น.พ.อนันต์ บุญโสภณ
"สงขลาไม่เหมาะที่จะทำอุตสาหกรรม"

"คุณหมอ! คุณหมอ! ไปดูอะไรเต็มหน้าบ้านเลย" แม้น้ำเสียงผู้พูดจะสั่นเครือ แต่ก็ดังพอที่จะปลุกให้คนในบ้านตื่นจากที่นอนอันอบอุ่นในค่อนแจ้งที่อากาศเย็นยังโรยตัวเป็นม่านหนา

เจ้าของบ้านเปิดประตูห้องนอนออกมาก็พบเจ้าของเสียงเรียกยืนตัวสั่นเทา ออกอาการตกอกตกใจแบบแทบจะทำอะไรไม่ถูก

จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งของที่ผู้ไม่ปรารถนาดีนำมาแขวนไว้ ณ หน้าบ้านเลขที่ 166/5-6 ถนนนิพัทธ์อุทิศ 2 เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งหน้าบ้านหลังนี้มีป้ายบอกไว้ชัดเจนว่าเป็น คลินิก น.พ.อนันต์-พ.ญ.รัชนี บุญโสภณ ในวันนั้นมันคือพวงหรีด พร้อมกับแผ่นป้ายเขียนข้อความชนิดต้องการทำลายจิตใจกันอย่างหนักหนาสากรรจ์ที่ว่า

แด่หมอเฒ่าเจ้าเล่ห์ รวมถึง ชาตะ 22 ก.ค. รวมถึง มรณะ 29 ก.ค.ฯลฯ

นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหมออนันต์ บุญโสภณ

ปูมชีวิต

หมออนันต์ บุญโสภณ อายุ 67 ปี เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2479 เป็นลูกคนที่ 2 ของนายมนุ-นางเสริมศรี บุญโสภณ โดยมีพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันทั้งหมด 7 คน ครอบครัวมีฐานะปานกลางอาศัยอยู่ในย่านถนนนครใน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

เรียนระดับประถมศึกษา ป.2-ป.4 ที่โรงเรียนวชิรานุกูล ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนไม่ไกลจากบ้าน แล้วก็ไปต่อระดับมัธยมศึกษา ม.1-ม.6 ที่โรงเรียนมหาวชิราวุธ กลางเมืองสงขลา จากนั้นขึ้นไปสอบเข้าได้ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในกรุงเทพมหานคร เรียนที่นั่นจนจบ ม.7-ม.8 แล้วก็สอบเอ็นทรานซ์ผ่านเข้าสู่รั้วของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์

ในสมัยที่ยังสวมกางเกงขาสั้นอยู่ในรั้วโรงเรียนนั้น คำนวณ, วิชาวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ คือวิชาที่เขาสนใจใฝ่เรียนมากที่สุด และคะแนนที่ได้รับก็จัดว่าสูงเอามากๆ และเป็นอย่างนี้เรื่อยมาจวบจนได้สวมกางเกงขายาวเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม

"ในช่วงที่เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมถึงมัธยม 2 ผมเรียนลำบากมาก เพราะสายตาสั้นมาตั้งแต่กำเนิด ครอบครัวไม่มีใครรู้มาก่อน แม้ช่วงเล็กๆ พ่อแม่เล่าให้ฟังว่าเคยมีซินแสทักว่าเด็กคนนี้ตาโตไม่เท่ากัน แต่ก็ไม่มีใครเอะใจ ตัวเราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าทำอะไรก็ติดขัดไปหมด วิ่งเล่นบางครั้งก็สะดุดล้ม เล่นกีฬาฟุตบอลอย่างเพื่อนคนอื่นๆ เขาก็ไม่ได้ นั่งเรียนครูมักหาว่าหลับฟุบกับโต๊ะ แต่เพราะผมมองไม่เห็นเลยต้องก้มตลอดเวลา มารู้ตัวเอาก็เมื่อตอนเรียนชั้น ม.1 แล้ว ตอนนั้นปวดหัวมาก จนหมอที่สงขลาบอกว่าสายตาสั้น ต้องไปตรวจและตัดแว่นตาครั้งแรกที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นการเรียนจึงดีมาเรื่อย"

จากปมด้อยในข้อนี้เอง หมออนันต์ บุญโสภณ เล่าต่อเนื่องไปว่า ในโรงเรียนสมัยนั้นไม่ค่อยจะมีใครใส่แว่นตากัน และความที่เป็นเด็กตัวเล็กด้วย จึงเป็นเรื่องง่ายที่เพื่อนๆ มักจะชอบเรียกขานแบบล้อเลียนว่า "ไอ้แว่น" ซึ่งเป็นการเอาความพิการของคนอื่นมาทำให้เป็นเรื่องสนุกสนาน เอาความไม่สมประกอบมาล้อเล่นแบบไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น ตอนนั้นตัวเองรู้สึกไม่ชอบมากๆ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

และจากประสบการณ์ในช่วงนั้นเอง ส่งผลให้เขาขบคิดไปถึงว่า ทำไมโรงเรียนจึงไม่สั่งสอนนักเรียนในเรื่องอย่างนี้ ทำไมโรงเรียนปล่อยให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในโรงเรียน เพราะถือว่านี่คือความไม่เป็นธรรมอย่างหนึ่งในสังคม

ชีวิตนักเรียนแพทย์

ช่วงชีวิตที่ได้ศึกษาในคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ 21 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนชั้นปีที่ 1 และ 2 มีเหตุการณ์ที่ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งเป็นสารานียกร ถูกโยนลงมาจากเวที อันเป็นที่มาของคำว่า "โยนบก" แม้จะไม่รู้ในรายละเอียดมากนักในขณะนั้นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้สึกหดหู่ใจและเจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่รุนแรงและป่าเถื่อนในครานั้น

"เพื่อนในกลุ่มผมบางคนรู้สึกในเรื่องนี้เอามากๆ อายแทบไม่อยากเป็นนิสิตจุฬาฯแล้ว ตอนนั้นไปที่ไหนเค้าก็ประณามว่าจุฬาฯป่าเถื่อน" หมออนันต์ บุญโสภณ บอกเล่าให้ฟังก่อนที่จะเพิ่มเติมว่า

ในปี 2500 ขณะอยู่ปี 3 ที่ศิริราช ปีนั้นเขาได้รับสิทธิการเลือกตั้งครั้งแรกในชีวิต เขารู้สึกภาคภูมิใจระหว่างที่เดินเข้าคูหาเพื่อกาบัตรลงคะแนนเสียงในเขตบางกอกน้อยของกรุงเทพฯ แต่แล้วความรู้สึกภาคภูมิใจดังกล่าวก็คงอยู่ได้เพียงไม่นาน มันพังทลายลงเนื่องเพราะการเลือกตั้งมีปัญหามากหลังจากนั้นได้มีนิสิตนักศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยลุกฮือขึ้นคัดค้าน หมออนันต์ ก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้นแล้วก็เป็นที่รับรู้กันมาจนทุกวันนี้ว่า ครั้งนั้นถือว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรก ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเรา

เมื่อเลิกสวมชุดนักศึกษาแพทย์ในปี 2502 หันมาสวมเสื้อกาวน์อย่างเต็มภาคภูมิ หมออนันต์ ก็ได้เป็นแพทย์ประจำบ้าน 22 แผนกศัลยกรรมอยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่ 1 ปี ก่อนที่จะสอบเข้ารับข้าราชการได้ในกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

เริ่มต้นชีวิตแพทย์ประจำโรงพยาบาล

ประเทศชาติในปี 2503 นั้นยังขาดแคลนแพทย์อยู่มาก หมออนันต์ จึงเลือกที่จะไปสอบบรรจุเป็นแพทย์ของกรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุขประจำโรงพยาบาลในจังหวัดทางภาคอีสาน ท้องถิ่นที่ได้ชื่อว่าแร้นแค้นและล้าหลัง แถมยังเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศลาวอีกด้วย

"นับว่าเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากในชีวิต เป็นเหมือนการจุดประเด็นให้ต้องตัดสินใจถึงอนาคตในชีวิตราชการของตนเองและครอบครัวในเวลาต่อมาคือ การได้มารับรู้และสัมผัสด้วยตัวเองถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในระบบราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองรวมไปถึงครอบครัวยากที่จะยอมรับได้"

ตัวอย่างของสิ่งที่ทำให้รู้สึกอึดอัดขัดข้องใจของข้าราชการด้านการแพทย์ ผู้ระหกระเหินไปจากเมืองสงขลาคือ การที่ต้องเผชิญกับคอรัปชั่นในหลากหลายรูปแบบ เช่น การเอารายชื่อญาติคนไข้มาใส่ไว้ให้เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลด้วย โดยเฉพาะถ้าไม่รู้ว่าจะยกเมฆให้ป่วยเป็นอะไรดีก็ให้ใส่ว่าเป็นโรคขาดอาหารไว้ก่อน ก็เพื่อให้ได้เบิกค่าอาหารเพิ่ม นำไปใช้อย่างอื่น หรือเงินจากบริษัทยาที่นำมาเป็นเงินสวัสดิการ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายไว้รองรับอย่างเต็มที่สำหรับผู้ใหญ่ที่เดินทางไปตรวจราชการ ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่ทำให้อีสานจะเป็นภาคที่มีสถิติผู้คนขาดอาหารมากที่สุดของประเทศ ฯลฯ

ต่อมาหมออนันต์ย้ายมาประจำโรงพยาบาลหาดใหญ่ในปี 2506 ปี 2507 และขออนุญาตเดินทางไปเรียนต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยทุนส่วนตัว โดยมีระเบียบทางราชการว่าเมื่อกลับมาจะต้องทำงานชดใช้ให้ 2 เท่าของเวลาที่ไปเรียนต่อนั้น ซึ่งก็ใช้เวลาเรียนครบตามหลักสูตร 4 ปี แล้วเดินทางกลับมาในปี 2511

หลังกลับมารับหน้าที่ต่อในโรงพยาบาลหาดใหญ่ หมออนันต์และหมอรัชนี บุญโสภณ ก็ได้เปิดคลินิกร่วมกันที่บ้านที่อยู่อาศัยปัจจุบันควบคู่ไปด้วย

และเนื่องจากต้องการมีเวลาทำงานเพื่อสังคมให้มากขึ้น จึงได้ลาออกจากราชการเมื่อสิ้นปี 2519 รวมเวลาที่รับราชการทั้งหมด 17 ปี

สิ่งแวดล้อมกับสุขภาพของสังคม

"ในช่วงปี 2511 ผมเริ่มสนใจเรื่องน้ำประปา" หมออนันต์ ฟื้นความทรงจำ "มีพยาบาลคนหนึ่งที่สนิทกันเช่าบ้านอยู่ริมคลองอู่ตะเภา เราไปนั่งกินอะไรที่ริมคลองอยู่บ่อย น้ำคลองยังใสสะอาด ตอนนั้นน้ำประปายังไม่แพร่หลายในหาดใหญ่ ถนนสายนิพัทธ์อุทิศ 1 ยังใช้น้ำจากบ่อตัก หรือไม่ก็บ่อบาดาลตื้นๆ ตอนที่เรียนแพทย์เราก็รู้ว่าวิธีกรองน้ำประปาทำอย่างไร พอมาอยู่ที่นี่ เห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำในคลองอู่ตะเภาที่เป็นแหล่งผลิตน้ำประปามาเรื่อยๆ"

ด้านสุขภาพของประชาชน หมออนันต์ บุญโสภณ ยังได้เข้าร่วมในชมรมส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน ตั้งแต่ปี 2521-2533

ในกรณีประมงพื้นบ้านขัดแย้งกับเรือจับปลากะตัก หมออนันต์ได้เข้าไปรับรู้เป็นครั้งแรกอย่างบังเอิญ จากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นคือ คุณบัญญัติ จันทน์เสนะ ได้ขอร้องให้ช่วยประสานการติดต่อกับอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนบางคน เพื่อหาทางคลี่คลายปัญหา

"ตัวเองไม่เคยมีความรู้เรื่องปลากะตักมาก่อน ก็เลยมีโอกาสได้รู้ และเข้าใจปัญหาการจับปลากะตักที่เป็นการทำลายพันธุ์ปลากะตักและทรัพยากรสัตว์น้ำอื่นๆนี้ด้วย"

และต่อมา ก็คือกรณี "โครงการท่อส่งก๊าซฯและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ ไทย-มาเลเซีย" ที่ควบคู่มากับ "โครงการใช้ประโยชน์ก๊าซธรรมชาติในการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่" ซึ่งหมออนันต์เห็นว่า จะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, ระบบนิเวศ, ทรัพยากรทั้งพรรณพืชและสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่เป็นอาหาร รวมทั้งสุขภาพ และความเป็นอยู่ของประชาชนในจังหวัดสงขลาเป็นอย่างมากแน่นอน

การรับรู้เรื่องท่อก๊าซ

"ผมฟังวิทยุ FM.88 MHz เขาเชิญอาจารย์ฉัตรชัย รัตนไชย มาพูด เราก็สนใจ เอ๊ะ! มาทำอุตสาหกรรมได้อย่างไรในจังหวัดที่เน้นการท่องเที่ยว การเกษตรกรรม เรารู้อยู่เรื่องน้ำประปาจากคลองอู่ตะเภา ถ้ามาตั้งอุตสาหกรรมเพิ่ม เป็นไปไม่ได้เลย เราไม่รู้เลยว่าเขาจะทำอะไร"

ช่วงนั้นมีการประชาสัมพันธ์โครงการกับผู้นำชุมชน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน ที่ห้อง E107 คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม ยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นทางการ

"เราไปฟังก็งงๆ หลังจากมีท่อก๊าซแล้วเขาจะส่งเสริมอุตสาหกรรม มันไม่เหมาะแน่นอน กิติศัพท์ที่มาบตาพุดเราก็รู้อยู่ ริมคลองอู่ตะเภาขณะนั้นก็มีอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ปล่อยน้ำเสียลงไปทุกวัน หากจะมีโรงงานอุตสาหกรรมขึ้นอีกมาก เป็นหมื่นไร่ที่ทุ่งลุงตามที่สภาพัฒน์ว่า เราก็คิดว่ารับไม่ไหวแน่"

หลังจากที่ได้รับฟังจากวิทยุคราวนั้น ปตท.ลงมาเปิดเวทีในพื้นที่ หมออนันต์ก็ติดตามไปฟังด้วยความสนใจ แต่ก็ได้ข้อมูลมาทีละน้อยละนิด อาศัยการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเองเริ่มต้นจากฐานความรู้เรื่องเคมีที่ติดตัวมา บวกการค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต แล้วก็เชิญนักวิชาการที่มีความรู้ หรือบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับน้ำมัน จึงพอจะปะติดปะต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน

"นั่นแหละเราจึงเห็นว่าปตท.ให้ข้อมูลด้านเดียวหมดเลย ทำให้เรายิ่งค้นคว้าข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ"

อย่างไรก็ดี สิ่งที่หมออนันต์ กังวลมากที่สุดเกี่ยวกับโครงการฯ คืออุตสาหกรรมที่จะตามมา สงขลาในความเห็นของหมออนันต์ไม่เหมาะที่จะทำอุตสาหกรรมเพิ่มเติมอีกแล้ว

"ไม่ว่าจะเป็นลักษณะพื้นที่ของสงขลา และภาคใต้ทั้งหมด ที่เป็นพื้นที่แคบยาว มีแนวเขาอยู่ตรงกลาง เป็นสันปันน้ำ ทำให้เกิดแม่น้ำจำนวนมาก ไหลลงทะเลทั้งสองฝั่ง ซึ่งแน่นอน เป็นแม่น้ำสายสั้นๆ ประกอบกับประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุม ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคใต้ จัดว่าเป็นเขตฐานทรัพยากรภูมิภาคเขตร้อน ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความหลากหลายทางชีวภาพและพันธุกรรม ทั้งพืชและสัตว์ และด้วยลักษณะพื้นที่ทำให้มีศักยภาพในด้านการเป็นแหล่งปัจจัยสี่ของคนโดยเฉพาะอาหารและยา และจากการมีแม่น้ำไหลลงทะเลจำนวนมาก จึงมีพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ ที่น้ำจืดต่อกับน้ำเค็ม(estuary) อันจัดได้ว่า เป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด เมื่อเทียบกับพื้นที่ลักษณะอื่นๆ นอกจากนั้น การมีฝั่งทะเลแปลกๆและสวยงาม การมีภูเขามากมายมีป่าหลากหลายชนิด ตั้งแต่ป่าสันทรายชายหาด ป่าชายเลน ป่าชายคลอง ป่าพรุ ชนิดต่างๆ ป่าฝนในเขตภูเขา ทำให้เหมาะกับการศึกษาหาความรู้และการเดินทางท่องเที่ยว ที่รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว"

หมออนันต์บอกอีกว่าตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน สงขลาเป็นชุมทางของการค้าขาย ที่เรียกว่า พาณิชกรรม มายาวนาน รวมทั้งปัจจุบัน ก็เป็นศูนย์กลางการศึกษาด้วย ถ้ามีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพิ่มเข้ามาจะทำให้เกิดมลภาวะทั้งทางน้ำ ทางอากาศ แย่งชิงแหล่งน้ำ ดิน น้ำจืดของคนในพื้นที่ แย่งที่ดินทำกินไปเป็นโรงงานและที่กำจัดขยะ ทำลายภูเขาลงมาถมดินทำถนน ฯลฯ ลักษณะพื้นที่แคบๆยาวๆที่ดินมีน้อย จึงไม่พอรองรับการไหลบ่าเข้ามาของอุตสาหกรรม และผู้คนที่จะตามมาอีกจำนวนมากได้

"เมื่อเราขึ้นตาชั่งกันแล้ว อุตสาหกรรมที่จะเข้ามา ยิ่งเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ที่ต่างชาติลงทุนด้วยแล้ว แถมยังปลอดภาษี BOI ให้ 8 ปี เรื่องสุขภาพของประชาชน มลพิษด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยต้องแบกรับ นี่เป็นเหตุผลสำคัญ ส่วนเรื่องระเบิดอะไรต่อมิอะไรมันรองลงมา"

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอุตสาหกรรมที่ไหน ควันพิษจะลอยปกคลุมไปหมด และโดยเฉพาะในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ซึ่งอยู่ในหุบเขา จะเห็นว่ามีหมอกบ่อย อาจเกิดหมอกพิษ (photo chemical smog)

"ถ้ามาตั้งอยู่ตรงนี้ น้ำเสียทุกหยดจะไหลจากคลองเล็กไปคลองใหญ่แล้วไหลลงคลองอู่ตะเภา แล้วถ้าเกิดอุตสาหกรรมขึ้นมา มลพิษจากขยะบนดินเมื่อฝนตกจะถูกชะล้างลงสู่คลองอู่ตะเภาเช่นกัน"

ประชาพิจารณ์ครั้งแรก

ผลของการประกาศตัวเองว่าคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการฯ รุ่งเช้าของวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่วันทำประชาพิจารณ์ในโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียหนแรก ที่เกิดความวุ่นวายเสียก่อนทำให้ประชาพิจารณ์ไม่สำเร็จ ซึ่งมีขึ้น ณ หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2543 เพียง 6 วัน

"ผมถูกแขวนพวงหรีดหน้าบ้าน พร้อมระบุข้อความ ชาตะ 22 กรกฎาคม 2543 และมรณะ 29 กรกฎาคม 2543 รวมทั้งถูกเขียนข้อความใส่ร้ายป้ายสีอันเป็นอัปมงคลแก่ชีวิตตัวเองและครอบครัว"

ในเวลาต่อมาอันเป็นช่วงก่อนวันทำประชาพิจารณ์ครั้งนั้น คนกลุ่มหนึ่งยังได้ขึ้นป้ายผ้าขนาดใหญ่ทั่วเมืองหาดใหญ่สาดโคลนแบบตั้งใจประจานให้กับหมออนันต์ รวมถึงนักวิชาการและบุคคลต่างๆ ที่แสดงออกซึ่งการคัดค้านโครงการนี้อีกด้วย

"เขาหาว่าผมกับนักวิชาการเป็นคนนอกพื้นที่จะนะไปยุยงชาวบ้านที่จะนะ ทั้งที่เราเป็นคนในพื้นที่ คนหาดใหญ่ ทำให้คนที่มีผลประโยชน์อยู่แล้วหรือพวกที่ไม่รู้จริง มองเราว่าเป็นพวกขัดขวางความเจริญ พวกนั้นเขียนข้อความไว้ในแผ่นป้ายผ้าที่ติดทั่วเมืองหาดใหญ่ ติดรอบเทศบาล ยาวไปถึงคอหงส์โน่น อันที่เกี่ยวกับผมก็เช่นว่า หมอก็อยู่ส่วนหมอ อะไรทำนองนี้ นักวิชาการก็โดนด่าด้วย ติดไปทั่วเมืองหาดใหญ่ประมาณ 400 ผืน เขียนด้วยลายมือเหมือนๆกัน"Ž หมออนันต์บอกเล่าให้ฟัง

จากปัญหาดังกล่าว หมออนันต์มองว่าเป็นผลจากคนในเมืองไม่เข้าใจการทำประชาพิจารณ์ และไม่เข้าใจข้อมูลโครงการฯ อย่างลึกซึ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมาจากการรับข้อมูลเพียงด้านเดียวจากทางปตท.

"คนที่จะไปประชาพิจารณ์ได้ต้องทำความเข้าใจเรื่องนั้นมาอย่างแตกฉานแล้วถึงไปแสดงความเห็น ไม่ใช่ว่ารู้นิดๆหน่อยๆ แล้วก็ไปให้ความเห็น ยกมือรับรอง ประชาพิจารณ์ไม่ใช่การยกมือรับรอง เรารู้ว่าเขาทำเพื่อให้ผ่านหลักการว่าได้ทำแล้วเท่านั้น"

ผลของการรับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว จึงคิดว่าดี ทำให้หลายฝ่ายออกมาสนับสนุน เมื่อมีคนอื่นมาคัดค้าน จึงมองคนที่ออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นพวกขัดขวางความเจริญ ขวางการพัฒนา จึงเกิดความขัดแย้ง

"คนในเมืองบางคนมีธุรกิจที่คิดเอาว่าจะมีผลประโยชน์ ผลพลอยได้จากโครงการนี้"

ประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2

ต่อคำถามว่า มีเจ้าหน้าที่รับรู้เรื่องบ้างไหม หมออนันต์เล่าว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ 2-3 วัน พล.ต.ท.อัมพร ภัยลี้ รองผู้บังคับการตำรวจภาค 9 ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกัน พร้อมด้วยนายตำรวจ 3-4 นาย ก็ได้แวะมาคุยด้วยในประเด็นข้อมูลของโครงการและเหตุผลต่างๆของผู้ที่ไม่เห็นด้วย เป็นการคุยกันแบบธรรมดาๆ ของคนที่รู้จักกัน

แต่เมื่อเกิดเหตุมีคนเอาหรีดมาวางหน้าบ้านแล้ว ก็ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ และทางตำรวจก็ได้ส่งสายตรวจมาทุกวันอยู่ระยะหนึ่ง

ภายหลังจากประชาพิจารณ์ครั้งแรกเกิดที่ความวุ่นวายจนไม่บรรลุผล ก็เป็นที่รับทราบกันว่าความขัดแย้งอันเนื่องแต่โครงการนี้ได้แตกกลุ่มคนออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนแล้วคือ ฝ่ายสนับสนุนโครงการ กับฝ่ายคัดค้านการก่อสร้างโครงการ และทั้ง 2 ขั้วตรงข้ามนี้ว่ากันว่าพัฒนาความขัดแย้งไปถึงขั้นที่ยากยิ่งจะประสานหันหน้ามาทำความเข้าใจกันได้แล้ว

ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ยังต่อเนื่องไปถึงช่วงการทำประชาพิจารณ์ซ้ำเป็นหนที่สอง ณ สนามกีฬาจิระนคร หรือสนามกีฬากลางอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2543 อีกด้วย

"มีการข่มขู่ ฝากคำพูดผ่านคนโน้นคนนี้มาให้ผมระวังตัว ผมเองในช่วงนั้นก็เกิดความวิตกกลัวว่าจะถูกทำร้าย"

ในการทำประชาพิจารณ์หนสองนี้ก็เกิดความวุ่นวายหนักกว่าหนแรกจนไม่สามารถทำได้สำเร็จอีก ดังที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วประเทศ

อย่างไรก็ดี ในความเห็นของหมออนันต์แล้ว การทำประชาพิจารณ์ที่มาทำในปี 2543 นี้ไม่อาจนับว่าเป็นการประชาพิจารณ์ เพราะทำอย่างผิดกฎหมาย เนื่องจากว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญระบุชัดเจนในมาตรา 59 ว่าต้องทำโครงการก่อนตัดสินใจ แต่โครงการนี้ตัดสินใจก่อนทำประชาพิจารณ์ และการตัดสินใจนั้นมาทำกันหลังจากมีรัฐธรรมนูญแล้ว และยังใช้ระเบียบสำนักนายกฯ ปี 2539 แทนกฎหมายประชาพิจารณ์ที่มีข้อความขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 59

ถูกวางพวงหรีดซ้ำซาก

วันที่ 20 ธันวาคม 2545 อันเป็นช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ที่เรียกขานกันว่า ธันวาทมิฬ หรือ ธันวาวิปโยค และนับเป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องมาเพียงสัปดาห์เศษ

ในวันนั้นชาวบ้านกลุ่มที่คัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ได้รวมตัวกันเดินทางมาจากอำเภอจะนะ เพื่อต้องการมายื่นหนังสือให้กับตัวแทนรัฐบาลไทยให้ทบทวนโครงการนี้ แต่เมื่อมาถึงบริเวณหน้าโรงแรม เจ.บี.ในช่วงค่ำก็ถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันอย่างหนัก ก่อนที่จะ ถูกสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงในที่สุด

ในคืนนั้น หมออนันต์ ทราบเหตุการณ์ขณะที่ตนเองอยู่ที่ "วิทยาลัยวันศุกร์" 23 ณ คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเมื่อเลิกจากวิทยาลัยวันศุกร์ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บพร้อมกับบรรดาอาจารย์

ต่อมาในรุ่งเช้าของวันที่ 28 ธันวาคม 2545 ในวันนั้น หมออนันต์ตื่นขึ้นมาพบกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดอีกครั้ง แม้ลักษณะของเหตุการณ์จะถูกกระทำคล้ายคลึงกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วหนหนึ่ง แต่ครั้งนี้ดูเหมือนพวกที่กระทำตั้งใจเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นไปอีก

เนื่องด้วยกระจกบริเวณหน้าบ้านที่อยู่ถัดจากประตูเหล็กด้านนอก ถูกมือดีใช้หัวน็อตยิงด้วยหนังสะติ๊กแตกกระจาย และเมื่อเปิดประตูบ้านออกไปก็ยังพบพวงหรีด 2 พวง พร้อมแผ่นป้ายเขียนด้วยลายมือข้อความเชิงขับไล่ไสส่งให้ออกให้พ้นจากเมืองหาดใหญ่ แถมยังกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายระบบเศรษฐกิจของเมืองด้วย

วันที่มีมือดียิงกระสุนน็อตใส่กระจกบ้าน นำพวงหรีดมาเพิ่มให้เป็น 2 พวง พร้อมกับข้อความอัปมงคลในแผ่นป้ายครั้งนั้น หมออนันต์ บอกกับตัวเองว่า คราวนี้ถูกเล่นงานหนักขึ้นแล้ว

"ถ้าถามว่าทำไมพวกนั้นเลือกผม แล้วเอาผมเป็นเป้า ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะโดยวัยวุฒิ คุณวุฒิ และภาพสัญลักษณ์แล้วพร้อม คล้ายๆ ว่าเชือดผมสักคนให้คนอื่นๆ ดูจะได้กลัว เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู"

จากเหตุการณ์ถูกกระทำให้เป็นเหยื่อของความรุนแรงแบบจับมือใครดมไม่ได้ทั้งสองครั้งสองครานั้น

"เรื่องที่ว่าช่วงที่เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันทั้ง 2 ครั้ง มีนักข่าวถามว่าผมได้ขอให้ตำรวจทำอะไรบ้าง ผมบอกตำรวจเขารู้ดีอยู่แล้วว่าควรจะทำอะไร เพราะฉะนั้นผมไม่ขอ เพราะเรื่องระเบียบเรื่องกฎหมายของบ้านเมืองในการดูแลประชาชน ตำรวจเขาย่อมรู้ดีว่าหน้าที่เขาควรทำอะไร อย่างไร และผมหวังว่าเขาควรต้องทำตามหน้าที่เขา ผมเชื่อในระบบ"

ผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หมออนันต์ต้องระวังตัวมากขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะถูกลอบทำร้ายเมื่อไหร่

ความมุ่งมั่นในวันนี้

ในกรณีของการคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียนี้ นอกจาก 2 เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ถูกข่มขู่ข่มขวัญด้วยการวางพวงหรีด ป้ายประจาน รวมถึงมีการทำลายกระจกหน้าบ้านแล้ว หมออนันต์ ยังถูกข่มขู่ข่มขวัญในลักษณะอื่นๆ แบบซ้ำๆ อีกด้วย เช่น บ้านพักที่บ่อโซนริมทะเลใกล้กับลานหอยเสียบถูกเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปสังเกตความเคลื่อนไหวต่างๆ กรณีการข่มขู่ผ่านคนใกล้ชิด หรือมีคนแปลกหน้ามานั่งร้านเฝ้าสังเกตการณ์ ณ ร้านอาหารนครในที่ติดอยู่กับบ้านพักอาศัย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจการของครอบครัว เป็นต้น

หมออนันต์ ระบายถึงความรู้สึกที่ถูกกระทำมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียให้ฟังว่า สิ่งต่างๆ ที่เขากระทำต่อคุณหมอ

"จริงอยู่เราอาจจะโกรธและคับแค้นใจบ้างในบางครั้ง หรือญาติพี่น้องบางคนที่อยู่ในแวดวงราชการอาจจะไม่เข้าใจว่าเราทำอะไรอยู่ คนในสังคมมีทั้งเห็นด้วยและคัดค้านที่เรากระทำ แต่ก็มีจำนวนมากที่ยังเป็นห่วงเป็นใย และก็ถือว่ามันได้เติมเต็มบางสิ่งบางอย่างให้กับตัวตนของตัวเองมากมาย โดยเฉพาะความรู้ในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ"

"ที่สำคัญที่สุดคือ มันเป็นการยืนยันกับเราอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เราคิดและได้ลงมือทำมาโดยตลอดกว่า 50 ปีมาแล้วนั้น มันเป็นคำตอบอยู่ในตัวของมันแล้วว่า เราคิดและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องมาโดยตลอด มันทำให้เราไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียเวลาเลยที่ได้กระทำมา"

หมออนันต์ บุญโสภณ ในวัย 67 ปีในวันนี้ได้แต่จับตามองความเป็นไปของโครงการ ที่ไม่มีใครรู้จะสุดท้ายปลายทางจะเป็นไปในรูปใด.


เชิงอรรถ

21 ในสมัยนั้นมีมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ สอนวิชาแพทย์ 2 แห่ง คือที่ศิริราชพยาบาลและรพ.จุฬาลงกรณ์ - วิชาเภสัชฯ, วิชาสัตว์แพทย์, วิชาทันตแพทย์ฯ การเข้าเรียนทุกคนจะต้องเข้าจุฬาฯ เรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2 ปี แล้วจึง "ข้ามฟาก" ไปตามสาขาที่จะเรียน โดยผ่านการสอบในช่วงปลายปี 2 มีการเลือกว่าจะเรียนอะไร สำหรับคณะแพทย์ศาสตร์จะต้องเลือกว่าจะไปศิริราช 1 หรือจุฬาฯ
22 แพทย์ประจำบ้าน มาจากคำว่า House Officer
23 วิทยาลัยการเรียนรู้นอกระบบการศึกษา เป็นห้องเรียนที่เกิดขึ้นจากนักวิชาการ ผู้สนใจทั่วไป ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มีขึ้นทุกๆวันศุกร์ เวลา 19.00-21.30 น. ณ ห้อง E105 คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์