หะสัน โต๊ะด่าหวี
"โรงงานมา จะกระทบวิถีมุสลิมเดิม"

"รถเจ๊ะถูกจับจริงไหม? "

หะสัน โต๊ะด่าหวี คิดว่าจะหลีกพ้น แต่เย็นวันนั้น "มูฮัมหมัด" ลูกชายคนโต ผู้ยังเป็นนักเรียนชั้น ป.5 วิ่งมาถามจนได้

"เราน้ำตาตกเลย พูดอะไรไม่ออก ก็ได้แต่ยอมรับความจริง" เขาไม่อยากโทษใครที่ช่างพูดเล่าลือเรื่องของเขากันไปต่างๆนานา ปัญหาที่น่าจะรับรู้ในหมู่ผู้ใหญ่ก็ไปถึงหูลูกชายในที่สุด แต่ทุกอย่างช่างมาประดังกันในจุดอับแห่งชีวิตที่เขารู้สึกท้อสุดขีด รถสองแถวเครื่องมือหากิน ยังจอดค้างอู่ ค่าซ่อมกว่า 40,000 บาท ยังไม่เห็นทางหาเงินจ่ายช่างซ่อมเอาออกมา และแม้ว่าได้รถกลับมาก็ไม่แน่ใจว่าจะออกไปวิ่งรถรับจ้างได้เหมือนเดิมอีก...

หะสัน ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ บ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 1 ตำบลสะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงระหว่างกลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซียกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อ 20 ธันวาคม 2545 ที่หน้าโรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงอันนำมาสู่วิกฤติ

เขาเกิดที่บ้านสะกอม เริ่มวัยเรียนที่โรงเรียนบ้านสะกอม ไปจบมัธยม 3 ที่โรงเรียนปอเนาะจริยธรรมศึกษาโคกยาง ออกโรงเรียนก็ไปออกเรือ ขึ้นฝั่งมาติดทหารเกณฑ์ สังกัดนาวิกโยธินในปี พ.ศ.2532 ที่ค่ายแสมสาร จันทบุรี เมื่อครบกำหนดปลดประจำการมุ่งหน้ากลับมาบ้าน ทำอาชีพประมงอีกพักใหญ่ จนพบรักได้แต่งงาน

"พอแต่งงานมะซื้อรถสองแถวให้ขับ เป็นรถกระบะนิสสันบิ๊กเอ็มสีเขียวมือสอง รถคันนี้เดิมเป็นของญาติฝ่ายยาย มะคงเห็นว่าวิ่งรถเป็นลู่ทางทำกิน ไม่ต้องออกเรืออีก ได้อยู่กับลูกกับเมียทุกวัน ชาวประมงไม่ค่อยได้อยู่บ้านหรอก ออกเรือ 10 วัน หรือเดือน กว่าจะได้กลับบ้าน แต่วิ่งรถได้อยู่บ้าน ครอบครัวอบอุ่นทั้งเมียทั้งลูกและเราอยู่พร้อมหน้า" รถกระบะใส่หลังคาเป็นสองแถวของเขาวิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างตัวอำเภอจะนะกับสะกอม จำนวนเที่ยวในแต่ละวัน ไม่แน่นอน แต่รายได้วันละ 500 บาทถือว่าน่าพอใจ เขายังปลีกเวลาส่วนหนึ่ง เลี้ยงวัวผู้เอาไว้ 2 ตัว เลี้ยงแพะ และปลูกแตงโม

หะสันรู้ข่าวว่าจะมีโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซที่จะลงมาในพื้นที่ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านเดินทางไปดูความเป็นไปของอุตสาหกรรมที่จังหวัดระยอง

เขาเคยเป็นทหารประจำการที่เมืองจันทบุรี ยังพอนึกถึงภาพบ้านเมืองทางภาคตะวันออกได้อย่างชัดเจน แต่ข่าวใหม่ที่เขาได้รับจากชาวบ้านที่ไประยอง คือคนที่นั่นกินน้ำฝนไม่ได้อีกแล้ว เขาเชื่อทันทีเพราะรู้ว่าโรงงานที่นั่นมีมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เขาปลดประจำการออกมา มาเทียบโรงงงานอุตสาหกรรมที่อำเภอจะนะอันเป็นบ้านของเขา ณ ปัจจุบัน ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เพียงแค่ไม่กี่โรง ที่นาก็เสียหายเป็นหมื่นไร่ให้เห็นอยู่แล้ว

"คนที่นี่ทำนา ทำสวน และทำประมง คนที่ทำนาทำให้ไม่ต้องซื้อข้าวสารเลย ทำปี ได้กินไป 2 ปี เราเคยช่วยที่บ้านไถนากับวัว ตอนนี้ทุกครัวเรือนซื้อข้าวสารกินเพราะไม่ทำนา" เขานึกถึงภาพชุมชนในอดีตที่อยู่กันสบาย แม้ว่าไม่ต้องมีเงินมาก

หะสัน - "นายหัวรถ"

รถสองแถวคู่ชีพของหะสันนี้เองที่นำเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้คัดค้านโครงการท่อก๊าซ เริ่มต้นจากชาวบ้านมาติดต่อเหมารถไปร่วมกิจกรรมคัดค้านโครงการหลายแห่งหลายที่ ในฐานะ "นายหัวรถ" ที่ร่วมชะตากรรมรับรู้ข้อมูล เรื่องราวต่างๆ ได้เห็นความฉ้อโกง ปิดบังข้อมูล ของฝ่ายรัฐ และเจ้าของโครงการ เขาจึงไม่เห็นด้วยกับท่อก๊าซและยืนหยัดอยู่กับกลุ่มค้านตั้งแต่นั้น

ครั้งพาเพื่อนบ้านไปร่วมประชาพิจารณ์ครั้งแรก ที่หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ เขาบอกว่าไม่ได้เข้าไปชุมนุมด้วย หลังจอดรถส่งคนแล้วก็อยู่ข้างนอกรั้ว เฝ้ารถ เดินหาซื้อกาแฟเย็นมากิน ก็เท่านั้นเอง

"รถเราจุสัก20 คน คนที่ไปด้วยก็รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดี เราไม่เคยกลัวอะไร เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องไม่ผิดกฎหมาย ค่ารถที่ได้ 400-500 บาท ถือเป็นกรณีที่คิดค่าโดยสารไม่เต็มที่ ชาวบ้านที่ไปก็อาศัยเรี่ยไรกันในรถคนละ 20 -25 บาททุกคนช่วยกันจ่าย พอได้ค่าน้ำมันรถและเราก็ได้ช่วยเขาไปในตัว"

ประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 สนามจิระนคร หาดใหญ่ เขายังเป็นนายหัวรถพาชาวบ้านไปร่วมคัดค้านเหมือนเดิม คราวนี้ไปกลางคืน ถึงที่นั่น ราว 3 ทุ่มเศษ สมทบกับกลุ่มที่ไปรออยู่ก่อนแล้ว คราวนั้นเรื่องจบลงด้วยเลือด แต่เขาไม่เป็นอะไร

รถสองแถวคันเดิม พาชาวบ้านไปยื่นหนังสือที่โรงแรมเจ.บี.หาดใหญ่ อันนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงในคืนวันที่ 20 ธ.ค.2545 รถถูกตำรวจยึด ...

วิกฤตชีวิตมาเยือน

"ชาวบ้านมาเหมารถเหมือนเดิม ระหว่างทางไปหาดใหญ่ รถเราถูกตำรวจสั่งให้หยุดครั้งแรกที่นาหม่อม เขาแกล้งชาวบ้าน แต่ก็ไปถึงหาดใหญ่ ตั้งใจว่าส่งคนเรียบร้อยจะกลับมารับคนไปอีกเที่ยวเพราะหลายคนอยากจะตามไปสมทบอีกในตอนเช้าคิดอย่างนั้น ไปถึงปากทางเข้าโรงแรมเจ.บี. ก็เห็นตำรวจอยู่ เราจอดรถเรียงกับคันอื่นที่ไปด้วย รวม 7 คัน แล้วลงพักกินข้าวกับชาวบ้าน กินเสร็จก็คิดจะกลับบ้าน ถ้ากลับเสียตอนนั้นคงไม่เป็นไร" หะสันเสียดายอยู่เหมือนกัน เขาน่าจะออกมาเร็วกว่านั้น อย่างน้อยก็ก่อนนาทีที่ตำรวจบุก แต่เมื่อสายไปเขาวิ่งหนีไปกับกลุ่มชาวบ้าน มารู้ว่าตอนหลังตำรวจมายกรถเขา สภาพรถถูกทุบที่กระจก

ทางกลุ่มนักวิชาการ ที่เข้ามาช่วยชาวบ้าน พยายามจะช่วยเขาวิ่งเต้นเอารถกลับมาเพราะจะได้ใช้ทำมาหากินต่อไป แต่ตำรวจไม่ยอมบอกว่ายึดเป็นของกลาง รถจอดอยู่ที่โรงพักนาน 10 เดือน สภาพรถที่เก่าอยู่แล้ว ยิ่งถูกจอดทิ้งไว้นาน ก็เสียสภาพการใช้งานไปอย่างถาวร ชะตาเขาก็ไม่ต่างไปจากรถคันนั้นเมื่อถูกออกหมายจับเข้าไปอีก

"ตอนนั้นเมียเรา วัจจ๊ะ เธอตั้งท้องลูกชายคนที่2 ดลอาซีส ท้องป่องเห็นชัดแล้ว ก็ไม่ได้ทำงานอะไร ปัญหาเศรษฐกิจมารุมเร้าเราเป็นอันดับแรก แต่ก่อนได้วันละ 500 บาท ถือว่าใช้ได้ เมียเราก็เคยทำงานโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำในจะนะ พอโรงงานนั้นเลิกก็ย้ายไปอยู่โรงงานที่ทางไปเมืองสงขลา พอท้องจึงลาออก" ยังดีที่ทั้งพ่อแม่เขาเอง และวัจจ๊ะพยายามเข้าใจเขา แม้จิตใจทุกคนจะพลอยห่อเหี่ยวไปตามกัน วัจจ๊ะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเขาไม่ได้เจตนาให้มันเกิด เขาก็เห็นใจภรรยา จึงวิ่งหางานทำทุกอย่างที่พอจะเป็นไปได้

แต่กระนั้น จากครอบครัวที่รายได้พออยู่พอกิน ไม่เคยเป็นหนี้ใครก็มาเป็นหนี้ หนี้ก้อนใหญ่ที่สุดเป็นทุนสำรองสำหรับลูกที่กำลังเกิดใหม่ เขาเกิดในช่วงเลวร้ายสุดของพ่อแม่

"เครียด คิดมาก มันบอกไม่ถูก เป็นวิกฤติหนักที่สุดในชีวิตเท่าที่เราได้เจอมา รถก็ถูกยึด ถูกหมายจับ งานก็ไม่ได้ทำ มีปัญหาทุกอย่างไปเลย เมียไม่ได้ทำงาน กำลังจะเกิดลูกอีก เราเองเที่ยววิ่งหางานอยู่พักหนึ่งดูท่าว่าไม่ได้งานอะไรแน่แล้ว สุดท้ายติดต่อญาติคนหนึ่งที่ทำประมงทางฝั่งอันดามัน จึงได้ออกเรือ 2เดือน ที่ฝั่งสตูล ได้ค่าจ้างมา 7,000-8,000 บาท พอประทัง เราทำทุกวิถีทาง ไม่คิดมากแต่มานั่งเสียใจเพียงว่าทำไมทางรัฐบาล ทางตำรวจ ทำกับชาวบ้านลงคอถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ยึดรถเราคงไม่ลำบากขนาดนี้ เราไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ไปยื่นหนังสือ เขาแกล้งทุกวิถีทาง ยึดรถมั่ง ทำทุกอย่างให้ชาวบ้านกลัว เรากลัวถูกจับ สุดท้ายก็ต้องไปออกเรือด้วยความจำเป็น"

ตอนไปออกเรือที่สตูลหะสันบอกลูกชายว่าเขากำลังไปทำงาน เขาออกทะเลสตูลอยู่ 2 เดือน เป็นเรือประมงปลาฉิ้งฉ้างของเถ้าแก่ชายมาเลเซีย ต้องวิ่งหาปลาใกล้เกาะลังกาวี ช่วงนั้นเขาได้กลับบ้านเพียง 3 วัน

ชีวิตเปลี่ยนไปสู่ความตกต่ำ

เขายอมรับว่านอนไม่หลับต่อเนื่องยาวนานนับเดือน เพราะรู้สึกถูกกระทบอย่างรุนแรงทั้งกายและใจ

"เราใช้หลักศาสนาอิสลามมาไตร่ตรองใคร่ครวญ อย่างเมื่อเกิดโมโหมากจะใช้ มูจั๊บ 12 ร้อนขึ้นแรงก็ได้ซอบารไว้ นอกจากนั้นหันไปหาเพื่อนคุยปลอบใจ เพื่อให้พ้นช่วงนั้นมาได้ แต่ว่าเครียดหนนี้ จะยังอยู่กับเราไปจนตาย เพราะหนักที่สุด ลืมยาก"

ชีวิตหะสันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ อดีตเจ้าของรถสองแถว ทำงานอิสระ แต่ต้องไปเป็นลูกจ้างเขา ในทางสังคมแม้พรรคพวกเพื่อนฝูงยังเหมือนเดิม แต่กับฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามคือไปสนับสนุนโครงการฯ ดูหน้ากันไม่ลง บางคนเป็นญาติ ก็หลีกเลี่ยงปัญหาบานปลายโดยไม่โต้เถียงความเห็นเรื่องนี้ก็อยู่กันอย่างระมัดระวังเหมือนคนนอก ยังมีญาติฝ่ายภรรยาของเขา ที่เคยมาเถียงกับภรรยาของหะสัน ชักจูงผ่านเธอให้เกลี้ยกล่อมเขาอย่าได้คัดค้านโครงการนี้อีก

"เพื่อนคนขับรถที่เคยอยู่คิวเดียวกัน แต่ไปอยู่ฝ่ายสนับสนุน ไม่ค่อยคุยกันดังเก่า ต่างคนต่างอยู่ มองหน้ากันยังไม่ค่อยเลย บางทีแกล้งทำตัวเหมือนธรรมดา แต่ไม่พูดกัน ในใจต่างก็เครียดกันอยู่แล้ว มองหน้าคนละที แล้วก็พ้น เราคิดว่าเขาเป็นคนอยากได้ จึงเป็นเช่นนี้" เขาเอ่ยถึงพวกเหล่านั้นว่า พอ ปตท. เอาเงินมาให้ เขาบอกอะไรก็เชื่อทั้งนั้น เห็นดีเห็นด้วย ทุกสิ่งทุกอย่าง เวลาไปแสดงพลังได้ 200บาท มีข้าวกล่องกิน แต่ฝ่ายค้านออกเงินเอง ออกแรง ออกใจ ช่วยค่ารถ และห่อข้าวไปจากบ้าน

"ช่วงประชาพิจารณ์ คนปตท.เคยมาบอกเราเหมือนกันว่าอย่าไปยุ่งไม่ว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน ให้อยู่เฉยๆ เรากินที่เขาเลี้ยง แต่เราไม่เชื่อ ตลอดเวลาที่ผ่านมามีคนพยายามจะเปลี่ยนความคิดชาวบ้าน เขาจะเลี้ยงเหล้าต้มเนื้อ เราก็เคยกิน แต่พอกินเสร็จก็บอกว่าทางใครทางมัน เพราะข้อมูลโกหกทั้งเพ บอกว่าอย่างนั้น แต่ศึกษาเป็นอีกอย่าง เช่นบอกว่าไทยได้ 50 % แต่ความจริงพบว่าได้ 10 หรือ 15 มันไม่ชัดเจน เราไม่เชื่อ เราพบว่าข้อมูลปิดบังทั้งเพ ที่ผ่านมากดดันที่สุด ก็ไม่เคยเปลี่ยนความคิด เพราะเราไม่คิดเอาเงิน ไม่เคยคิดทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่คิดฉ้อโกง และไม่ตลบแตลง คำไหนต้องคำนั้น"

หลังผ่านเหตุการณ์อันเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาไปสู่ความตกต่ำ ฝ่ายที่เห็นต่างกับเขา พูดให้เขาได้ยินว่า "สมแล้วที่เข้าฝ่ายค้าน" น้ำเสียงออกไปทางสมน้ำหน้า แช่งไปในตัวว่าถ้าถูกตำรวจจับนั้นดีแล้ว แต่คนที่ยังหวังดีก็ยังถามไถ่ว่าเมื่อใดรถจะได้คืนมาวิ่งได้ เหมือนเดิม

ชุมชนสะกอมในอดีต

ภาพแห่งอดีตของหมู่บ้านสะกอมกลับมาทุกครั้งที่เขาเห็นปัญหาเกิดขึ้น เขานึกถึงหมู่บ้าน ที่ไม่เคยมีความขัดแย้ง กินอยู่กันอย่างเครือญาติ มีการกินข้าว ระมั๋ย 13 มีการขอดีปลี(พริก) ขอกิน เดี๋ยวนี้ไม่ได้ เพราะทุกอย่างมาไกลเกินไปและไม่ลงกันเสียแล้ว โดยเนื้อแท้ทางจิตใจเขากำลังเครียดลึก กังวลทุกอย่างที่เกิดต่อเนื่องจากการเกิดของโรงงานอุตสาหกรรม กลัวคนงานที่ตามโรงงานมา จะกระทบวิถีมุสลิมเดิม ไม่ต้องการเป็นชุมชนมุสลิมแบบระยอง ที่เปิดร้านขายเหล้า คาราโอเกะ

ทุกวันนี้ เขาพยายามเริ่มจังหวะชีวิตใหม่ด้วยการช่วยเมียทำกรงนกเขา แม้เป็นงานที่ไม่ถนัดนัก สำหรับวัจจ๊ะ แม้ที่ผ่านมาสภาพการงานที่ไร้ทางเลือกทำให้เธอจะต้องเข้าไปทำงานในโรงงาน แต่เธอจะไม่กลับไปทำงานในโรงงานอีก เพราะเห็นปัญหาหลายอย่าง รวมถึงครั้งหนึ่งได้รับผลตรงจากสารแอมโมเนียสารเคมีที่ใช้ในโรงงาน

หะสันยังเครียดลึก ประสบการณ์อันเจ็บปวดครั้งนี้เขาตั้งใจจะถ่ายทอดไปถึงชั้นลูกชั้นหลาน แต่วันนี้ถ้าเลือกได้เขาอยากให้ยกเลิกโครงการฯ เขาเองอยากกลับไปขับรถสองแถวรับจ้างธรรมดาๆ เหมือนเดิม.


เชิงอรรถ

12 มูจั๊บ : การปวารณาตัวน้อมรำลึกถึงพระเจ้า
13 ระมั๋ย : กินข้าวร่วมกัน(เป็นคำท้องถิ่นใช้ในพื้นที่สะกอม)