![]() สุริยา หว่าหลำ "คนที่อื่นจะเข้ามาอยู่ แต่ไม่มีทางจะเข้าใจในวิถีแห่งชุมชนเดิม"
ถูกตามล่าทุกฝีก้าว...ตำรวจออกสะกดรอย กดดันลูกเมีย ขณะอิทธิพลมืดประกาศจะฆ่าเขาทิ้ง สิ่งนี้เกิดกับ สุริยา หว่าหลำ วัย 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ 1 ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังเหตุการณ์รุนแรงที่โรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่คืน 20 ธันวาคม 2546 เขาไม่อาจกลับบ้านไปอยู่กับลูกเมีย รับสภาพตกงาน ชีวิตหล่นในซอกความโดดเดี่ยว สุริยา หรือ "บังเบด" เคยร่อนเร่ช่วงวัยแสวงหาประสาเด็กหนุ่ม แต่เทียบไม่ได้กับการต้องจากบ้านอย่างไม่ตั้งใจครั้งนี้ หลังจบมัธยม 6 ที่โรงเรียนปอเนาะโคกยางจริยธรรมศึกษา บังเบดไปทำงานแถวจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต หน้าที่เป็นผู้ช่วยไกด์ เดินทางทำงานไม่มีหลักแหล่ง จนได้ข้อสรุปชีวิตส่วนตัวว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการได้กลับมาอยู่บ้านเกิด ถิ่นที่ซึ่งมีพ่อแม่ พี่ น้องตัวเอง และญาติมิตร อันเอื้ออำนวยต่อชีวิตทุกด้าน "เราเคยติดทหาร สังกัดนาวิกโยธินอยู่ที่สัตหีบ แล้วถูกย้ายมาอยู่ที่กองทัพเรือพังงา เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย ปลดทหารกลับมาปี 2535 อยู่สองปีได้ก็แต่งงาน ตอนนั้นเราอายุ 29ปี แฟนเราเป็นชาวสะกอมเหมือนกัน" บังเบดเผยความหลังหลังแต่งงานเขาขับรถยนต์รับจ้างบรรทุกของ และส่งคนตามแต่จะถูกว่าจ้าง หักค่าส่งผ่อนรถและค่าน้ำมันรถแล้วจะเหลือรายได้ไว้ใช้ในครอบครัวเดือนละ 3,000 -4,000 บาท ต่อมามีลูก 2 คน ลูกสาวคนโต ด.ญ.อัสมี วัย 6 ขวบ น้องชายวัย 5 ขวบชื่อ ด.ช.ซอฟาน เขารักลูกมาก แต่วันนี้การพบลูกทำได้อย่างเดียวคือคุยทางโทรศัพท์ สะกอมในอดีตสะกอมเคยเป็นชุมชนมุสลิมอันสงบ ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ใต้กรอบศาสนา คนกินเหล้าเมายาแทบไม่เห็น แต่เมื่อการพัฒนารูปแบบต่างๆ ทยอยมาถึง โฉมหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นระลอก "โรงงานเข้ามาตอนเราอายุได้ 21-22 ปี โรงงานน้ำยางนั่นนะเจ้าแรก ก่อนนี้ กลางทุ่งนั่นเป็นที่ทำนา จุดเปลี่ยนแรกเริ่มทีเดียวเราว่าจากถนนเอเชียผ่านมา เดิมระหว่างหมู่บ้านเรากับตัวอำเภอจะนะ จะมีแค่ทางเล็กๆ คนจะเข้าอำเภอ อาศัยวัวควายลากเกวียนไป ของจากสะกอมที่เอาไปขายมีน้ำผึ้ง(น้ำตาล) โตนด แตงโมชนิดเปลือกสีดำ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเจอแล้ว ยาเส้นใบใหญ่ฝานตากแห้ง หัวมันหลา(มันเทศ) หัวมันไม้ (สำปะหลัง) ใบจาก มะพร้าว ถั่วฝักยาว ผักต่างๆ" คนสมัยก่อนไม่พึ่งเงิน ทำนาปีต่อปีได้ก็ไม่ต้องซื้อข้าวสาร กับข้าวมีปูปลาหาได้เองตามธรรมชาติ คนอยู่ทะเลก็ได้กินของทะเล อยู่ห่างออกมาตามที่ดอนก็หาปลาน้ำจืด ปลูกผักปลูกหญ้าเลี้ยงครอบครัว ที่เหลือจึงจะขาย ใครมีของอะไรก็เอาไปขายที่ตลาดจะนะหรือล่องคลองขึ้นไปที่นาทวี ซึ่งเป็นอำเภอใกล้เคียง ถ้าจะไปไกลถึงเมืองบ่อยาง(ชื่อสงขลาในอดีต) ต้องนั่งรถไฟจากสถานีท่าแมงลักที่อยู่ใกล้หมู่บ้านที่สุด ไปต่อรถที่ชุมทางหาดใหญ่ หรือไม่นั่งเรือยนต์ตีฝ่าคลื่นทะเล มีเรือออกแถวปากล่องแถวบ้านปากบาง เลียบฝั่งทะเลหลวง ตรงไปสงขลา วัสดุก่อสร้างมักขนทางเรือมาจากที่นั่น การก่อสร้างมัสยิดหลายหลังก็ใช้วิธีนี้ในการลำเลียงปูนซีเมนต์ เหล็กหรือไม้มา ส่วนการก่อสร้างชาวบ้านจะจัดเวรมาช่วยกันคนละไม้ละมือ ไม่ต้องจ่ายค่าแรงแม้แต่บาทเดียว คลองสะกอมเป็นเส้นทางชีวิตแห่งอดีต มีท่าขึ้นเรือที่ท่าประดู่ บ้านเลียบ ในตำบลสะกอมมุ่งหน้าขึ้นไปทางใต้ ท่าต่อไปอยู่ที่บ้านท่าแมงลักรอยต่อระหว่างอำเภอจะนะกับเทพา ชุมทางค้าขายมีตลาดนัดที่ท่าประดู่ และตลาดท่าแมงลัก ความเจริญในสายตาคนสมัยก่อนคือตลาดเหล่านี้ ที่มีไว้ซื้อขายแลกเปลี่ยน พอไม่ให้เดือดร้อนปัจจัยเลี้ยงชีพ "20 ปี หลังถนนเอเชียตัดมาทางนี้ รถรามากขึ้นเห็นได้ชัด เส้นทางน้ำเดิมตายหมด คนเลิกใช้เรือมาใช้ถนน มาเปลี่ยนอีกระลอกเมื่อโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามา 4-5 ปีแรกยังไม่มีอะไร แต่ 10 ปีต่อมา นาข้าวทำไม่ได้ ต้นข้าวในทุ่งยังขึ้นเขียวเหมือนเดิม แต่พอจะออกรวงเม็ดจะลีบ พี่น้องบางส่วนต้องขายที่ดิน เพราะทำอะไรไม่ได้แล้ว บางคนขายที่ดินแล้วเอาเงินไปซื้อเรือยนต์" บังเบดทบทวนความทรงจำ คนขายที่นาไปซื้อเรือทั้งที่ต้องเริ่มหัดออกเรือ เรียนรู้วิธีหาปลากันใหม่หมด บางคนซื้อรถยนต์มาขับรับจ้าง บางคนก็เลือกจะเข้าไปเป็นคนงานในโรงงาน ภาพของรถสองแถวโดยสารที่ขนคนเข้าโรงงาน เป็นภาพของความเปลี่ยนแปลงชุดนี้ ชีวิตภายใต้การพัฒนาเมื่อมีโรงงานคนต่างถิ่นก็เข้ามายังจะนะ ในสายตากังวลของมุสลิมที่เคร่งครัดหลักศาสนา บังเบดก็เป็นคนหนึ่งที่มองเห็นการชักแถวเข้ามาของ สถานเริงรมย์ อย่างห้องอาหาร คาราโอเกะ มันพาปัญหาอื่นอย่างยาเสพติด โสเภณี อาชญากรรม เข้ามาอย่างเป็นระบบ เด็กวัยรุ่นที่หลงตามได้ง่ายก็เร่งเปลี่ยนตัวเองตามเขาไป อย่างการแต่งกายตามสมัยนิยม เที่ยวเตร่มากขึ้น เลือกที่จะไปเรียนที่อื่นตามกระแสนิยมของหลักสูตรใหม่ ปอเนาะถูกเปลี่ยนไปตามนโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล ที่เรียนวิชาสามัญมากขึ้นแต่เรียนศาสนาน้อยลง "ถึงหลายสิ่งผิดไปจากเมื่อก่อน แต่จุดเปลี่ยนทางสังคมที่สำคัญเราคิดว่าคือโรงงานนี่มีผลมากที่สุด โรงงานพาคนต่างถิ่นเข้ามา เขาไม่รู้วัฒนธรรมของเราหรอก ว่าเราเคยอยู่กันอย่างไร คนมาจากภาคอีสานก็มาก เจ้าของโรงงานเป็นคนที่อื่น เขาอุดหนุนให้บ้านเราบ้างเป็นเงิน สิ่งของ แต่ว่าที่เข้ามาพัวพันดูแลสังคมจริงจัง มีส่วนน้อย" ปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมไม่กี่แห่งที่จะนะ อาจนับเพียงปฐมบทแห่งความเปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบกับโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่ตามมาหลังจากนั้นอีก โครงการท่อก๊าซเริ่มเข้ามา"เราไม่รู้เรื่องมาก่อนเพราะตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนเจ้าหน้าที่ปตท. เที่ยวให้ข้อมูลในหมู่บ้าน แจกของในมัสยิด แจกแว่นตา แจกยารักษาโรค ประชาสัมพันธ์โครงการว่าดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ทีแรกเราไม่คิดอะไร พอคนพูดมากก็-เอ๊ะ! อะไรที่ดีทั้งเพ เป็นไปไม่ได้ ที่จะดีเลิศขนาดนั้น พอสงสัยก็เลยสนใจเรื่องนี้มากขึ้น" ละหมาดวันศุกร์ คราวหนึ่ง เจ้าหน้าที่ ปตท.เดินขึ้นไปบนมัสยิด เปิดวิดีโอให้ดูแนวท่อก๊าซว่าเป็นอย่างไร คนที่จัดการเรื่องนี้เข้าไปถึง แนะนำให้ฟัง ก็ยังไม่มีใครติดใจอะไร จนมีข้อความโฆษณาออกมาว่าชุมชนสะกอมสนับสนุนโครงการนี้ถึง 80% คนไม่เห็นด้วยกลุ่มหนึ่งและบังเบด จึงปรากฏตัวขึ้น "มาคิดดูว่าคนบ้านเราไม่รู้เรื่องนี้สักเท่าใดที จะไปสนับสนุนโครงการได้อย่างไร พวกผมและกลุ่มวัยรุ่น นั่งคุยกินน้ำชากัน 5-6 คน เริ่มพูดถึงโครงการนี้ ว่ามันอยู่อย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเรา เพราะดูแล้วที่ประชาสัมพันธ์ออกมาหรูหราพอสมควร เราหาข้อมูลหลายทางไปหาหนังสืออื่นมา บางคนไปฟังข่าว เลยเกิดเป็นกลุ่มคัดค้าน " ประชาพิจารณ์ครั้งแรกประชาพิจารณ์ครั้งแรกกำลังจะเริ่มขึ้น อีกไม่ถึงครึ่งเดือนขณะที่บังเบดและเพื่อนยังรู้อะไรเกี่ยวกับโครงการฯ น้อยมาก พวกเขาจึงวิ่งหาข้อมูลหลายทาง เมื่อสมาชิกกลุ่มกลับมาประชุมกันอีกครั้งมีความเห็นพ้องอยู่อย่างหนึ่งว่า "เราลำบากแน่" มีแนวโน้มที่ชี้ว่าทะเลจะหากินไม่ได้ดังเดิม เกิดมลพิษ ความเปลี่ยนแปลง เหมือนกับที่โรงงานเคยทำ "ประชาพิจารณ์โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียครั้งที่ 1 มีการส่งหนังสือจากอำเภอมาที่ผู้ใหญ่บ้านให้คนลงทะเบียนทำประชาพิจารณ์ พวกเราก็เลยเหมารถกันไปดู ไปฟัง แต่ไม่ได้เข้าร่วมเหตุการณ์ คือนับได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวกับเราเลย เราเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประชาพิจารณ์คืออะไร ไม่เคยรู้จัก ทำอย่างไร ถ้าเขาสรุปว่าผ่านแล้วสร้างโรงงานที่บ้านเรา เราอยากไปดูว่าข้อสรุปมันเป็นแบบไหนกันแน่ เขาจะตัดสินใจ เหมือนกับที่เรารู้ในข่าวหรือไม่ โครงการใหญ่โตโลกา แต่ตัดสินใจประชาพิจารณ์เพียงวันเดียว มาสร้างโครงการที่บ้านเราให้บ้านเราเสียหาย เอ๊ะ! ..ก็เลยไป เราไปใกล้เที่ยงก็เห็นเขาชุลมุนกันอยู่แล้ว เฮโล! โฮเล! เราก็ได้แต่เก็บเอกสารข้างหน้างาน จากเจ้าหน้าที่ประชาพิจารณ์ เริ่มเก็บเอกสารได้ ประมาณ 15 ฉบับ พอเห็นชาวบ้านยืนล้อมหอประชุม ผู้ว่าฯขึ้นพูดว่าเลื่อนประชาพิจารณ์ไป ก็กลับเพราะไม่รู้จักใคร" หลังจากนั้น กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์เยาวชนรักษ์สะกอม ก็เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ มีคนเป็นแนวร่วมเพิ่ม 20 คน เร่งศึกษาข้อมูลอีกครั้งเพื่อการประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ที่กำลังจะตามมา ส่งคนสมทบดูงานกับเขา ไปถามข่าวในสำนักงานของ ปตท. สืบตามหน่วยราชการ นักวิชาการ เอ็นจีโอ ผ่านไปเดือนเศษทุกคนกลับมาสรุปว่าไม่น่าให้โรงแยกก๊าซขึ้นที่สะกอมตามแผนของรัฐบาลในขณะนั้น การสถาปนาของกลุ่มอนุรักษ์สะกอมจึงเกิดพร้อมเจตนารมณ์ว่าจะคัดค้านโครงการนี้ และสมาชิกก็เพิ่มขึ้นเป็น 150 คน การประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2การประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ในสายตาของบังเบด เขาไม่คิดว่าจะเสี่ยงหรือเจ็บตัวอะไรมาก เพราะนักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกาศว่าให้หยุดประชาพิจารณ์โดยหวั่นว่าสถานการณ์เผชิญหน้าขณะนั้นอาจจะเกิดการนองเลือด ขนาดนักวิชาการพูดอย่างนั้น ในสายตาชาวบ้านคิดว่าเจ้าหน้าที่รัฐคงฟัง แต่กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชาวบ้านที่คัดค้านโครงการฯ จึงปิดล้อมสนามจิระนครหาดใหญ่ ซึ่งใช้ในการจัดประชาพิจารณ์ ไม่ให้มีการจัดประชาพิจารณ์ เมื่ออีกฝ่ายพยายามเข้าไป และรีบยกมือเห็นด้วย ตอนกลับออกมาชาวบ้านก็ฮือเข้าไปด้วย เกิดชุลมุน บาดเจ็บ เขาเห็นว่าถ้าวันนั้นแค่ประกาศเลื่อนไปก่อน คงไม่มีใครเป็นอะไร ต่อมาบังเบดมาถูกตำรวจออกหมายจับ หลังคืน 20 ธันวาคม 2546 ด้วยเหตุปะทะระหว่างชาวบ้านคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ที่โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ "ชีวิตผมเปลี่ยนไปทันที ถูกเกาะ ถูกสะกดรอย ตามไปดูที่บ้าน ไปหยอกลูกหยอกเมียผม เขารู้ว่าผมไม่ได้อยู่บ้าน แต่เจ้าหน้าที่จะส่งคนไปติดตามลูกกับเมียเราอย่างแรง นั่งเฝ้าดูพฤติกรรมตลอด 24 ชั่วโมง เขาจะนั่งอยู่ที่ศาลาที่อยู่ใกล้บ้าน บ้านเราติดคลอง นั่งดูอยู่เป็นเดือน เมียเราจะอาบน้ำ ก็ไม่กล้าผลัดผ้า ที่บ้านเราหลังนั้นก็ไม่มีห้องน้ำ ต่อท่อขึ้นมาอาบอยู่ริมคลอง" เขาพูดถึงบ้านหลังเก่า ที่ต้องย้ายหนี ความลำบากของตัวเองไม่เท่าไรแต่ความลำบากของลูกเมีย ที่ไม่รู้จะหาทางออกให้อย่างไรในยามนั้น เป็นเรื่องสุดทุกข์ทรมานใจของหัวหน้าครอบครัวอย่างเขา "เมียกลุ้มใจมาก มาบอกให้มอบตัว เราให้เหตุผลว่าถ้ามอบตัวไป คงทำงานให้กับบ้านเราไม่ได้อีก เมียมาบ่นก็ไม่รู้จะให้คำตอบอย่างไรออกไปได้ มันเป็นสิ่งที่แย่มาก " รายได้ที่เคยให้ภรรยาและลูกใช้จ่ายเดือนละเกือบ 5,000 บาท อย่างสบายๆ เหลือเพียง 2,000 บาทจากการที่นำรถไปให้คนอื่นเช่าขับ เพื่อแก้ขัดไปก่อน เพราะเขากลับมาขับรถไม่ได้อีกแล้ว ลำพังตัวเขาไม่กลัวอะไร ขอให้มีข้าวกินรอดมื้อไปเป็นวันๆ "ครั้งยังไม่มีครอบครัว เราทำอะไรก็ได้เพราะไม่มีคนอื่นมาเดือดร้อนกับเราด้วย ไม่มีปัญหา แต่คราวนี้มันหนัก เหมือนถูกตัดขาดจากสังคมแม้แต่เพื่อนสนิท ที่พบปะเป็นประจำ ยังไปมาหาสู่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ถึงขนาดคิดฆ่าตัวตายหรอกนะ" ผลพวงจากสิ่งที่เกิดขึ้นเขากังวลปัญหารอยร้าวกับภรรยามากที่สุด จึงคิดอย่างสับสน วันหนึ่งเขาไปนั่งอยู่ริมชายทะเล ตรงตลิ่งสูง ขณะนั้นเกิดนึกอะไรไม่ทราบได้ลองวิ่งขึ้นจากหาดแบบวิ่งตรงขึ้นตลิ่งสูง ซึ่งก็ขึ้นไม่ได้ เขาคิดตีความหมายอะไรบางอย่างในใจ ว่าการแก้ปัญหาแบบตรงๆ บางอย่างไม่อาจทำได้ ช่วงนั้นภรรยาเขาพูดกับเขาแรงมาก สาระสำคัญวนเวียนอยู่ที่ กดดันให้เขามอบตัวแล้วรีบกลับมาทำงาน จึงอดแอบคิดแบบน้อยใจไม่ได้ว่าภรรยาไม่รัก ลงไปที่ชายหาดอีกครั้ง คราวนี้ลองวิ่งขึ้นตลิ่งแบบใหม่ ไม่ได้วิ่งพุ่งตรงเข้าหา แต่ลองวิ่งเอียงๆอ้อมปีนตลิ่งก็ขึ้นได้ ความคิดใหม่บังเกิด " ปัญหาบางอย่างต้องแก้แบบอ้อมๆ วิ่งชนไม่ได้" ประกายความคิดนั้นทำให้เขารีบติดต่อคนที่สนิททั้งภรรยาและเขา ไปเป็นคนกลางที่ค่อยพูดค่อยทำความเข้าใจ วันนี้ของชีวิตบังเบดถูกจำกัดบริเวณอยู่ ณ มุมหนึ่งของหมู่บ้าน อันเป็นที่มั่นสุดท้าย บางทีเขานั่งมองทะเล เขามองเห็นอะไรที่ตัวเองไม่เคยคิดได้มาก่อน เขาเห็นทะเลว่าบางครั้งคลื่นแรง บางทีคลื่นก็สงบเงียบ บางครั้งมองไปเห็นเรืออยู่เต็มท้องทะเล ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรทะเลก็ยังอยู่ได้ ไม่ว่าใครจะทำอะไร ทะเลก็ไม่เคยบ่นอะไรเลย จิตใจเขาตอนนั้นผ่านความสับสนมากจน นิ่งเงียบพอที่จะเปรียบเทียบความเป็นจริงแห่งชีวิตกับธรรมชาติ "เราคิดว่าถ้าทำใจกว้างได้เหมือนทะเล ก็ไม่ต้องหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น คลื่นหนักลมแรงก็อยู่ได้ คลื่นสงบก็อยู่ได้ อดทนให้มาก อิสลามเขาเรียกว่าซอบาร 9 หายนะไม่น่ากลัวเลยถ้ามองโลกในแง่ดี" มนุษย์ที่ถูกตามล่าอย่างเขาค่อยเรียนรู้สัจธรรมที่จะอยู่ในโลก เลิกกลัวคนที่ตามฆ่าจากความมืด เหลือกังวลอย่างเดียวคือครอบครัว แต่ก็หาทางออกให้ไปโดยการสั่งให้ภรรยาพาลูกย้ายจากบ้านเดิมที่มีคนคอยเฝ้าติดตาม เพื่อหาข่าวตัวเขา ไปอยู่บ้านอีกหลังหนึ่งที่แม่ของเขายกไว้ให้นานแล้ว ซึ่งทำเลจะปลอดภัยกว่าเพราะอยู่กลางหมู่บ้านท่ามกลางญาติพี่น้องได้ช่วยเป็นหูเป็นตาอีกทางหนึ่ง "เราบอกเมียว่า เราจะไม่เอาอะไร เงินส่วนตัวจะไม่ใช้เลย เงินที่มีอยู่โอนเข้าบัญชีให้เมียหมดทุกบาททุกสตางค์ บอกเมียว่าให้อยู่อย่างมีความสุข ให้อยู่ให้ได้ สำหรับเราไม่ต้องห่วง" แต่ทั้งคำพูดและการกระทำนี้ก็ไม่ได้ได้ทำให้ ภรรยาเขาหลุดพ้นจากบ่วงความเครียดที่รัดแน่นเท่าใด เธอยังคิดถึงภาพครอบครัวที่สมบูรณ์ในอดีต บังเบดไม่อาจกลับเข้าไปในหมู่บ้านได้อีก ตำรวจตามจับตัวไม่วิตกเท่ากับข่าวว่ามีอิทธิพลมืดกลุ่มหนึ่งประกาศจะฆ่าเขา เพราะเห็นว่าคนที่คัดค้านโครงการนี้ไปขัดขวางผลประโยชน์ เขานัดหมายภรรยาให้เป็นฝ่ายมาหาในที่พักพิงชั่วคราว เป็นความหวังสุดท้ายว่าจะคงความสัมพันธ์ในครอบครัวไว้เหมือนเดิม วิธีแก้เครียด เขาหันไปอ่านหนังสืออย่างมากมาย เริ่มจากประวัติศาสตร์อิสลาม คัมภีร์กุรอาน หลักการอิสลาม และแม้แต่หนังสือทางพุทธศาสนา ช่วยให้สงบสติอารมณ์ เขาติดใจคำหนึ่งที่พระใช้ประจำ ข้อเขียนเล่มนั้นคือคำว่า "เจริญพร" ทำให้เขาหยุดคิดว่าเจริญพร คือทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีความุข มองโลกในแง่ดี ทุกอย่างเจริญด้วยความสุข สงบหมด เปรียบเทียบกับคำอาหรับตามหลักอิสลามเปรียบเสมือนการขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า ให้เมตตา กรุณาปรานี ให้เกิดขึ้นที่เห็นคือให้มองโลกในแง่ดีทั้งหมด สิ่งที่ร้ายก็จะกลายเป็นดี "สิ่งที่เราทำ อยู่ตรงนี้ เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบตัวเอง ไม่มีใครมาบังคับให้ทำ เรามีความรู้สึกในตัวเองว่าต้องทำ ครอบครัวผมไม่สมบูรณ์แบบไม่เป็นไร เวลาผ่านไปก็พอคุยกับเมียรู้เรื่องขึ้นบ้าง เราได้มานั่งคุยกัน ที่สุดก็คิดว่ามีเงินเก็บก้อนสุดท้ายอยู่หมื่นหนึ่งที่เก็บสะสมเอาไว้อย่างดีที่สุด ว่าจะใช้เงินนี้ทำอะไรได้บ้าง เมียเราก็เลยคิดจะเย็บผ้า ไปซื้อจักรมาเย็บผ้า รายได้ดีขึ้นโชคดีที่เมียผมเข้าใจ" เขาเล่า เจอเหตุการณ์เลวร้ายคราวนี้ ครอบครัวนี้ก็เข้มแข็งพร้อมรับกับวันข้างหน้าได้ทุกอย่างโดย นั่นอาจเป็นอานิสงฆ์ก็ได้ เมื่อคลี่คลายลงเขาเรื่องตัวเองจัดการได้ส่วนหนึ่งแต่เรื่องพี่น้องที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันก็ต้องช่วยเหลือกันต่อไป การออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการ โดยเฉพาะหลัง 20 ธันวาคม หลายคนถูกคดีความ บางคนถูกยึดรถที่เป็นเครื่องมือทำกิน ฯลฯ คิดถึงลูกหลานว่าจะอยู่กันอย่างไรกับการเผชิญหน้าหายนะที่กำลังมา ทำให้บังเบดตัดสินใจอยู่ลึกๆ ว่าแม้ตัวเองจะลำบาก ก็คิดว่าทำสิ่งนี้ต่อไป เพื่อลูกเพื่อหลานของตัวเอง และลูกหลานแห่งชุมชน ถ้าสิ่งที่เขาทำสำเร็จ บ้านเกิดและพี่น้องทุกคนที่นับเสมือนพี่น้องกันทั้งหมดก็จะไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย สมควรที่จะยอมสละความสุขเล็กๆน้อยๆของตัวเองและครอบครัว ถ้าโครงการเกิดฯ เป็นทุกข์มาก เขาก็คงนอนตายตาไม่หลับอยู่ดี หลังธันวาทมิฬหลัง 20 ธันวาคม คนสะกอมแตกออกเป็น 2 พวก คนที่สนับสนุนโครงการฯกับคนที่คัดค้าน เป็นพี่น้องที่ต้องมาสู้รบกันเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจยกกำลังเข้ามาตั้งฐานในชุมชน เพื่อคุ้มกันการก่อสร้างโครงการฯยิ่งสร้างเงื่อนไขแห่งความไม่ไว้วางใจใหม่ทั้งสิ้น ความหวาดระแวงแตกหน่ออย่างรวดเร็ว ที่จะเดินทางไปไหนมาไหนในหมู่บ้านก็ทำยากขึ้น ชาวประมงซึ่งต้องจอดเรือเอาไว้ต่างหมู่บ้านตามวิถีเดิม ครั้นจะไปขึ้นเรือก็ต้องผ่านด่านตรวจตำรวจ ก็เพิ่มความเครียดขึ้นทุกวัน รถบรรทุกดินลูกรังเข้าไปยังโครงการอย่างไม่หยุดหย่อนเล่นเอาบ้านริมถนนบางหลังถึงกับร้าว ฝุ่นตลบอบอวล คลองสาธารณะถูกตัดขาด กระเทือนกุโบร์ พังสุสาน ชาวบ้านที่นี่เชื่อว่าเหมือนทำลายรากเหง้าบรรพบุรุษแต่คนที่อื่นกลับสะท้อนกลับมาว่า "ถึงอย่างนั้นเชียวหรือ"นี่แหละที่บังเบดกังวลมาแต่ไหนแต่ไรว่าคนที่อื่นจะเข้ามาอยู่ แต่ไม่มีทางจะเข้าใจในวิถีแห่งชุมชนเดิม แม้หลายฝ่ายจะทำทีเป็นเหมือนเข้าใจ อย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ในช่วง 4-5 เดือนแรก เขาพบว่าก็ยังไม่ได้รู้จักวิถีมุสลิม ณ ถิ่นนี้ การแสดงออกที่ไม่ถูกต้องอย่างการกินเหล้า หยอกล้อผู้หญิง แต่พอชาวบ้านแสดงความเห็นก็จะถูกหาว่าพูดมากไป เกินจริง หรือกังวลเกินเหตุ ทั้งที่ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นจริง ในอนาคต ทางกายภาพบังเบดรับรู้ว่า แผนการก่อสร้างโรงแยกก๊าซ ซึ่งจะต้องมีการถมพรุหรือลำคลองสาธารณะ ซึ่งเคยเป็นทางระบายน้ำของ 3 ตำบล นาทับ ตลิ่งชันและสะกอม ลงสู่ทะเล เมื่อสายน้ำถูกปิดกั้น และน้ำทะเลหนุน แนวโน้มอนาคตน้ำจะไหลเอ่อท่วมหมู่บ้าน ตลิ่งชัน บ้านนา ป่างาม นี่เป็นสิ่งที่จะเจอในเวลา อันใกล้โดยไม่ต้องรอมลพิษหลังจากการเกิดขึ้นของโรงงานอุตสาหกรรมแต่อย่างไร ข้อมูลปัญหาอนาคตที่ทุกคนรับทราบอย่างกังวลยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่ออาชีพประมง น้ำจืดขาดแคลนเพราะการสูบน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไป ความขัดข้องใจเกิดขึ้น และสุมอัดแน่นในตัวเขาเพราะเขารับรู้ข้อมูล และคิดว่าใครก็รู้ แต่โครงการยังเดินหน้าต่อไป ทำไม? นี่ต่างหากที่ไม่มีวันแก้ปมในใจได้ "เราในฐานะฝ่ายคัดค้านคิดว่า ทุกคนยังเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่พวกเขาเองกลับคิดว่าเราเป็นตัวขวางประโยชน์เขา คนสนับสนุนบางคนเป็นนายหน้าที่ดิน คือขายหน้าดินที่จะมาถมที่ตั้งโครงการ พอเราไปขวางเขาก็ไม่ชอบ กลุ่มนี้มีภาวะส่วนตัวที่จะเล่นงานเราโดยตรง เอาอิทธิพลนอกระบบมาเล่นงาน เราเคยไปไหนมาไหนคนเดียวได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ทำตัวเพ่นพ่านไม่ได้ เพราะหากเกิดเรื่องขึ้นมา หลายอย่างก็จะตามมา พูดกันตามตรง กลุ่มพวกเราที่ลานหอยเสียบ 20-30 คนที่คอยห้ามชาวบ้านส่วนใหญ่ เอาไว้ว่าหยุดอยู่ในระบบรัฐธรรมนูญและสิทธิเสรีภาพ ตามตัวบทกฎหมาย ถ้าไม่คอยห้าม จะกลายเป็นเรื่องรุนแรง เพราะความเคียดแค้นที่ถูกกระทำมา" ลูกหลานบังสะหม้อในวันนี้จากคนสะกอมมีธาตุของความเอื้ออาทร มากกว่านิยมความรุนแรง มีความสนิทชิดเชื้อนับญาติกันได้หมด อารมณ์ขันอยู่ในสายเลือด พูดไปก็หัวเราะ อำกันไป สนุกอยู่ตลอดเวลา วิถีมุสลิมแห่งนี้สอนว่า ถ้าบ้านไหนตาย หรือเกิดความทุกข์ ต้องไปนั่งคุย ถามข่าว หยอกล้อให้สนุกลืมความทุกข์ คนสะกอมถ้ารวมกัน 3-4 คนอาจหัวเราะกันจากเช้าถึงค่ำ ในหมู่ชาวบ้านทั้งหมดบังเบดบอกว่า ถ้าถามกันรายคนว่าสนับสนุนโครงการนี้จริงหรือไม่ เขาจะเงียบ แต่บางคนจะทำตัวเป็นนายหน้าขายที่ดิน ขายลูกรัง นั่นเป็นเหตุผลที่ต้องมีแนวโน้มไปสนับสนุนกลุ่มทุน ที่พูดจาหว่านล้อม ด้วยผลประโยชน์ที่เอื้อกันในที่สุดก็พูดว่าถ้ามีโรงงานอุตสาหกรรม ความหวังสูงสุดของบังเบดในวันนี้ เขาต่อสู้เพื่อสังคมบ้านเกิดของตน ไม่ให้บ้านเกิดต้องล่มสลายไป เหนืออื่นใด เขาอยากให้ชุมชนกลับมาเหมือนเดิม "นึกถึงลูกหลานของตน เหนื่อยในวันนี้เพื่อแลกกับความสุขความสงบของลูกหลานในวันหน้า เราจะดีใจมาก นี่คือความหวัง และที่สำคัญที่สุด เราขอแค่ให้การต่อสู้ครั้งนี้ให้ได้กลับไปมีความสุขอยู่กับครอบครัวเหมือนเดิม" คือถ้อยคำที่ฝากไว้กับอนาคตผ่านความเปลี่ยนแปลงของบ้านเกิดที่กระแสของมันกำลังถาโถมเข้ามา. |