![]() อลิสา หมานหล๊ะ "เขาหาว่าเราขวางความเจริญของประเทศ"
บ้านตลิ่งชัน...ยามบ่ายของวัน! ชายวัยกลางคน ผิวคล้ำ บรรทุกผู้เป็นภรรยาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้าน บังแอคือชายคนนั้น... บนแคร่ไม้ที่รายล้อมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ หญิงวัยกลางคนในชุดคลุม ฮิญาป 2 เดินเข้ามานั่ง ผู้หญิงคนนี้เป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในฐานะแกนนำคัดค้านโครงการอีกคนหนึ่ง อลิสา หรือรอฟีอะห์ หมานหล๊ะ อยู่บ้านเลขที่ 15/3 บ้านในไร่ หมู่ที่ 7 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ ปัจจุบัน อลิสาอายุ 40 ปี มีอาชีพประมง และเป็นคนบ้านในไร่โดยกำเนิด โดยในวัยเด็กที่ผ่านมา อลิสาจบการศึกษาป.4 บ้านตลิ่งชัน และจบ กศน.ม.3 ที่จะนะ หลังจากสิ้นสุดชีวิตการเรียน ปี2528 ได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข ช่วงนั้นทำงานในชื่อว่า ผสส.(ผู้สื่อข่าวสาธารณสุข) มีหน้าที่ช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน ดูแลเรื่องสุขภาพ นำข่าวจากอนามัยมาสู่ชุมชน และนำข่าวจากชุมชนไปสู่อนามัยเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาทางด้านสุขภาพ "เท่ากับว่าดูแลสารทุกข์สุกดิบของคนทั่วไป" อลิสาฟื้นความทรงจำ "ใครไม่สบาย มีปัญหา ก็รับปรึกษา ใครเจ็บไข้ไม่สบาย ไปโรงพยาบาลไม่รู้เรื่อง ไปโรงพักไม่เป็น จะวิ่งเต้นช่วยเหลือพี่น้องทางบ้านให้มาบอก เท่ากับว่าช่วยเหลือพี่น้องมาตลอด" ตอนอายุ 16 ปี อลิสาแต่งงานมีครอบครัว ปัจจุบันมีลูกแล้ว 2 คน เป็นหญิงคนชายคน ในวัยหนุ่มสาวอายุ 22 ปีอลิสาได้มาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข โดยมีอาชีพหลักในเวลานั้นคือทำประมง และเป็นแม่บ้าน "เมื่อได้ของมาจากทะเลแล้วจะมาแปรรูปอาหารทะเล เช่นทำกุ้งเคยมาเป็นกะปิสำเร็จรูป ทำปลาสดๆมาเป็นปลาแห้ง ทำกุ้งธรรมดาเป็นกุ้งแห้ง ทำปลาร้า บูดู แปรรูปอาหารทะเลทุกชนิดที่หามาได้" ชีวิตในวัยเด็กของอลิสานั้นยังสดใสกระจ่างชัด เป็นลิ้นชักความทรงจำที่พร้อมจะเปิดออกได้ทุกเมื่อ "ตั้งแต่เป็นเด็กมาจนถึงปัจจุบัน เติบโตมาในครอบครัวที่ดีเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่...พ่อเป็นคนขยัน มีพี่น้อง 7 คน ถือได้ว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่น รักกัน สถานะไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ลำบาก พ่อทำอาชีพประมง ไม่เคยทำให้ลูกๆลำบาก" อลิสาเล่าด้วยความภาคภูมิใจ สะท้อนความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่กระแสแห่งความรักถ่ายทอดถึงกัน"คนบ้านเราทำนาแล้วก็ออกทะเล เท่ากับว่ามีข้าวกิน มีปลากิน มีเงิน มีเสื้อผ้าใช้สอยไม่ขัดสน ไม่พบกับความลำบากในชีวิต จนมาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ครอบครัวทำอาชีพประมง ซื้อเรือมาลำหนึ่ง บังออกทะเล ตัวเองช่วยกันแปรรูปอาหารสด ครอบครัวมีความสุขไม่ลำบาก" ชุมชนบ้านในไร่ในอดีตสำหรับสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนเมื่อก่อน...จากคำบอกเล่าของอลิสาช่วยให้ภาพชุมชนบ้านในไร่เมื่อยี่สิบปีก่อนเผยตัวออกมาว่ามีสภาพไม่ใหญ่โตมากนัก ความเป็นอยู่ต่างร้อยสานกันด้วยความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง "ทางด้านสุขภาพเองก็ดี พูดได้ว่าชุมชนอยู่ในความสงบ มีธรรมชาติ มีอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่ฟุ้งเฟ้อ บ้านก็หลังเล็กๆ ทำด้วยไม้มุงด้วยจาก ทำนาแล้วเสร็จมาก็ช่วยกันตำข้าว เป็นข้าวกล้อง ไม่ส่งโรงสี ช่วงเช้านวดข้าว ตากข้าว ตอนเย็นๆก็ไปช่วยกันตำข้าวซอ 3 กัน คนหนึ่งตำคนหนึ่งฝัด บ้านไหนไม่มีข้าวสารก็หยิบยืมกันได้ ไม่ต้องไปซื้อกินตามหน้าร้านเหมือนทุกวันนี้ พูดได้ว่าไม่มีเงินก็หยิบยืมกันได้ เป็นชุมชนที่ห่วงหาอาทรกัน ใครไม่สบายก็ไปดูแลกัน ใครมีลูกก็ไปดูแลกัน เป็นพี่น้องเหมือนไม่ใช่ชาวบ้าน อย่างคนหนึ่งออกเรือไปพอปลาเข้ามา คนที่ไม่ได้ออกก็ไปหยิบเอาเลยจะกินปลาอะไร เหลือแล้วจึงขาย" คือชุมชนที่ยังคงสายใยอันงดงามมีความเอื้ออาทรและฝังตรึงในความรู้สึก ชีวิตที่ไม่ได้เลือกปี 2541 ที่หมู่บ้านตลิ่งชันโครงการท่อก๊าซฯเริ่มเข้ามา อลิสาเองก็ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ วันหนึ่งพบว่ามีหนังสือพิมพ์มาวางอยู่ที่ร้านน้ำชาในหมู่บ้าน บอกว่าจะมีท่อก๊าซมาขึ้นที่บ้านตลิ่งชัน "เราก็เอามาดู เป็นไปได้รึ ท่อก๊าซมันคืออะไร จะถามก็ไม่กล้าถาม...อยู่ๆไม่กี่วันก็มีหน่วยประชาสัมพันธ์ของโครงการลงมาในหมู่บ้าน มาบอกเรื่องท่อก๊าซว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ได้แต่นั่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีก" ต่อมาทางปตท.มีการจัดคนไปดูงานที่ระยอง โดยมีผู้ใหญ่บ้านกับชาวบ้านบางส่วนร่วมเดินทางไปด้วย อลิสาเองไม่กล้าถาม "ตอนนั้นเราใช้แก๊สหุงต้มแล้วแต่ไม่รู้หรอกว่ามันมาจากไหน มันคืออะไร ไม่รู้คุณค่าว่ากว่าจะได้มามันได้ทำลายอะไรลงไปบ้าง" วันหนึ่งบังเอิญว่าอลิสาไปพบหนังสือเรียนของเด็กม.6 เล่มหนึ่งในบ้าน "เปิดดูก็พบเรื่องของก๊าซปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ อธิบายว่าปิโตรเลียมคืออะไร จึงได้รู้ว่าคือซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันมาเป็นเวลาหลายล้านปี จนเกิดเป็นก๊าซเป็นน้ำมันขึ้นมา แล้วค่อยมาแยกค่าเป็นก๊าซชนิดต่างๆ เป็นก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา น้ำมันดิบ เป็นชั้นๆของมัน ก็เลยได้รู้ที่มาที่ไป" ต่อมาโครงการท่อก๊าซเริ่มเป็นที่พูดถึงหนาหูมากขึ้น ประจวบเหมาะกับในช่วงนั้นมีองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเรื่องประมงชายฝั่งในหมู่บ้าน (ทำงานแนะนำการอนุรักษ์ป่าพรุ การวางปะการังเทียม ดูแลทรัพยากรชายฝั่ง) ได้เข้ามาคุยในฐานะที่อลิสาเป็นผู้นำสตรี ซึ่งตอนนั้นจากทำงานเป็น ผสส.อลิสาขยับมาเป็นอสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน), เป็นประธานสตรีในระดับตำบล, ผู้นำอช.(อาสาพัฒนาชุมชนระดับอำเภอ), เป็นกรรมการพัฒนาเด็กเล็ก และเป็นกรรมการศึกษาโรงเรียนบ้านตลิ่งชัน "คิดกันว่าทำอย่างไรจึงจะได้ไปดูงานในที่ๆได้รับผลกระทบจริง จึงได้รวบรวมเงิน ของบประมาณบางส่วนจากโครงการของเอ็นจีโอไปศึกษาดูงานที่ระยอง" ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่อลิสาได้เห็นสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับตาตนเอง ในขณะที่ความจริงอีกด้านหนึ่งทางปตท.บอกว่าโครงการนี้จะนำมาซึ่งความเจริญทางด้านอุปโภคบริโภค ต่อไปหมู่บ้านจะเจริญขึ้น "ตัวเองไปดูก็เห็นว่าความเจริญจริง แต่อีกด้านหนึ่ง...ผลกระทบ เรื่องของทะเล อากาศ น้ำ วิถีชีวิตของชุมชน จุดนี้ทำให้คิดว่ากลับไปจะต้องอธิบายให้พี่น้องในหมู่บ้านได้รับรู้ ใครจะชอบไม่ชอบโครงการก็เป็นเรื่องของแต่ละคน ตัวเองอยากให้พี่น้องได้รู้การใช้ประโยชน์จากก๊าซหุงต้มอยู่นี้ ผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับ...เราไม่ได้ใช้อยู่บนพื้นฐานความสะดวกสบายของพวกเขา แต่เราใช้ความสะดวกสบายอยู่บนพื้นฐานความเจ็บปวดของพี่น้องที่ระยอง เอาสุขภาพมาสังเวยให้กับความสบายของพวกเรา" สิ่งที่อลิสาพบจากการดูงานก็คือ ผลกระทบด้านสุขภาพที่เกิดกับชาวบ้านในพื้นที่ เห็นได้ชัดว่าหลายคนเป็นโรคโพรงจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ บ้างก็เป็นโรคผิวหนัง ขณะที่สุขภาพจิตก็ย่ำแย่ "แม่น้ำลำคลองต้องเสียไป ไม่สามารถนำมาใช้บริโภคได้เหมือนเมื่อก่อน สิ่งแวดล้อมต้องสูญเสียไปโดยไม่อาจเรียกร้องให้กลับคืนเหมือนเดิม" อลิสาเห็นว่าผลกระทบจากโครงการนี้ได้ทำลายทรัพยากร วิถีชีวิต และสุขภาพเป็นอย่างมาก เริ่มต้นคัดค้านโครงการวันแรกที่กลับมาถึงบ้าน อลิสาได้พบกับนักศึกษาที่ลงมาในหมู่บ้านราวๆ 10 คน มาประชาสัมพันธ์โครงการ "โฆษณาว่าโครงการดีอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อไปพี่น้องจะมีงานทำ วิถีชีวิตจะเปลี่ยนแปลงจากชุมชนดั้งเดิมเป็นชุมชนเมือง ศักยภาพในชีวิตก็ดีขึ้น" อลิสาเข้าไปถามนักศึกษา จึงได้รู้ว่ามาจากการประชาสัมพันธ์โครงการ ซึ่งหลังจากได้ฟังข้อมูลของนักศึกษาอลิสาอธิบายให้กับเพื่อนบ้านฟัง เป็นการตอบโต้กับนักศึกษา และถือโอกาสอธิบายให้กับนักศึกษาเข้าใจไปในเวลาเดียวกัน "พี่ได้ไปเห็นมากับตาแล้วว่าสิ่งที่น้องๆพูดมันไม่เป็นจริง ตัวเองได้ถามกลับไปยังนักศึกษาว่าเคยไปดูมาบ้างหรือยัง น้องๆก็บอกว่ายัง เพียงแค่เขาเข้าอบรมแล้วก็เอาข้อมูลมาพูดให้ชาวบ้านฟัง ตัวเองได้อธิบายให้นักศึกษาฟัง พี่น้องเมื่อรู้ข้อมูลก็เกิดความกลัว" จากก้าวแรกในวันนั้น คนทั้งหมู่บ้านเกิดความตื่นตัวเป็นอย่างมาก และได้ขึ้นป้ายคัดค้านโครงการ มีคนจำนวนมากออกมาตั้งกลุ่มชื่อว่า "รักษ์ในไร่" หลังจากนั้น อลิสาพยายามศึกษาข้อมูลมากขึ้น มีอะไรไม่เข้าใจก็จะซักถามนักวิชาการที่มาช่วยเหลือในการให้ข้อมูล ทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ "การคัดค้านตรงนี้ เรามีโอกาสมากกว่าคนอื่น แต่ทุกครั้งที่เราได้เรียนรู้ข้อมูลจากภายนอกก็จะตีกลับไปยังชุมชนอีกครั้ง มีการจัดเวทีในหมู่บ้าน อธิบายข้อมูลที่ได้มา ให้พี่น้องได้รู้เท่าทันกับโครงการ" หากทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือผลกระทบกับตนเริ่มก่อตัวปะทุขึ้นทีละน้อย ถูกขึ้นบัญชีดำเมื่อมีผู้คัดค้านก็ต้องมีผู้สนับสนุนโครงการ แน่นอนว่าในช่วงเวลานั้นฝ่ายผู้สนับสนุนมีปตท.พาไปดูงาน เมื่อกลับมาต่างก็บอกว่าโครงการดี สวนทางความคิดกัน อีกฝ่ายที่มีคนคัดค้านก็เริ่มลุกฮือขึ้นมา เพียงแต่ในช่วงแรกๆความขัดแย้งยังไม่รุนแรงมากนัก "หลักการของมุสลิมเราจะแตกแยก ไม่พูดกันเกินสัปดาห์ไม่ได้ แต่จากความแตกแยกตรงนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เกิดการปะทะคารมโต้เถียงกัน คนที่สนับสนุนจะมองพวกที่คัดค้านว่าไร้ค่า" ในช่วงนี้ปตท.โหมโฆษณาหนักขึ้นเรื่อยๆ มีความพยายามดึงผู้นำชุมชนให้สนับสนุนโครงการ "ตัวเองถูกมองให้เล็กลงๆ ไปอำเภอก็ถูกปรามให้หยุดค้านโครงการ มีการพูดจาไม่เข้าหู เสียดแทงกระแนะกระแหน สุดท้ายจึงได้พาตัวเองออกจากกลุ่มแม่บ้าน ลาออกจากอช. เหลือเพียงเป็นกรรมการศึกษา อสม.และเป็นรองประธานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านตลิ่งชัน" จากผลกระทบในเรื่องกิจกรรมและงาน สั่งสม คุกรุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันหนึ่งอลิสาเริ่มตระหนักว่ากำลังถูกสังคมภายนอกคุกคาม "เริ่มเสียสุขภาพจิต เริ่มที่จะพูดจากับบางคน หรือบางสถานที่ ได้ไม่เต็มปาก ดูเหมือนตัวเองด้อยค่าลง บอกง่ายๆว่า ทำให้หงุดหงิด อารมณ์เสีย" อลิสาสะท้อนความในใจอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมา"พวกเขาบางคนเข้าใจแต่คิดไม่เหมือนกัน เขาเห็นแก่เงิน เราเห็นแก่ชุมชนที่ต้องปกป้องไว้ เขามองผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไปขวางโครงการของรัฐมันเป็นไปไม่ได้ เราจะสู้เขาไม่ได้" เมื่อพาตัวเองออกมาคัดค้านมากเข้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมานอกจากเกิดขึ้นกับตนแล้วก็คือครอบครัว นี่เป็นสิ่งที่กดดันอลิสาอีกอย่าง "สิ่งที่กระทบกับครอบครัว ต้องทิ้งลูก แต่ว่าในการทิ้งลูกก็พยายามทำความเข้าใจกับพ่อแม่ การทำกิจกรรมคัดค้านจะพยายามไม่ให้ครอบครัวมีปัญหา สิ่งที่กระทบมากกว่าคือด้านการเงิน เพราะไม่ได้ทำมาหากินตรงนั้น เมื่อการคัดค้านเริ่มเข้มข้นขึ้น การทำมาหากินแทบจะไม่มี" นอกจากปัญหาเรื่องรายได้แล้ว ผลกระทบที่เกิดกระหน่ำซ้ำจากการเข้ามาทำกิจกรรมค้านโครงการของอลิสา ผลสะท้อนเกิดขึ้นกับผู้เป็นลูก เป็นความรู้สึกที่สั่งสมขึ้นมาทีละน้อย "จากความเก็บกดของเด็ก ลูกได้เขียนจดหมาย ระบายความในใจออกมาว่าเหมือนถูกทอดทิ้ง แต่ก็ไม่ถึงขั้นมีปัญหาเพราะว่าได้มีการพูดจากันตลอด" ช่วงหลัง มีการหมายหัวว่านี่คือแกนนำคัดค้าน เป็นคนขวางผลประโยชน์ของคนอื่นๆ มีคนปองร้ายทำให้อลิสาต้องระวังตัวมากขึ้น "จากที่เราเคยอยู่ดีๆ กลับต้องมาระวังตัว ต้องมาพบกับหน่วยงานของรัฐที่คอยจะทำร้าย และคนอีกกลุ่มซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใครได้ประโยชน์จากโครงการ ไม่ถูกใจ มีข่าวออกมาว่าจะถูกเก็บ ทำให้มีความเครียด เกิดความกังวล ซึ่งไม่ใช่กับตัวเองคนเดียว คนที่กระทบมากที่สุดคือแม่ เพราะว่าไหนจะต้องดูแลครอบครัวให้กับเรา แล้วก็ต้องมาเป็นห่วงเราอีก ทำให้แม่สุขภาพแย่ไปเหมือนกัน ช่วงหลังต้องเข้าบ้านหมอบ่อย สุดท้ายหมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจ" นี่คือมรสุมชีวิตที่กระหน่ำซ้ำกับครอบครัว "ในสภาพของความเป็นจริง ถ้าไม่คิดว่าเป็นการรักษาบ้านเกิด ก็ไม่รู้ว่าจะยืนหยัดมาได้อย่างไร" อลิสาพูดด้วยความขมขื่น ในช่วงทำประชาพิจารณ์มีการขึ้นบัญชีดำโดยหน่วยงานของภาครัฐ และก่อนขึ้นบัญชีดำ ได้มีตำรวจสันติบาลตามไปถึงบ้านของอลิสา "เขาบอกว่ามาจากสำนักนายกรัฐมนตรี มาถึงบ้าน เท่ากับว่าเราอยู่ดีๆ ตำรวจเหล่านี้มาถึงบ้าน ถึงจะมาพูดคุยดี แต่การที่เขามาขู่ คือในช่วงนั้นกำลังทำประชาพิจารณ์ ถามว่าจะเข้าไปร่วมทำประชาพิจารณ์หรือเปล่า เราก็อธิบายว่า ไม่ เพราะว่าประชาพิจารณ์ทำไม่ถูกต้อง ทำผิดขั้นตอน ผิดรัฐธรรมนูญ ไปทำสัญญาก่อนแล้วค่อยทำประชาพิจารณ์ เราเองมีข้อมูลจากการไปดูงาน จากการศึกษา เท่ากับว่าเรารู้ เราจึงไม่ไปร่วม" ในเวลาต่อมา อลิสาจึงรู้ว่าชื่อของตนถูกขึ้นบัญชีดำ "ไม่แน่ใจ จึงโทรไปเช็คกับตำรวจที่เป็นสันติบาลคนหนึ่งที่ตามมาถึงบ้าน ถามเหตุผลและตรวจสอบว่าใช่ชื่อของตัวเองหรือเปล่า เขาก็บอกว่าจริง เหตุผลที่เขาบอกก็คือเป็นแกนนำ ไม่ยอมที่จะเข้าร่วมประชาพิจารณ์ และยุยงไม่ให้ชาวบ้านเข้าร่วม" ผลจากความมุ่งมั่นในการคัดค้านโครงการ ส่งผลกระทบถึงขั้นที่ว่าช่วงนั้นมีข่าวมาบอกว่า อลิสากำลังจะถูกสั่งเก็บ "จากสายของคนในชุมชน ซึ่งเคยเป็นกลุ่มที่คัดค้านแต่ตอนหลังหันไปสนับสนุน พอรู้เรื่องบัง(บังแอ-สามี)ก็ตามไปถึงบ้าน ถามเขาตรงๆ คนๆนั้นเป็นผู้มีอำนาจในชุมชน วันที่บังไปหา เขาพกปืนอยู่ที่เอว บังเข้าไปดึงปืนออกแล้วก็ถามว่า บังสั่งคนไปเก็บอลิสาหรือ เขาปฎิเสธ แต่ข่าวที่ออกไปแล้วเราตามเช็คนี้ชัดเจน แต่หลังจากที่บังไปหาเขาวันนั้นแล้ว ข่าวนี้ก็หายไป" สุขภาพจิตเริ่มเสียอย่างไรก็ดี ในช่วงหลังการคัดค้านเริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้นไปอีก "มีการเข้าไปถ่ายรูปที่บ้าน 2 หน โดยตำรวจ มีอยู่คืนหนึ่ง รถตำรวจแล่นผ่านไป 3 คันแล้วฉายสปอตไลท์เข้าไปในบ้าน คืนหนึ่งตัวเองออกจากลานหอยเสียบกลับบ้านก็มีรถเครื่องปิดไฟวิ่งฝ่าความมืดตามไปติดๆ ดีว่าไหวตัวทันจึงจอดรถข้างทาง ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมาทำอะไร เราไปตรวจสอบดู พบว่ามีรถจอดอยู่ 2 คัน พอเราออกจากลานฯเขาก็ขับรถตามเราไป เท่ากับว่า มีคนไม่ประสงค์ดีกับเราแน่นอน" เรื่องเหล่านี้ทำให้อลิสาเสียสุขภาพจิตพอสมควร ซึ่งเธอไม่คิดว่าบนเส้นทางของการต่อสู้สิ่งที่เกิดโดยเฉพาะในเรื่องของผลกระทบต่อสุขภาพ อลิสาบอกว่าเมื่อก่อนได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลอยู่กับเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน การคัดค้านโครงการก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงภัยถึงเพียงนี้ "ยิ่งต่อสู้ไปก็ยิ่งรู้ลึกว่าเรากำลังต่อสู้อยู่กับมหาอำนาจ ซึ่งมีทั้งเงิน อำนาจ และอาวุธ แต่จะให้เราถอยหลังออกไป เราทำไม่ได้ เพราะเรารู้ว่า ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ ต่อไปเราจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราตาย แต่ลูกๆหลานๆ ได้อยู่ต่อไปได้ เท่ากับว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้ว" น้ำเสียงของอลิสายังมีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม "ถามว่าสุขภาพตัวเองเป็นอย่างไร รู้สึกว่าตัวเองแก่ลงไปมากๆเลย เทียบกับเมื่อก่อนที่ไม่ได้คัดค้าน รู้สึกว่าสบายใจ ไม่กังวล ไม่คิดมาก ตอนนี้มันเครียด และนำไปสู่โรคอื่นๆ" อลิสาสะท้อนความรู้สึกถึงเรื่องสุขภาพในเวลานี้อยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่าไม่ดีเอาเสียเลย "บางครั้งก็วูบไปเฉยๆ เพราะว่านอนดึก เครียด คนเราเมื่อเครียดก็ต้องมีอาการปวดเมื่อย ปวดหัว เนื่องจากกินยาแก้ปวด อย่างน้อยวันละ 4 เม็ด สุขภาพไม่สบาย ถ้าทำได้อยากพักผ่อนให้มากๆ" อลิสาเปิดกระเป๋าให้ดูยาเม็ดแก้ปวดหัว สำหรับอลิสาแล้ว คนที่ไม่มีโรคถือเป็นลาภอันประเสริฐ ซึ่งประเมินเป็นค่าเงินไม่ได้ แต่ทุกวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตน ทำให้อลิสานึกสะท้อนใจ "คนที่ทำให้เราเสียสุขภาพจิต เท่ากับว่าคือโครงการของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของเอกชน น่าจะมาชดเชยอะไรให้เราบ้างนะ" อลิสาหัวเราะแค่นๆ ช่วงหลัง ๆที่คัดค้าน ทำให้อลิสารู้สึกว่าถูกปิดกั้น หรือไม่ก็เป็นเพราะว่ากำลังปิดกั้นตัวเอง "เพราะว่าเมื่อก่อนเราไปตลาดนัดคนเดียวได้ ไปหาดใหญ่คนเดียวได้ ไปจะนะคนเดียวได้ ไปไหนๆคนเดียวได้ แต่ ณ ปัจจุบันทำไม่ได้ เพราะเรารู้สึกว่าไม่ปลอดภัย ถ้าไปพบกับคนที่สนับสนุน ไม่ใช่มิตรของเรา เราไม่มั่นใจว่าจะปลอดภัยหรือไม่" แววตาของอลิสาสะท้อนความรู้สึกปวดร้าว "เรามองคนที่อยู่รอบข้างเราทั้งที่เขาไม่ได้สนับสนุนโครงการ เหมือนไม่ใช่มิตรของเรา แต่กลับเป็นศัตรูของเรา สร้างความหวาดกลัวระแวงให้กับเรา เวลาเราวิ่งรถอยู่นี้ เมื่อก่อนเราอยู่หน้ามีคนขับตามหลัง เราจะสบายใจ แต่ปัจจุบันเราต้องชะลอให้รถคันหลังวิ่งขึ้นไปเสียก่อน เราจะได้รู้ว่ารถคันนั้นเป็นใคร" คิ้วที่ขมวดค้างทำให้ใบหน้าของอลิสาดูเคร่งเครียด"ไม่รู้ว่าเราระแวงมากเกินไปหรือเปล่า นำไปสู่...คล้ายๆที่เขาเรียกว่าเป็นโรคประสาทหรือเปล่า สุขภาพจิตแย่ลง เวลาไปติดต่องานราชการก็ไม่มั่นใจเหมือนเมื่อก่อน" สังคมแตกแยกผลกระทบที่เห็นได้ชัดสำหรับอลิสาอีกอย่างก็คือ สังคมแตกแยก จากเมื่อก่อนบ้านในไร่เคยเป็นชุมชนมุสลิมอยู่ในความสงบ มีความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง ขอกินกันได้ แต่ปัจจุบันหลังจากโครงการเข้ามาทำให้ชุมชนเกิดความเปลี่ยนแปลง "ความแตกแยกเกิดขึ้น แตกแยกทางด้านครอบครัว มองหน้ากันไม่ติด จากที่เคยขอเคยยืมกันได้ก็ต่างคนต่างอยู่ ประกอบกับการพัฒนาของรัฐทำให้มีถนนหนทาง มีรถราเข้ามามากขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของชุมชนเปลี่ยนแปลงไป จากที่หุงข้าวด้วยถ่าน เปลี่ยนมาเป็นใช้ไฟฟ้า ใช้แก๊ส จากเคยทำนา แต่ผลกระทบจากการพัฒนาทำให้ไม่สามารถทำนาเหมือนเช่นเดิมได้ เมื่อนาไม่ได้ทำ เหลือแต่ทะเล การทำทะเลช่วงหลังมีโรงงานเข้ามามาก ทำให้ทุกคนผันอาชีพไปทำโรงงาน พ่อแม่ที่ออกไปทำงาน ทิ้งลูก ทำให้เป็นชุมชนที่ขาดความอบอุ่น ขาดความเป็นพี่เป็นน้อง" ส่งผลต่อชุมชนแม้แต่ในเรื่องของศาสนา อลิสายกตัวอย่างชุมชนมุสลิมเมื่อก่อนเคยทำบุญ วันรายา 4 เมาลิด 5 "เวลาทำบุญบ้านใครเราจะบอกกันหมดหมู่บ้าน แต่หลังจากเกิดโครงการ เมื่อฝ่ายสนับสนุนทำเขาก็ไม่มาบอกงานเรา ทั้งที่เราก็อยากไป เท่ากับว่าไม่ได้ทำบุญด้วยกัน พอเราทำ เราไม่กล้าไปบอกเขา เขาก็ไม่มา พอหลายครั้งเข้าก็ขาดจากกัน" แม้เวลาร่วมละหมาดที่มัสยิด ละหมาดเสร็จเมื่อก่อนยังมีเวลาได้นั่งพูดคุยกัน แต่พอมีโครงการนี้ จะมีฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายค้าน จะนั่งแยกกันเป็นกลุ่มๆ ฝ่ายสนับสนุนก็พูดกันเฉพาะฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายค้านก็พูดกันเฉพาะฝ่ายค้าน "ทั้งที่ในใจเราไม่ได้โกรธเขา เพราะว่าในมิติศาสนาเราจะโกรธกันไม่ได้ แต่จริงแล้วๆก็โกรธกัน แต่เราก็จะสลาม 6 ต่อกัน วันรายาก็เหมือนกัน เมื่อก่อนเราพาขนมต้มไปให้กัน แลกขนมต้มกัน บ้านคนโน้นคนนี้ ไปนั่งกินขนมต้มด้วยกัน พบคนเฒ่าคนแก่ แต่พอมีโครงการนี้ แม้แต่ญาติของตนเองที่สนับสนุนเขาก็ไม่มา เราก็ไม่ไป ขาดจากกัน พอมะหยังรายา 7 เสร็จแล้ว มีการสลามกัน เราก็สลามกันแต่พวกเรา บางทีเรายื่นมือไปสลามด้วย เขาก็พามือห่าง ทำให้เห็นว่าเกิดความแตกแยกแม้แต่ศาสนาก็กระทบ" สำหรับอลิสาแล้วชุมชนไม่เหลือสภาพเก่าๆให้เห็นอีกต่อไป "แม้กระทั่งว่าตาย เราก็ไป เพราะอย่างน้อยเราก็ถือว่าเป็นพี่น้องร่วมหมู่บ้านกับเรา ได้แค่ถือข้าวสารราวัต 8 ไปตั้ง ให้เงินแล้วก็กลับ ไม่ได้ช่วยงานเหมือนเมื่อก่อน ที่ช่วยกันจนครบ 7 วัน แต่ตอนนี้ความคิดไม่ตรงกัน เขาก็ไม่อยากพูด เราก็ไม่อยากพูด" ผลของการเดินของเส้นทางการต่อสู้ อลิสาเรียนรู้ว่ารัฐเป็นหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งในสายตา ของอลิสาแล้วทำให้รู้สึกตัวเองว่าตัวเล็กลง "รัฐเก่งตรงที่ทำลายกระบวนการความเป็นคนลง เมื่อมาคัดค้านเขาก็ใช้หน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ได้ทำอะไรเรามากหรอก แต่ทำให้เรารู้สึกว่าเราทำงานนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งเราคิดว่าเราทำถูกต้อง คิดตรงกันข้าม เขาหาว่าเราขวางความเจริญของประเทศ ขัดต่อการพัฒนาของรัฐ ไปอยู่ที่ไหน เขาก็พูดในลักษณะนี้ ทำให้เราไม่สามารถพูดจากับคนเหล่านี้ได้ จึงได้พาตัวเองถอยห่างออกมา" ข่าวถูกบิดเบือนสิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับอลิสาอีกอย่างในฐานะที่เป็นแกนนำมีความสัมพันธ์กับผู้สื่อข่าวเป็นพิเศษ "รู้สึกเครียดตรงที่ว่า ข่าวที่นำเสนอไปถูกบิดเบือน นำเสนอไปอีกแบบ มันเป็นเรื่องของนายทุน หรือรัฐที่มีอำนาจเหนือกว่ามันก็เครียดตรงที่เราพยายามอธิบายต่อสังคมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของพวกเราตรงนี้ เราไม่ใช่ตัวขัดขวางความเจริญ เรากำลังจะบอกว่าโครงการนี้ทุกคนต้องรีบมาศึกษา ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรของประเทศ เราพยายามอธิบายความเป็นจริงออกไป" อลิสาพูดประสาชาวบ้าน "พูดง่ายๆคือว่าทำไมจะต้องทำกับชาวบ้านแบบนี้ ทำไมไม่เห็นหัวชาวบ้าน ที่มีแต่ความซื่อตรง ความซื่อที่จะอธิบาย" อย่างไรก็ดี บนเส้นทางของการต่อสู้ ยิ่งเดินมาไกล อลิสาเริ่มค้นพบว่าตัวเองมีประโยชน์มากขึ้น และไม่คิดที่จะเดินย้อนกลับหลัง "เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราทำเพื่อตัวเอง บ้านเกิด หรือทำเพื่อลูกหลาน แต่เรากำลังทำเพื่อประเทศ หรือคนทั้งโลกด้วยซ้ำ เพราะว่าปัจจุบัน คนที่ถูกกระทำจะมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เรามีโอกาสรู้ คือว่าโชคดีที่อัลเลาะห์ให้เราได้เรียนรู้มาถึงตรงนี้ ซึ่งก็เห็นกันอยู่ว่าไม่ใช่เฉพาะในประเทศเราที่มีปัญหา พี่น้องทั่วประเทศกำลังได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน เพราะว่าส่วนหนึ่ง รัฐกำลังใช้อำนาจคุกคาม ละเมิดสิทธิ เข้ามาช่วงชิงฐานทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญที่ระบุไว้ว่าชุมชนมีสิทธิที่จะปกป้องร่วมกับรัฐ แต่รัฐละเมิดเอามาเป็นของรัฐ ตรงนี้เราเข้าใจดีว่าเบื้องหลังของรัฐไม่ได้มีเพียงรัฐ ยังมีนายทุน นักการเมือง และผู้ค้าเสรีจากต่างประเทศ คนเหล่านี้ยืมมือคนในอำนาจรัฐเข้ามาช่วงชิงทรัพยากรจากชุมชน ในเมื่อเรารู้แล้วไม่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรเท่ากับว่าเรากำลังเปิดโอกาสให้โจรปล้นชาติ โจรกรรมทรัพยากรเราไปเรื่อยๆ" "ถ้ารักตัวกลัวตายเราก็หมดไม่เหลืออะไร"อลิสาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง "ระหว่างคนที่เหลือเพียงตัวเปล่าๆ สุดท้ายก็อดแล้วก็ตาย ถามว่าระหว่างตายแล้วเหลือสมบัติให้ลูกหลานกับตายตัวเปล่าๆ อะไรจะตายดีกว่ากัน เพราะฉะนั้นตัวเองไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไรในตอนนี้ แต่คิดว่า น่าจะทำอะไรสักอย่างในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ" สำหรับอลิสาแล้ว ชุมชนเดิมยืนอยู่บนฐานทรัพยากร แต่รัฐทำให้ชาวบ้านยากจนลงเพราะเข้ามาลักฐานทรัพยากรไปจากชุมชน.
เชิงอรรถ
2 ฮิญาป : ชุดคลุมศีรษะแบบอิสลาม 3 ซอ : ร่วมแรงกัน ช่วยกัน 4 รายา : ฮารีรายา หรือวันเฉลิมฉลอง มี 2 วาระ คือ วันออกบวช กับวันทำฮะยี(ชำแหละเนื้อเฉลิมฉลอง) 5 เมาลิด : วันเกิดของศาสดามูฮำหมัด 6 สลาม : การทักทาย 7 มะหยังรายา : ละหมาดวันออกบวช 8 ข้าวสารราวัต : หลังจากมีคนตาย ตามหลักปฎิบัติมุสลิมจะมีการนำข้าวสารไปช่วยงาน |