รอหีม สะอุ
"คนที่ไม่รู้หลักการจะพูดไม่ได้"

รอหีม สะอุ อายุ 59 ปี เรียนจบชั้นป.4 เขาเข้ามาเรียนศาสนาที่ปอเนาะควนมีด อีกประมาณ 6 ปีหลังจากนั้นก็เรียนศาสนาโดยตรงที่ปัตตานี เรียนจบแล้วก็กลับบ้าน

"สมัยก่อนคิดเรียน ไม่ได้คิดว่าจะมาทำงานเอาเงินเดือน" รอหีมเท้าความประวัติตนเองสั้นๆ "เราเรียนมาเพื่อจะมาสั่งสอนพี่น้องเรื่องศาสนาโดยเฉพาะ เนื่องจากพระผู้เป็นเจ้าบอกว่า หากใครรู้จริงเรื่องศาสนาแล้วจะไม่อดตาย"

รอหีมตัดสินใจทำงานสายธรรมมะ เขาคิดว่าคนที่มีเงินมากที่สุดแล้วก็ยังไม่สบายใจ ได้เงินมา 1 ล้านก็กลัวว่าจะหมดไป ถ้าหากว่ามีเงินมาก ใจจะละโมบคิดว่าจะต้องมีมากอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าถ้าหากเรียนมาในสายศาสนา ได้อยู่พอกินก็สบายใจแล้ว ทั้งนี้ รอหีมเข้าใจดีว่าเนื่องจากคนเราเกิดมาเกิดแก่เจ็บตายเป็นเงื่อนไขธรรมดาของชีวิตที่ทุกคนต้องประสบอยู่แล้ว

"เราไม่อยากอยู่แบบนั้น" รอหีมบอก

ประกอบกับพ่อแม่มีฐานะร่ำรวยจากฐานทรัพยากร พอแก่ตัวลงก็ได้ยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีให้ รอหีมถือว่ากินจนตายก็ไม่หมด

บ้านตลิ่งชันในอดีต

รอหีมย้อนอดีตกลับไป เขาบอกว่าวิถีชีวิตของคนตลิ่งชันในสมัยก่อนดีกว่าสมัยนี้มากเนื่องจากในทะเลมีความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยปลา พี่น้องที่ทำนา ทำสวน พอถึงฤดูทะเลก็ทำทะเลก่อน ถึงหน้าทำนาก็มาทำนากัน

"ทำนา ข้าวก็ดีพอสมควร เมื่อทำนาเสร็จแล้ว เดือน11,12 เดือนอ้ายเดือนยี่ เดือน 3 หมดเดือน 4 ก็เก็บข้าวแล้วก็ลงทะเลต่อ"

หากทว่า 10 ปีต่อมาหลังจากมี 7 โรงงานเข้ามา ทำให้พี่น้องไม่ได้ทำนา ทั้งนี้เป็นปัญหาเนื่องจากมีหนูมามาก รอหีมบอกว่าเมื่อก่อนถึงฤดูเดือน 5 เดือน 6 ท้องนาแห้งหมด พี่น้องที่นี่เผาซังจนหมด พอมีโรงงานมา น้ำไม่แห้ง หนูไม่ทราบมาจากไหน ขณะที่หญ้าก็ไม่ตาย เผานาไม่ได้ หนูมีมากเข้า พี่น้องทำนาหนูมากินข้าวหมด หลังจากนั้นพี่น้องตลิ่งชันก็ไม่ได้ทำนาอีกเลย

ขณะเดียวกัน ในทะเลเมื่อก่อนก็อุดมสมบูรณ์กว่าสมัยนี้มาก สมัยนี้มีเรือปั่นไฟเข้ามา เป็นต้นเหตุสำคัญทำให้ปลาค่อยๆหมดไป

"สมัยก่อน ที่ผมจำได้ ตอนที่ผมเข้าโรงเรียนอยู่ ป.2-ป.3 ผมรับจ้างออกไปนอกเล ไปชายฝั่ง เอาปลาสักตัวมัดกับเชือกโยนไปในน้ำ ปูมากิน เอาสวิงตัก ใช้เวลาชั่วโมงเดียวก็พอได้แกงกิน อยู่มาๆ มีเรือปั่นไฟ เรืออวนไนล่อน เรืออวนเอ็นเข้ามา เรือปั่นไฟเอาปลาไปหมด"

อย่างไรก็ดี ในช่วงชีวิตวัยเด็ก หลังจากเสร็จภารกิจเรียนหนังสือ รอหีมก็มีโอกาสได้ไปฝึกดำน้ำฟังเสียงปลา

"ผมไปหัดดำปลาอายุ10 ปีก็ลงไปดำแล้ว หัดกับน้า พาไปหัดดำ ให้รู้ว่าปลาชนิดนั้นๆ หลังจากจบ ป.4 ก็ได้ดำน้ำอย่างจริงจัง ผมไปดำปลาอยู่ 2-3 ปี จึงได้ไปเรียนที่ปัตตานี"

ระหว่างที่เป็นโต๊ะอิหม่ามรอหีมก็ได้ออกทะเล ไปถึงปัตตานี นราธิวาส

เป็นโต๊ะอิหม่าม

รอหีม สะอุ ที่ปัจจุบันอยู่ที่บ้านเลขที่ 58/2 บ้านตลิ่งชัน ม.4 ต.บ้านนา อ.จะนะ ซึ่งเวลานี้กลายเป็นบ้านตลิ่งชัน ต.ตลิ่งชัน ม.2 หลังเรียนจบจากปัตตานี กลับมาพี่น้องก็ตั้งให้เป็นโต๊ะอิหม่าม ทำงานอยู่ 10 กว่าปี

สภาพชุมชนตลิ่งชันเมื่อก่อนเป็นดังที่บอก ในสายตาของรอหีมแล้วหมู่บ้านอยู่ในความสงบไม่มีการทะเลาะขัดแย้ง รอหีมเองก็ตั้งใจทำงานเพื่อรับใช้ศาสนาจริงๆ

"ผมบอกว่าถ้าใครในหมู่บ้านไม่ตามผม ผมจะลาออก พูดง่ายๆว่าต้องเผด็จการสักหน่อย สมมุติว่ามีใครเล่นการพนันผมจะไม่ให้เล่น เอามหรสพมาเล่นที่บ้านผมก็ไม่ให้เล่น ผิดหลักการผมไม่ยอม รู้สึกว่าคนในหมู่บ้านจะเกรงผมมาก วันศุกร์ในมัสยิดนี้ถ้าผมพูดไม่เสร็จทุกคนห้ามออก ถ้าหากคนตายห้ามไม่ให้ไปทำงาน จะต้องมาช่วยงานศพ หลังจากนั้นคนที่มีเงินในหมู่บ้าน มาบอกว่าผมที่เป็นโต๊ะอิหม่ามใช้คำพูดเผด็จการ เขาว่า ผมว่าถ้าเป็นแบบนั้น ผมเป็นเผด็จการผมก็ไม่อยู่ เนื่องจากเขาแต่งตั้งผมมา ผมเลยลาออก"

เมื่อมีการคัดค้าน รอหีมบอกว่าตนเองทำงานเพื่อศาสนาจริงๆ ขณะที่ประธานก็ร้องขอว่าให้อยู่อีก 2 ปี แต่รอหีมไม่อยากผิดคำพูด จึงลาออกมา

"ทุกวันนี้คนยังเรียกโต๊ะอิหม่ามตลอด ในบ้านเมื่อมีคนตาย ทำงานศพมีคนมาตามผมไปมากที่สุด โต๊ะอิหม่ามปัจจุบันสูงอายุ เรียนมาน้อย มีปัญหาก็มาปรึกษาผม"

หน้าที่โต๊ะอิหม่าม

รอหีมบอกว่าคนในหมู่บ้านเมื่อก่อนจะเกรงกลัวโต๊ะอิหม่ามมาก เช่นหากว่ามีคนตายเป็นหน้าที่โต๊ะอิหม่าม ซึ่งต้องไปทำหน้าที่ จะห่อมะหยัด 10 อาบน้ำคนตาย ล้วนเป็นหน้าที่ของโต๊ะอิหม่ามทั้งหมด

"ตามหลักการจริงๆ เมื่อมีคนตายจะตีกลองให้สัญญาณ ถ้าเป็นผู้หญิงจะ 5 ครั้ง ผู้ชาย 6 ครั้ง เราอยู่ที่บ้านได้ยินเสียงกลองก็รู้ เราจะไปไหนไม่ได้แล้ว ต้องไปอาบน้ำให้ ไปห่อผ้าให้ วิธีห่อผ้า อาบน้ำ ถ้าไม่เรียนจะทำยากอยู่เหมือนกัน คือคนผู้ชายจะห่อ 3 ชั้น ผู้หญิงห่อ 7 ชั้น วิธีฝังก็ต้องบอกว่าทำแบบนั้นๆ"

การเรียนศาสนา ในความหมายของรอหีมก็คือเรียนรู้รากฐานของการปฎิบัติตัวในชีวิตประจำวันของมุสลิม โดยเอาคำของศาสดา หรือเอาวิถีชีวิตของศาสดานำมาใช้เป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิตทั้งหมด

"เราต้องรู้เรื่องคนตาย เรื่องพิธีกรรมการแต่งงาน จะต้องรู้ว่าคนนี้จะแต่งงานให้ไม่ได้ คนที่เป็นผู้หญิงมากินนมของแม่ของผู้ชาย กินติดต่อกัน 5 ครั้งจะแต่งงานกันไม่ได้ ถือว่ามีความเป็นแม่ลูกกัน ต้องเรียนพิธีกรรมมากเหมือนกัน"

รอหีม ทบทวนหน้าที่ของโต๊ะอิหม่าม

การรับรู้เรื่องท่อก๊าซ

ในช่วงปี 2540 รอหีมบอกว่ารู้สึกแปลกใจที่วันหนึ่งจู่ๆก็มีป้ายโครงการมาขึ้นที่ตลิ่งชัน บอกว่าจะมีท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย มาขึ้นที่บ้านตลิ่งชัน ขณะนั้นรอหีมกำลังเดินทางไปสวนทีแรกยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา จนกระทั่งในช่วงนั้นก็มีการประชาสัมพันธ์ว่าต่อไปหลังจากมีโรงแยกก๊าซแล้วจะมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องตามมา และมีถนนสี่เลนตลอดทั้งหมู่บ้าน ทุกคนจะได้รับความสะดวกในการทำงาน

ต่อมาการประชาสัมพันธ์เริ่มโหมประโคมหนัก ทางปตท.ได้นำของมาแจก อย่างในช่วงถือศีลอดก็เอาน้ำตาลทรายมาให้ บางบ้านก็มาเจาะบ่อบาดาลให้บ้าง รอหีมจึงนึกสงสัยว่าทำไมต้องเอาของมายั่วใจ

"ผมไปประชุมที่อ่าวมะนาว บอกว่ามีงบจะไปดูงานที่ระยอง คิดว่าจะไปดู ไปบ้านของโต๊ะอิหม่าม ตอนกลางคืนนอนที่มัสยิด กลางวันออกไปถามเขาว่า สภาพความเป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นอย่างไร เมื่อก่อนเป็นอย่างไร เขาก็อธิบายให้ฟังว่ากระทบอย่างไร ไปบ้านอื่นก็บอกในลักษณะเดียวกัน ตอนนั้นผมก็ยังไม่มั่นใจนัก กลับมาก็นั่งคิด เขาบอกว่าทะเลหลังจากมีอุตสาหกรรม กุ้งเคย(กะปิ)ก็ไม่มี น้ำก็เสีย"

กลับมามีหนังสือจากปตท.มาแจกให้ข้อมูลเรื่อง พรบ.ทะเล รอหีมคิดว่าน่าจะมีการจัดเวทีสักครั้ง ซึ่งในครั้งนั้นปรากฏว่าคนมาเข้าร่วมมาก ในเวทีได้มีคนจากระยองมาเล่าว่าเกิดผลกระทบอย่างไร สลับกับเจ้าหน้าที่ปตท.บอกว่าจะมีท่อขึ้นจากทะเล โดยทำการฝังลงดินไป 3 เมตร ลงไปทะเล 6 ไมล์ทะเลฝังในคลื่น จากนั้นก็เดินท่อในทะเลให้ระบบนิเวศน์ฝังตัวเอง โดยที่จะไม่มีผลกระทบอะไร

เป็นผลจากคนในพื้นที่ระยองเล่าผลกระทบที่เกิดขึ้น ข้อมูลตรงกับสภาพที่พี่น้องได้ไปดูงาน ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกไม่เชื่อใจปตท.ขึ้นมาทันที

"ช่วงนั้นยังไม่มีฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายค้าน ฝ่ายที่สนับสนุนส่วนใหญ่เป็นคนที่ได้รับของแจกจากปตท.หรือมีผลประโยชน์ ปตท.เอาเงินมาให้โรงเรียนเจ็ดพันห้ารวมกับทำถังน้ำอีกสองหมื่น นึกว่าชาวบ้านจะไม่คัดค้าน ที่อื่นๆก็เอาไปให้ผู้นำศาสนา คิดว่าชาวบ้านจะเชื่อผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่อง อ้างว่ามาทำบุญ ให้น้ำตาลทราย ข้าวสาร ช่วงที่เอาเงินมาให้ที่โรงเรียน แล้วมาขึ้นป้ายว่าสนับสนุนโดยปตท.จึงมีปัญหาขึ้นมา ผมมองว่าอย่าไปรับมา เพราะเขียนชื่อว่าปตท. เนื่องจากว่าโรงเรียนเราช่วยกันมานานแล้ว โดยชุมชนไม่เคยหวังสิ่งใด เงินเป็นล้านเราก็ช่วยกันได้ ไม่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นของใคร แต่ปตท.ช่วยเงินแค่เจ็ดพันแล้วมาขึ้นชื่อ มันไม่ถูกต้อง"

ในช่วงความขัดแย้ง รอหีมเองไม่ได้เข้าข้างใคร ในฐานะอดีตผู้นำศาสนาที่คนนับถือรอหีมคิดเพียงไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายสนับสนุนก็ให้อยู่ร่วมกันได้ เขาอยากจะสอนคนให้ดีกัน

อยู่ต่อมาก็เริ่มมีปัญหากันเรื่อยๆ ในช่วงปี 2543 ปตท.เริ่มโหมการประชาสัมพันธ์และแจกจ่ายข้าวของ บางครั้งก็เอาหมอมารักษาชาวบ้าน แจกผ้า ฝ่ายสนับสนุนกับฝ่ายค้านเริ่มเผยตัวชัดเจนมากขึ้น

"เริ่มแรกถ้าหากว่าทางปตท.ไม่โกหก โครงการนี้จะไม่มีปัญหาเหมือนในเวลานี้ น่าจะแก้ปัญหาได้ แต่นี่เวทีที่ตลิ่งชันพูดอย่างหนึ่ง เวทีที่อื่นพูดอีกอย่าง เช่นเขาบอกว่าพรบ.เรื่องทะเลใช้หรือไม่ใช้ก็ได้"

รอหีมยกตัวอย่าง

เนื้อหาพรบ.นั้นระบุว่าเมื่อมีท่อก๊าซแล้วจะมีทุ่นเหลืองๆ ข้างละ 500 เมตรบริเวณนั้นห้ามนำเรือเข้า รอหีมคิดว่าพี่น้องประมงจะหากินลำบาก ทางปตท.บอกที่เวทีบ้านหวันอีกว่าท่อฝังตรงนี้ 3 เมตร ริมตลิ่ง 3 เมตร ลงไปในคลื่น ระบบนิเวศน์จะฝังตัวเอง

"ผมไม่เชื่อ ตลิ่งที่สูงไม่ต่ำกว่า 3 เมตร ลงไปจากน้ำ เมตรครึ่ง ไปสัก 3 กิโล บางปีระบบนิเวศน์ฝังจริง แต่บางปีไม่ได้ฝัง มันโผล่ตัวขึ้นมา ยกตัวอย่าง บางปีฝนตก อวนลากๆไม่ติดปลาเลย ระบบนิเวศน์ฝังหมด แต่บางปีอวนลากๆทุกครั้งก็ติดปุ๊ป รากไม้ที่อยู่มาหลายปีก็โผล่ขึ้นมา ตอไม้มีหมด บางปีมันฝังดินกลบหมด บางปีน้ำพัดดินหายไปรากไม้ก็โผล่ขึ้นมา ท่อใหญ่ๆเป็นไปไม่ได้ที่จะฝังหมด ต้นมะพร้าวในทะเลที่ตลิ่งกินเข้ามา 3-4 ไร่ ใน 3-4 ไร่นี้บางปีโคนมะพร้าวโผล่ออกมา บางที4-5 ปีไม่เห็นเลย นี่คือระบบนิเวศน์ที่เราเห็น"

ข้อมูลจากคนของปตท.ทำให้รอหีมเริ่มไม่เชื่อใจปตท.ตั้งแต่นั้น

การศึกษา EIA

รอหีมบอกว่ามีการศึกษา EIA (ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม) ปี 2542 โดยช่วงที่เขาเข้ามาเปิดเวที รอหีมตามไปยังเวที 2 แห่ง รอหีมบอกว่าชาวบ้านไม่ให้เข้ามาศึกษา

"เริ่มศึกษาก็โกหกแล้ว บอกว่าเรือในอำเภอจะนะมีแค่ 200 ลำ จริงๆมีมากถึง 2,000 ลำเราไปถามเขาว่าผลกระทบในทะเลได้ศึกษาหรือยัง เขาบอกว่าศึกษาแล้ว เราบอกว่าศึกษาแล้ว ยังพูดไม่จริงทั้งหมด เราบอกว่าการศึกษาของนักวิชาการน่าจะมาถามชาวบ้านบ้าง เพราะว่าภูมิปัญญาคนแก่ๆมีมาก จะได้รู้ว่าคนตลิ่งชันอยู่อย่างไร ผลกระทบจะเกิดขึ้นเป็นอย่างไร"

รอหีมถามคณะศึกษาว่ารู้จักหอยเสียบหรือไม่ เขาบอกไม่รู้ รอหีมถามว่าศึกษาเรื่องปะการังแล้วหรือไม่ เขาก็บอกไม่

"หอยเสียบถ้าหากเป็นดินโคลนเลนจะไม่อยู่ ถ้าเป็นดินทรายกรวดจะไม่อยู่ เขาจะอยู่ที่ดินทรายเนียนสะอาด แล้วถ้ามีโรงแยกก๊าซใกล้ทะเล ปล่อยน้ำเสียลง หอยเสียบจะอยู่ได้อย่างไร...ถ้าศึกษาแล้วน่าจะรู้ว่าวิธีทำน้ำอย่างไรไม่ให้หอยเสียบตาย เราบอกว่าก่อนถึงเดือน11-12 มกราคม,กุมภาพันธ์ ลูกปลากาว ตัวเท่าบุหรี่ตัวแดงๆ คืนหนึ่งเข้ามาเป็นพันตัว หมื่นตัว เอาขังไว้ขายส่งไปไต้หวัน ปลานี้อยู่ริมฝั่ง มีการศึกษาแล้วหรือยัง เขาไม่พูดอะไร"

รอหีมบอกว่าถ้าศึกษาจริงต้องรู้ว่าอ่าวไทยนี้เป็นอย่างไร วงจรน้ำเป็นอย่างไร และต้องรู้ว่าจากแหลมตาชีถึงแหลมตะลุมพุก ปูปลาหอยจะอยู่ในอ่าวนี้มากที่สุด

ผลกระทบ

เมื่อซักถามถึงผลกระทบที่เกิด"กลัวเหมือนกัน เพราะเราไปขัดผลประโยชน์คนอื่น"รอหีมบอก "แต่เรารู้สึกว่าถ้าทำดี พระเจ้าจะช่วยเรา"

ก่อนมีโครงการนี้เข้ามา รอหีมได้ไปสอนหนังสือทุกคืนโดยไม่คิดเงินเลย แล้วแต่พี่น้องจะให้บริจาคมา

"ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ทำงานน้อยที่สุด" รอหีมว่า

หลังจากที่มีโครงการลงมา รอหีมบอกว่างานในระหว่างปี 2540 จนถึงตอนนี้ไม่ได้ทำ เพราะไม่รู้ว่าโครงการจะเข้ามาอย่างไร และทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในเรื่องผลกระทบที่จะเกิดกับตน รอหีมบอกว่าตนอายุใกล้ 60 ปีแล้ว ไม่หวั่นกลัวผลกระทบอีกแล้ว "ถ้าเรายึดมั่นในศาสนาจริงๆ เรารักตัวเราและเพื่อนของเราให้เหมือนกัน ลูกของเพื่อนก็เหมือนลูกของเรา เรามั่นใจว่าตายไปแล้วลูกเราได้รับผลกระทบเราไม่สบายใจ ถ้าเราตายไปแต่ลูกเราสบายก็ไม่เป็นไร"

ในส่วนของผลกระทบจากโครงการ รอหีมเชื่อว่าหลังจากมีโครงการ ในช่วง 1-2 ปียังไม่เกิดผลกระทบใดๆ แต่หลังจากนั้น 5 ปี 7 ปี ผลกระทบเกิดแน่

"ฝนจะตกลงมาทำให้สังกะสีเป็นสนิมไว น้ำฝนเขาไม่กล้ากิน เราเชื่อตรงนี้ ถ้าหากบ้านเราเป็นเหมือนที่ระยอง เรามีลูก 5 คน ลูกหลานเรากระทบแน่ เราจะนิ่งเฉยดูดายไม่ได้ หลักการศาสนาบอกว่า ถ้าเราทำละหมาด เห็นเพื่อนไม่ทำละหมาด เราไม่สบายใจเหมือนกัน เราต้องไปบอกเพื่อนเขา"

ทุกวันนี้รอหีมพยายามสื่อสารบอกกับพี่น้องถึงผลกระทบจากโครงการ โดยที่ไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน "ค่าน้ำมันอย่างน้อยๆ วันละ 20 บาท คิดว่าต้องช่วยกัน เรากระทบ เพื่อนเราก็กระทบด้วย เราอยากให้รัฐค่อยๆพัฒนา...อย่างทำนาใต้เสาไฟฟ้า เขาว่าทำนาใต้แสงไฟจะได้ผลผลิตไม่ดี คนแก่บอกว่าข้าวที่อยู่ใต้แสงเดือนตลอด ข้าวจะเป็นกะเทยไม่ค่อยออกรวง เราไปถามคนที่ปลูกข้าวริมเสาไฟฟ้าว่าจะจริงไหม รุ่งเช้าก็มีแสงแดด กลางคืนมีแสงไฟ เขาบอกว่าข้าวไม่ค่อยออกรวงจริง"

ทั้งหมดนี้รอหีมทำไปโดยไม่ได้มีเป้าหมายในการคัดค้านการพัฒนา หรือการนำก๊าซมาใช้ประโยชน์ เพียงแต่รอหีมไม่เชื่อตามที่รัฐบอกว่าโครงการนี้ดีและจะไม่มีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

"ก๊าซที่เอาออกมาวันหนึ่ง 3 ร้อยล้านลูกบาศก์เมตร มันมหาศาล ถ้าไม่เอามาทำอุตสาหกรรมแล้วจะเอาไปทำอะไร" รอหีมตั้งคำถามอย่างกังขา

สังคมเปลี่ยนแปลงไป

เดิมทีบ้านตลิ่งชันทุกวันศุกร์หลังจากละหมาด พี่น้องจะมานั่งพูดคุยกันปรึกษาเรื่องทำมาหากิน แต่หลังจากมีโครงการเข้ามา ละหมาดเสร็จแล้วก็ไม่มีการพูดคุยกันเลย

"คนที่ตายก็ไม่ค่อยมาร่วมงาน แยกฝ่ายกันชัดเจน ผมนี่ถ้าเขามาบอกก็ไปไม่แยกว่าเป็นฝ่ายใดเพราะหลักศาสนาบอกว่าไม่ให้แบ่งแยก แต่ถ้าเขาไม่บอกเราก็ไม่กล้าไป"

ไม่ใช่เฉพาะงานศพ ทุกวันนี้ไม่เว้นแม้แต่งานสร้างบ้าน หรือว่างานแต่งงานก็เป็นเช่นเดียวกัน

"ในหมู่บ้านคนที่สนับสนุนมีไม่มาก มีไม่เกิน 30% นอกนั้นเป็นฝ่ายคัดค้าน ถ้าหากมีการคัดค้านหรือสนับสนุนอย่างนี้ต่อไป พี่น้องจะแตกแยกกันตลอด แต่ถ้าโครงการยกเลิกไม่กี่ปีพี่น้องจะกลับมาคืนดีกันเอง"

ล่าสุดเกิดกรณีพิพาธในที่ดิน วอกัฟ ซึ่งขัดกับหลักศาสนาในเรื่องที่ดินสาธารณะ ที่อยู่ในพื้นที่สร้างโรงแยกก๊าซ แล้วทางปตท.พยายามติดต่อขอแลกที่กับชาวบ้านที่ทำวอกัฟ 11 ไว้ เพราะไม่อยากให้ชาวบ้านเข้าไปในพื้นที่ก่อสร้าง ด้วยเกรงจะเกิดความยุ่งยาก

"คนเราเมื่อตายไปแล้ว ถ้าหากได้วอกัฟสิ่งหนึ่งสิ่งใดไว้ เช่นว่าเอาเงินไปทำโรงเรียน ทำบ่อ เอาความรู้ที่สอนคนไว้ ตายไปจะได้ผลบุญนั้น ไปอยู่ในโลกที่ทำความดี ซึ่งถ้าวอกัฟไปแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ กลายเป็นของสาธารณะไปแล้ว...การวอกัฟมี 2 ประเภท เช่น เรายกที่ดินให้สำหรับคนไปทำละหมาด แต่ถ้าคนไม่ไปละหมาดเราเอากลับได้ กับอีกประเภทหนึ่ง วอกัฟแล้วเอากลับไม่ได้ เช่นทำที่สาธารณะ เอากลับไม่ได้ ลูกเราก็เอากลับไม่ได้ ขายไม่ได้ คนที่ไม่รู้หลักการนี้จะพูดไม่ได้"

เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วอัดอั้นอยู่ในอก ซึ่งรอหีมในฐานะผู้นำศาสนาได้เห็น ปรากฏการณ์ความขัดแย้งเหล่านี้ที่จะบานปลายออกไปทำให้ชุมชนแตกสลาย ทั้งที่เคยเป็นหลักปฏิบัติยึดถือกันมานาน เป็นพื้นฐานของสังคมมุสลิมอันปรารถนาให้คนนอกพื้นที่ได้ทำความเข้าใจ.


เชิงอรรถ

10 มะหยัด : เอาผ้ามาห่อศพคนตาย
11 วอกัฟ : มอบให้แก่พระเจ้า