก็หันมาสนใจ แล้วทุกคนก็เริ่มเห็นพิษภัยที่กำลังจะเข้ามาในพื้นที่" มีอยู่ครั้งหนึ่งตัวแทนจากเมืองกาญจน์เกริ่นให้ฟังก่อนที่จะเล่าประสบการณ์ว่า เหมือนชาวบ้านที่จะนะถูกคนมาขอลูกสาว แล้ว ปตท.ก็คือว่าที่ลูกเขย พี่น้องมีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือไม่เลือกเอาลูกเขยคนนี้ก็ได้ แต่ลูกเขย ปตท.คนนี้เคยปีนหน้าต่างเข้าไปข่มขืนลูกสาวชาวบ้านเมืองกาญจน์แล้ว ทำลูกสาวคนบ้านแกท้องมาแล้วก็ทิ้งด้วย ชาวบ้านจะนะจะรับเป็นเขยก็ให้คิดดูเอาเองละกัน "ภินันท์เกริ่นอย่างนี้คนฟังก็เริ่มซักว่าแล้วเรื่องราวเป็นยังไงกันแน่ แกก็เล่าในรายละเอียดว่าผลกระทบต่อชาวเมืองกาญจน์และชาวระยองเป็นไง" นับแต่นั้นมาชาวบ้านจะนะก็เริ่มรวมตัวกันเป็นพันคน มีคนสนใจปัญหาอันเนื่องมาจากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียมากขึ้น เริ่มส่งสัญญาณคัดค้านเมื่อเป็นเช่นนั้นชาวบ้านก็คิดกันว่าน่าจะส่งสัญญาณให้รัฐบาลรู้ จึงเป็นจุดเริ่มของการทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง "ยังมีคนถามว่าทำไมต้องค้านโครงการนี้ ด้วยวิธีการชุมนุมประท้วง ซึ่งเขาไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเราใช้เวลานานมากกว่าที่จะได้รับรู้ข้อมูล เคยร้องขอไปยัง อบต. อำเภอ จังหวัด รวมถึงกรรมาธิการคณะต่างๆ ของที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากกว่านี้ รายละเอียดทั้งหมดเป็นยังไง ชาวบ้านทำกันมาโดยตลอด" ศุภวรรณให้ข้อมูลว่า แรกๆ ฝ่ายรัฐบาลและ ปตท.ก็บอกว่า โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียเป็นแค่หลุมเก็บก๊าซเล็กๆ ชาวบ้านก็ไปค้นหาแผนผังโครงการที่ระยองมาดู แล้วก็เช็คข้อมูลต่างๆ ประกอบปรากฏว่า โครงการที่จะสร้างที่จะนะใหญ่กว่าที่ระยองเสียอีก ข้าราชการก็บอกว่าก็แค่มีท่อก๊าซผ่าน แล้วก็มีอุตสาหกรรมนิดหน่อย ก็เลยรู้สึกว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อไม่ได้เลย ชาวบ้านทำหนังสือไปว่าต้องการรู้ข้อมูลทั้งหมด หลังๆ ก็กลายเป็นให้ทบทวนโครงการใหม่ และก็เรียกร้องว่าต้องมีการประชาพิจารณ์ก่อน ต่อมารัฐบาลไทยกับรัฐบาลมาเลเซียก็มีการจัดเวทีเซ็นสัญญาในโครงการท่อก๊าซนี้ แล้วก็มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ตามมาด้วย ชาวบ้านจะนะเองช่วงนั้นยังไม่มีข้อมูลมากนักแม้จะได้มีการจัดไปศึกษาดูงานที่ภาคตะวันออกมาแล้วก็ตาม "ตอนที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศเซ็นสัญญากันกลุ่มนักศึกษายังไปชูป้ายคัดค้าน ลงเรือไปลอยลำในทะเลสาบก็ทำมาแล้ว ส่วนตัวเรา ช่วงแรกๆ เราคิดว่าเราทำแค่สนับสนุนให้พี่น้องชาวบ้านรับรู้เรื่องราวทั้งหมดก่อน แล้วจึงให้เขาได้ตัดสินใจเอง แต่ต่อมาเราก็เริ่มคิดในใจว่า แม้พี่น้องชาวบ้านจะคิดยังไงก็ตาม แต่สำหรับเราแล้วเราจะค้านเต็มๆ รู้สึกก็ตอนประมาณปี 2543 ก่อนที่รัฐบาลจะจัดให้มีการประชาพิจารณ์ เพราะเรารู้สึกว่ามีหลายเหตุผลที่มันยังไม่ถูกต้อง แต่ตอนหลังมาชาวบ้านเขาก็มีการรวมกลุ่มแล้วตัดสินในกันเอง ช่วงนั้นก็มีข่าวว่าพวกเราฝ่ายยุยง เรายังบอกกับใครๆ ก็ตามให้เข้ามาดูว่า ความจริงแล้วชาวบ้านเขาตัดสินใจกันเอง ไม่มีใครจะไปยุยงกลุ่มชาวบ้านได้หรอก" ร่วมประชาพิจารณ์ต่อมารัฐบาลได้จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียครั้งแรกเมื่อ วันที่ 29 กรกฎาคม 2543 "ตอนนั้นตนเองไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมมากเท่าใดนัก ประกอบกับวันที่มีประชาพิจารณ์ครั้งแรกที่คณะก็มีการจัดกิจกรรมขึ้นมาพร้อมๆ กันด้วย" พอตอนมีประชาพิจารณ์โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียครั้งที่ 2 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2543 พ่อเขาดูข่าวก็เห็นเราในโทรทัศน์ พ่อกับแม่ก็ขับรถยนต์มาจากนครศรีธรรมราชทันทีเลย เขาเล่าให้ฟังว่าระหว่างที่ขับรถมาใจก็สั่นกันมาตลอดทาง มาถึงหาดใหญ่ก็เขาตามเราทั่วสนามกีฬาจิระนครที่ใช้จัดประชาพิจารณ์ พอเจอเราแล้วก็พาเราแยกออกไปจากกลุ่มทันที ศุภวรรณบอกเล่าก่อนที่จะเสริมว่า "หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ระหว่างเรากับครอบครัวก็ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดเลย เรารู้ว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงเรามากขึ้น เขาจะตามเรามากขึ้น ไม่ว่าเราจะไปที่ไหนเขาก็จะพยายามห้าม พ่อกับแม่จะบอกเสมอๆ ว่าเห็นด้วยกับการกระทำของเรา เพราะเป็นเรื่องที่ดี เรื่องปัญหาท่อก๊าซเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เราก็ถามว่าแล้วทำไมไม่ให้หนูทำต่อล่ะ เขาก็บอกว่าเวลาที่เห็นเราตกในสภาพอย่างนั้นแล้วรับไม่ได้ พ่อบอกว่าไม่สบายใจมากและก็มักจะนอนไม่หลับ" นับเนื่องจากนั้นเป็นต้นมา ศุภวรรณบอกว่า พ่อกับแม่ก็พยายามที่จะติดต่อมาเสมอๆ เพื่อให้ทราบว่าอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่ แต่ตนเองก็ยังที่ยังต้องเข้าไปทำงานในหมู่บ้านที่จะนะ เหมือนเดิม จนมาถึงตอนเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มชาวบ้านจะนะเดินทางมายื่นหนังสือต่อคณะรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 วันนั้นเกิดความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยตำรวจปราบจราจลได้เข้าทำการสลายการชุมนุมของกลุ่มชาวบ้านที่เดินทางมาจากอำเภอจะนะบริเวณหน้าโรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ คืนวันที่ 20 ธันวาคม "ตอนที่พ่อกับแม่รับทราบเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งหลังนี้ ทั้งพ่อและแม่เขาตกลงกันไว้ว่าหลังเกษียณแล้วจะท่องเที่ยวในภาคอีสานกันก่อนสักพักใหญ่ แต่พอเห็นภาพเราในโทรทัศน์ก็เปลี่ยนกำหนดการทันทีเลย เขารีบเดินทางกลับมาภาคใต้ มาถึงสงขลาก็ติดตามเราว่าถูกคุมขังอยู่ที่ไหน" ศุภวรรณบอกว่าหนนี้ภาพที่ปรากฏออกไปรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา "พ่อกับแม่ถึงกับจัดการให้เราต้องไปพักอยู่บ้านพี่สาวที่ข้าง มอ. โอกาสที่จะทำงานต่อไปก็ยิ่งอยากเข็ญขึ้น เราเองก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จากที่เคยทำอยู่ไปทำงานอีกประเภทหนึ่ง เช่น การติดต่อประสานงานก็เปลี่ยนไป บางทีเราก็รู้สึกว่าเราทำให้เขาเครียดเกินไปเหมือนกัน" ศุภวรรณสะท้อนผลพวงที่ตามมา "ตอนที่พ่อกับแม่ได้เห็นเราครั้งแรกในทีวี.หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ท่านร้องไห้ตรงนั้นเลย ซึ่งเราไม่คิดว่าสถานการณ์มันจะเลวร้ายขนาดนั้น แต่พอมานึกดูอีกที พ่อกับแม่เขาไม่คุ้นที่จะเห็นเราขนาดนั้น" สำหรับศุภวรรณแล้วก็เข้าใจดีว่ามันเป็นเรื่องที่โหดร้ายพอสมควรเหมือนกันสำหรับหัวอกของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ "แม่แก๊สนี่ถึงขนาดชาไปทั้งตัวเลย ชาไปพักใหญ่และเป็นอย่างนั้นอยู่หลายวัน เรารับรู้ได้ว่ามันเป็นความรู้สึกที่มากกว่าตอนเหตุการณ์ประชาพิจารณ์เสียอีก พ่อก็นอนไม่ค่อยหลับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา" สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็เฝ้าถามว่า จะมีอันตรายอะไรต่อเนื่องอีกไหม "คือหลังจากนั้นจะอึดอัดมาก เพราะเขาก็กลัวว่าจะมีเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกจะกระทบเรา ส่วนเราจะเล่าอะไรให้เขาฟังก็กลัวจะกระทบเขา ผลก็คือต่างฝ่ายต่างก็เกร็งกันตลอด ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพ่อแม่ไม่เหมือนเดิม เราไปไหนดึกก็เขาโทรตาม เป็นภาวะที่เครียดกว่าเดิม ความห่วงใยกลายเป็นความกดดันไป เรารู้ว่าเขารักและห่วง แต่เราก็คิดว่าที่เราทำไปทั้งหมดมันก็ไม่ผิด ช่วงนี้ก็ดีขึ้นบ้าง แต่โดยรวมมันก็ยังแย่อยู่ ไปไหนมาไหนเราจะทำแบบที่อยากจะทำนี่ไม่ได้แล้ว จะว่าเขาวิตกเกินไปก็ไม่ได้ เพราะมีเรื่องมากมายที่ทำให้เขาต้องวิตกกังวล เช่นที่บ้านคุณหมออนันต์ บุญโสภณ ถูกยิงกระจกแตกถูกวางพวงหรีดถึง 2 ครั้ง รถพี่บรรจง นะแส โดนกรีดยางทั้ง 4 ล้อ เหล่านี้มันก็เป็นภาพที่ปรากฏชัด" ศุภวรรณเล่าเสริมเรื่องที่ถูกกระทำด้วยว่า หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ ผ่านไป ใช่ว่าปัญหาที่เกี่ยวกับพ่อแม่พี่น้องจะหมดไป โดยที่บ้านพ่อกับแม่ก็ยังมีคนลึกลับโทรศัพท์ไปถามอะไรต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ น้ำเสียงของคนที่โทรศัพท์ไปแม้จะไม่กระโชกโฮกฮาก แต่คำถามต่างๆ มันก็เหมือนกับขู่นั่นแหละ ส่วนที่บ้านพี่สาวที่ไปพักอยู่ด้วย แม้จะไม่มีโทรศัพท์ในลักษณะนี้ แต่ตัวพี่สาวเองมักจะถูกคนถามแบบไม่ค่อยเข้าใจบ่อยครั้งเช่นกัน นอกจากนี้ ศุภวรรณยังบอกด้วยว่า ญาติพี่น้องคนอื่นๆ บางคนก็เหมือนว่าจะ มีความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "แต่แทบทุกคนก็ไม่อยากให้เรากระทำอะไรเหมือนที่ผ่านๆ มาอีก ยิ่งเวลารวมญาติความรู้สึกอึดอัดยิ่งทบเท่าทวีคูณ บางทีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับตัวแก๊สก็กลับกลายเป็นประเด็นให้ญาติพี่น้องถกเถียงกันเอง ทำให้รู้สึกว่ามันกลายเป็นประเด็นของความรู้สึกในหมู่ญาติพี่น้องไปแล้ว และมันก็รุนแรงมาจนถึงทุกวันนี้เลยด้วย" ผลกระทบที่เกิดในส่วนผลกระทบต่อร่างกายศุวรรณคิดว่ามีไม่มาก เปรียบไม่ได้เลยกับผลกระทบทางใจ และก็ทำให้ต้องปวดหัวบ่อยๆ ศุภวรรณประมวลเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ค่ำวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ให้ฟังว่า ฝ่ายหนึ่งคือชาวบ้านจะนะก็ชุมนุมอยู่อย่างสงบ แล้วก็มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น ตำรวจเริ่มลุยเข้ามา ทีแรกศุภวรรณเข้าใจว่าตำรวจเข้าใจอะไรผิด จึงพยายามตะโกนบอก "ตอนที่เหตุการณ์วิกฤติภาษาพูดของเราเขาอาจจะฟังไม่ชัดก็ได้ แต่ภาษามือนี่ชัดเจนว่าเราไม่สู้ เราจำได้ดีว่าเราพูดอะไรไปบ้าง เราบอกว่าไม่มีอะไร เราไม่มีอาวุธ มาแค่ยื่นหนังสือเท่านั้น เราพูดอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา แต่เขาไม่ฟังเราเลย แล้วเขาก็รุมตีเรา แก๊สเองถูกกระชากลงจากหน้าต่างรถที่กระจกถูกทุบแตกไปแล้ว พอตัวเราตกกระแทกพื้นแล้วก็ลากออกไปเลย ตอนหลังก็มีนักข่าวเอาเสื้อมาให้ใส่ ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่าเสื้อผ้าเราขาดหมดแล้ว เห็นตำรวจแสดงอาการต่อว่านักข่าวคนนั้น แต่เขาบอกเดี๋ยวจะโชว์บัตรให้ดู มารู้ตัวอีกทีเลือดโชกเต็มหมด" มีตำรวจใจดีคนหนึ่ง เขามาเห็นศุภวรรณเข้าแล้วก็บอกว่าให้เอาคนนี้ไปหาหมอก่อน ตำรวจคนอื่นๆ ไม่ยอม ลากศุภวรรณเข้ากรงขังไปเลย แผลก็เลยไม่ได้เย็บ พอหมอมาตรวจตอนหลังก็มีแผลที่แขน เสื้อที่ใส่อยู่ด้านหลังขาดหมด "โชคดีนะที่ตกมาจากรถยนต์ 6 ล้อขนาดนั้นยังไม่เจ็บเท่าไหร่ แผลหลายแห่งมีเศษแก้วฝังอยู่ ตอนหลังต้องผ่าอีก 20 วัน เราเองไม่รู้เลย" ระหว่างที่คุยให้ฟังศุภวรรณก็ชี้ให้ดูแผลเป็นบนร่างกายไปด้วย..."เราคิดว่ามันเป็นการเข้าใจผิด ตอนวิกฤติตอนนั้นที่เรายังอยู่บนที่นั่งด้านหน้าของรถยนต์ 6 ล้อ เราได้ยินตำรวจคนหนึ่งพูดว่า เอามันไว้ทำไมอีนังนี่ เอามันลงมา เราเลยรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิดแล้ว เราไม่คิดเลยว่าแค่ชาวบ้านต้องการมายื่นหนังสือแล้วจะต้องมาเจ็บขนาดนี้ พอเราได้ยินอย่างนั้นแสดงว่าเขาตั้งใจทำ แล้วเขาทำไมต้องทำกับเราขนาดนั้นเลยหรือ ตอนโดนกระชากลงจากรถยนต์ อย่างไรก็ตามก็ยังคิดว่าตำรวจบางคนอาจจะไม่เข้าใจสถานการณ์ หรืออาจต้องกระทำไปอย่างนั้นเพราะถูกคำสั่งมา" ศุภวรรณกล่าวย้ำให้ฟังอีกว่า ไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่ตนเองได้ทำไป เพราะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง แต่ถ้าถูกใครถามก็อึดอัดมาก เพราะไม่รู้อธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไร ยิ่งภายหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นที่ตำรวจจับกุมไป 12 คนแล้ว ต่อมายังมีการติดตามจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านคนอื่นๆ อีก กว่าจะประกันได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ "บางคนถูกจับไปและหายไปเป็นคืนๆ เลย เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เรารู้สึกแย่มาก ต้องหาว่าใครจะไปประกัน ไม่มีเหตุผลพอว่าทำไมต้องขังเขาไว้ถึง 2 คืน บางครั้งที่คนประกันพร้อมแล้ว แต่กลับไม่สามารถประกันตัวได้ มันไม่ยุติธรรมเอาเลยจริงๆ มันแย่กว่าที่เราโดนจับเองเสียอีก" สำหรับเสียงสะท้อนจากคนรอบๆ ตัวนั้น เพื่อนหลายคนก็ให้กำลังใจ แต่ก็มีบ้างที่แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยที่เธอทำไป เขาบอกว่าเขาอยู่ในสถานะที่กระทำแบบนั้นไม่ได้ บางคนก็ว่าจะสู้อะไรเขาได้ ทำนองว่าเธอไม่เจียมตัวแบบนี้ก็มี บางคนก็เข้าข้างเธอ พ่อกับแม่เวลาดูข่าวก็ลุ้นไปด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกไหม แล้วก็ลุ้นด้วยว่าอยากให้มีการยกเลิกโครงการ แต่ถ้ามีภาพเธอปรากฏทางจอโทรทัศน์ก็จะเริ่มมีอาการทันที "เราเองเคยเขียนในบันทึกตอนที่จบปริญญาตรีว่า ยังไงๆ ก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราตั้งใจ ไม่อยากเอาปัจจัยอื่นมากำหนด ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องถือว่าสุดยอดแล้ว การได้ใช้ชีวิตตามที่เราต้องการนั้น ยิ่งใหญ่พอแล้ว" บทเรียนครั้งสำคัญศุภวรรณย้อนถึงความรู้สึกของครอบครัวว่า ครอบครัวยังมองว่าตนเองยังไม่เป็นผู้ใหญ่สักเท่าไร และก็คิดว่าจะทำอะไรตามใจตัวเองทุกอย่างไม่ได้ ส่งผลให้ต้องใช้ความอดทนมาก แต่พอผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาเยอะก็รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่เท่าไหร่หรอก รู้สึกว่าคำอธิบายแค่นี้ไม่พอหรอก ถ้ามีเวลาก็จะอธิบายมากขึ้น "ประสบการณ์ต่างๆ เป็นผลดีอย่างหนึ่งคือ มันทำให้เราเย็นมากขึ้น เหมือนได้ฝึกสติมาอย่างหนัก ที่เราจำได้ทุกคำว่า เราพูดอะไรในห้วงเวลาที่วิกฤติครั้งนั้น นั่นเป็นเรา เรามีพัฒนาการอันหนึ่งเกิดขึ้นมาแล้ว ตอนนี้จะว่าท้อแท้เหรอ มันก็ชั่ววูบ แต่ไม่ยาว รู้สึกเยอะเวลาที่คนโดนจับแล้วประกันไม่ได้ จะเป็นวูบๆ ว่าทำไมไม่ยุติธรรมเลย แล้วก็คิดได้ว่าเราก็ทำต่อ ก็ภูมิใจว่าทำได้เท่านี้แหละ" ศุภวรรณพูดถึงชีวิตให้ฟังว่า การทำงานที่ผ่านมาไม่ได้คิดถึงความร่ำรวย และความพร้อมที่จะทำเพื่อสังคมส่วนรวมนั้น ถ้าให้ตนต้องรอให้มีความพร้อมก่อน มีเงินมีทองก่อน แล้วเมื่อไรจะพร้อม แล้วที่บอกว่าต้องมีเงินมีทองกันนั้น แล้วต้องมีเท่าไรถึงจะพอ ต่อความคิดเห็นเรื่องครอบครัวกับความคาดหวังต่อการเรื่องของอนาคตนั้น ศุภวรรณอยากจะทำให้พบกันครึ่งทาง เพื่อให้สบายใจกันทั้ง 2 ฝ่าย ตอนนี้เหลือทำวิยานิพนธ์เท่านั้นก็จะจบ ซึ่งได้ทำเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย โดยคิดว่าความรู้ที่ได้ตรงนี้น่าสามารถนำไปเติมจุดที่สังคมยังมืดบอดได้ดีขึ้น และถ้าทำเรียนจบแล้วสภาพจิตใจของพ่อแม่ก็น่าจะดีขึ้นพอสมควร. |