สุไรด๊ะห์ โต๊ะหลีี
"เราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม"

บ้านควนหัวช้าง

บ้านไม้ใต้ถุนโปร่ง ด้านหนึ่งเป็นท้องทุ่ง อีกด้านเป็นเรือนไม้เก่าคร่ำ รถมอเตอร์ไซด์กลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งจอดสงบนิ่ง

บ้านหลังนี้เมื่อก่อนเคยมีเจ้าของ เพียงแต่เวลานี้เจ้าบ้านกลับไม่มีโอกาสได้อาศัยอยู่

นางสุไรด๊ะห์ โต๊ะหลี อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 6 บ้านควนหัวช้าง ตำบลคลองเปียะ อำเภอ จะนะ จังหวัดสงขลา สุไรด๊ะห์เรียนจบป.4 ที่โรงเรียนบ้านควนหัวช้าง หลังจากนั้นอีกหลายปีก็มาจึงเรียนต่อ ป.5 ป.6ที่กศน. พออายุได้ 17 ปีแต่งงาน มีลูก 3 คน ต่อมาได้หย่ากับแฟนคนแรก แล้วเดินทางไปอยู่ที่ซาอุดิอาราเบีย เริ่มต้นทำงานให้กับสังคมมาตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยในช่วงแรกเริ่มด้วยการเป็นสตรีอาสาพัฒนา ถัดจากนั้นก็มาเป็น อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน), อปพร.(อาสาป้องกันภัยพลเรือน) มีโอกาสได้ฝึกสสธ.(สันนิบาตรเสรีชนแห่งประเทศไทย)ที่ป่าละอู ชีวิตที่ผ่านมาเท่ากับว่าทำงานให้กับสังคมมาตลอด

"หลังจากแยกทางกับแฟนคนแรกมาได้แฟนคนปัจจุบัน ตอนนั้นทำงานเป็นกระเป๋ารถ อยู่ท้ายรถมาประมาณ 10 ปี มีลูกกับแฟนคนปัจจุบัน 1 คน พอมีเด็กอ่อนก็ขยับขึ้นมาเป็น "นายคิว" จัดคิวอยู่ที่จะนะอีกประมาณ 10 ปี และได้ลงสมัคร อบต.เมื่อปี 2537 ได้เป็นอบต.มา 2 สมัยจนถึงปัจจุบัน"

สุไรด๊ะห์ รื้อฟื้นความทรงจำ

หลังจากได้เป็นอบต.สุไรด๊ะห์จึงได้ลาออกจากการเป็นนายคิวรถนับแต่นั้น

"ทำงานเพื่อสังคมมาตลอด ไม่เคยทิ้ง" สุไรด๊ะห์ สรุปความเป็นมาของชีวิตตัวเองสั้นๆ "ลูกเสือชาวบ้านก็ฝึก เป็นวิทยากรให้กับลูกเสือชาวบ้าน ทำงานเพื่อสังคมมาตลอดจนมาพบกับโครงการท่อก๊าซจนนึกสะท้อนใจว่า มันนึกน้อยใจ ความไม่เป็นธรรมที่พวกเราได้รับ มันบอกไม่ถูกว่าเป็นลักษณะไหน ทั้งที่พวกเราทำความดีมาตลอด"

ความไม่เป็นธรรมที่ว่า เป็นผลมาจากการเข้ามาของโครงการฯ

การรับรู้ข้อมูลโครงการฯ

เริ่มแรกที่รับรู้ข้อมูลเรื่องโครงการฯ นั้นอยู่ในสมัยที่เป็นอบต.ปีที่ 3 ของสมัยแรก

"ราวๆประมาณปี 40-41 มีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ไปประชาสัมพันธ์ที่ อบต.เขาขอเวลา 15 นาที ฉายภาพสไลด์เรื่องท่อก๊าซให้ดู ว่ามีผลดีอย่างไร มีโรงงานมาตรฐาน มีท่อหนากี่นิ้ว ใหญ่กี่นิ้ว ขุดฝังท่อลึกแค่ไหน ตอนนั้นยังไม่เข้าใจ หลังจากดูภาพสไลด์แล้ว ยังไม่ทันได้ถามฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่มาด้วยก็เอาซองมาแจกให้กับผู้เข้าประชุมคนละซอง"

สุไรด๊ะห์ย้อนเหตุการณ์ให้ฟัง

"กลับมาเปิดดูที่บ้าน ปรากฏว่าเป็นเงิน 200 บาท"

คราวหลังก็มีการนัดหมายใหม่อีก ครั้งนี้นัดกรรมการหมู่บ้าน กรรมการมัสยิดมาพบที่อบต.อีกครั้ง แล้วก็มีเงินใส่ซองให้อีก โดยไม่ได้บอกว่านี่คือเงินอะไร

"ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านไปรับมา รับมาแล้วไม่ได้แจกกันในเวทีประชุม แต่ไปรับกันตอนหลัง แต่สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านก็จ่ายหมด"

สุไรด๊ะห์หัวเราะ

หลังจากนั้นก็มีเวทีเรื่องท่อก๊าซอีกที่ศาลาประชาคมจะนะ ก็ยังไม่เข้าใจมากนัก ในช่วงนั้นก็มีนักศึกษาเข้ามาในหมู่บ้าน สุไรด๊ะห์เข้าไปถามว่ามาทำอะไร ทำไมมาเดินสอบถามไปทุกบ้าน

"ถามว่าอยู่กันกี่คน คนที่หนึ่ง...สอง...สาม ชื่ออะไร บ้านเลขที่อะไร ถามหมด ถามกลับไปว่าสำรวจเพื่ออะไร เขาถามกลับมาว่า ถ้าหากมีท่อก๊าซมาขึ้นที่บ้านเราชอบไหม เราตอบไปว่ายังไม่รู้ว่าท่อก๊าซคืออะไร จะให้ตอบว่าชอบไม่ได้ เขาก็ถามมาอีกว่าบ้านนี้คนไปไหนกันหมด บอกไปว่าบางคนเขาไปทำงานโรงงาน โรงงานไกลไหม เขาถาม เราตอบว่าที่ทุ่งลุงก็มี หาดใหญ่ ควนจง แล้วต่อไปถ้ามีโรงงานที่บ้านเราดีไหม จะได้ไม่ต้องนั่งรถไปไกลๆ"

สุไรด๊ะห์ระบุอีกว่านักศึกษาถามว่าชอบไหมถ้าหากว่ามีแก๊สแล้วเขาจะต่อสายมาให้เราใช้เหมือนกับท่อประปา

"เราจะได้ไม่ต้องไปซื้อแก๊สทีละถัง" สุไรด๊ะห์ขยับแว่น

อยู่มาก็มีชาวบ้านจากตลิ่งชันมาหาที่บ้าน แล้วก็พาไปให้ข้อมูล ได้มีการศึกษากันนับแต่นั้น จึงได้เข้าใจมาจนถึงปัจจุบันนี้

ประชาพิจารณ์หรือประชาสัมพันธ์?

หลังจากรู้ว่ามีโครงการฯเกิดขึ้นแน่ๆ สุไรด๊ะห์จึงเริ่มต้นศึกษา ในช่วงที่มีเวทีที่ประชาคมจะนะ อบต.ตลิ่งชันเรียกสุไรด๊ะห์ไปให้สัมภาษณ์ข่าวช่อง 7 (หรือช่องอื่น-จำไม่ได้) ว่ามีความเห็นอย่างไร

"ให้สัมภาษณ์ไปทางทีวี.ว่าตอนนี้ยังตัดสินใจอะไรไม่ได้ เพราะยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร มีผลดีผลเสียอะไรบ้าง แต่ผลกระทบมีแน่ เรื่องของดีก็มีแน่ แต่ไม่รู้ว่าของไหนน้อยของไหนมาก"

สุไรด๊ะห์สะท้อนความรู้สึก

ในช่วงปี 2543 หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลมากขึ้น เห็นว่าโครงการจะมีผลกระทบกับพี่น้อง ทำให้เกิดความกลัว ยิ่งทำให้ต้องศึกษามากขึ้น

"พยายามเอาความจริงออกมาให้ได้ ซึ่งจากการศึกษา พบว่ามีการหมกเม็ด ไม่โปร่งใส มีการโกหก ยิ่งทำให้กระวนกระวายใจ บังคับให้ต้องศึกษาจะได้ไปอธิบายให้พี่น้องได้รู้"

ก่อนทำประชาพิจารณ์ มีหนังสือเชิญไปที่บ้าน สุไรด๊ะห์ไม่เข้าใจว่ามาทำประชาพิจารณ์โดยที่ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย จึงไม่ตอบรับ แล้วก็พบเรื่องแปลกๆ นั่นคือบางแห่งคนในบ้านตายไปแล้วก็ยังมีหนังสือส่งไปถึง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ

ในช่วงทำประชาพิจารณ์ครั้งแรกที่เทศบาลนี้เอง ชาวบ้านในไร่ให้สุไรด๊ะห์ช่วยจัดรถให้สัก 9 คัน 10 คัน แต่หาในพื้นที่ไม่ได้ สุไรด๊ะห์อาศัยความสัมพันธ์จากงานเก่าไปติดต่อรถที่คิว ปรากฏว่าไม่มีรถแล้ว

"ถามพี่น้องที่คิว ถามว่าใครมาหารถ เขาบอกว่ากำนันสิ ประชาสัมพันธ์ของปตท. ถามว่าเขาให้อย่างไร จึงได้รู้ว่าเขาให้ไปคันหนึ่ง นั่งไป 20 คน เขาให้คนละ 500 บาท คนขับให้ 1000 หนึ่ง แต่ปรากฏว่าได้มาแค่ 700 บาทนายหน้ากินไปแล้ว 300 บาท คนไปร่วมที่ได้หัวละ 500 ได้มาแค่ 300 บาท นายหน้าเอาไป 200 บาท-รู้จากคนไป ซึ่งเคยเป็นผู้โดยสารของเรา"

นั่นคือความจริงที่สุไรด๊ะห์ค้นพบ

อย่างไรก็ดี เวทีประชาพิจารณ์ครั้งนั้นสุไรด๊ะห์ ก็ได้เข้าไปสังเกตการณ์ จะเข้าไปร่วมก็ไม่ได้เพราะไม่ได้เซ็นชื่อ

"คนที่มีลายเซ็นตรงนั้นคือคนที่รับเงินค่ารถที่ให้มา"สุไรด๊ะห์ระบุข้อมูลต่อ "ทำไมต้องทำอย่างนั้น? วันประชาพิจารณ์พบพรรคพวกหลายคน มานั่งร่วมทีมกับพวกเราที่พาธงสีเขียว ทีมสนับสนุนถือธงสีฟ้า ถามว่าแล้วมาได้อย่างไรทำไมจึงมาอยู่ในกลุ่มนี้ เพื่อนบอกว่าเขาไปบอกให้มาประชุม เขาให้ข้าวห่อมาห่อหนึ่งกับเงิน 200 บาท จนกระทั่งจะมีการยึดเวทีจึงได้รู้ตัวว่าเขาค้านท่อมาผิดที่ มาโดยไม่รู้ว่าให้มาทำไม จึงได้ทิ้งธงกัน เงินไม่รับ รถที่เหมามาไม่ไป หลายรายที่ทำอย่างนี้"

นี่คือการหมกเม็ดในสายตาของสุไรด๊ะห์

ประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2

หลังจากนั้นมีการจัดประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ผู้เข้าร่วมต้องเป็นคนที่มีรายชื่อจากประชาพิจารณ์ครั้งที่ 1 เท่านั้นที่จะเข้าได้

"พวกเราไปก็ไม่มีความชอบธรรม เพราะว่าไปยื่นหนังสือไปให้ผู้ว่า ให้จุฬาราชมนตรี ให้ทำเนียบ ให้กงศุลมาเลเซีย ยื่นทุกที่ให้หยุดการทำประชาพิจารณ์เสียก่อน แต่เขาไม่ฟัง"

สุไรด๊ะห์พูดด้วยความเหนื่อยหน่าย

ชาวบ้านรวมตัวกันไปหน้าสนามกีฬากลาง พบว่าด้านหน้าเต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ด่านแรกก็มีบังเกอร์ ทั้ง 4 เส้นทาง พ้นบังเกอร์ไปมีเสาเข็มซ้อนกัน 3 ชั้น พ้นจากนั้นก็มีปล่องท่ออัดด้วยลูกรัง แล้วก็กองลูกรัง ลวดหนาม

"มีการเจรจากันแล้วว่าไม่มีการทำประชาพิจารณ์ แต่จรัล กุลวาณิชย์ว่าในเมื่อประกาศไปแล้ว เขาจะต้องทำประชาพิจารณ์ให้ได้ ถามตอบกันเองแค่ 15 นาที ยกมือเออออกันเอง นี่คือสิ่งที่ไม่โปร่งใส"

มีการติดต่อให้สุไรด๊ะห์หยุดคัดค้านโครงการ เคยถูกนัดหมายไปที่โรงพักควนมีด เพราะว่าสุไรด๊ะห์ไม่ตกลงที่อำเภอ สวญ.ตามไปที่บ้านถามว่าจะเอาอะไร

"จะเอาถนนลาดยางกี่สาย เอาอะไรก็ได้ ให้หยุดการคัดค้านโครงการ เราบอกว่าเราตัดสินใจไม่ได้คนเดียวต้องถามพี่น้องชาวบ้านทั้งหมดก่อน นัดกัน 9 โมงเช้าให้ไปตกลงกันที่โรงพัก พอไปพบก็บอกเขาว่าพี่น้องไม่ตกลง สวญ.บอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ก็วอนเสียแล้ว... สวญ.คนนี้ฝ่ายปตท.ไปไหว้วานให้มาช่วยห้ามเราผ่านนายอำเภอมาอีกที"

หลังจากนั้น พัฒนากรชุมชนที่อำเภอโทรมาให้สุไรด๊ะห์ไปประชุมแม่บ้าน สุไรด๊ะห์ถูกดึงตัวไปคุยในห้องส่วนตัว

"เข้าไปมีเจ้าหน้าที่ของปตท.เต็มไปหมด ชุดเดียวกับที่เคยไปพบที่อำเภอแล้วเราไม่ยอม น้องกำนันสิต่อรองกับเรา ตบถุงเสื้อเราถามว่าจะเอาอะไร ถามเป็นการส่วนตัว เราบอกว่าเราพูดอะไรไป คำไหนคำนั้น ที่เราเลี้ยงครอบครัวเราตอนนี้อาชีพเราคือทำสวนทำนา ผัวขับรถรับจ้างชักเปอร์เซ็นต์ ร้อยละ 30 บาท เรามีเงินตอบแทนจากอบต. เดือนละ 3,000 บาท นี่คือพาครอบครัวไปตลอด เงินที่พวกคุณจะเอามาให้เป็นแสนเป็นล้านจะรับรองความปลอดภัยครอบครัวเราได้หรือไม่"

สุไรด๊ะห์ปฎิเสธแล้วก็กลับไป

ช่วงปี 2545 สุไรด๊ะห์มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ หมายหัวเอาไว้ในฐานะแกนนำ อยู่ดีๆก็ถูกติดตาม มีการส่งคนไปไม่ซ้ำหน้า ทั้งที่ไปกลางคืนแต่ก็สวมหมวกกันน็อค ทั้งคนขับคนซ้อน มาเวียนบ้านของสุไรด๊ะห์ พอเห็นว่าไม่มีรถจอดที่ใต้ถุนก็กลับ

วันหนึ่ง มีตำรวจบ้านควนมีดพาคนไปถ่ายรูปสุไรด๊ะห์ที่บ้าน และไปขอรูปถ่ายจากสภาตำบล ขอจากปลัด ปลัดบอกว่าให้ไม่ได้ หากต้องการต้องไปขอจากเจ้าของ

"ถามว่าเอาไปทำอะไร ปลัดถาม ตอนหลังเขาก็มาเตือนเราให้ระวังตัว มีคนจากสายตรวจภาค 9 คนควนมีด ไปยังสภาตำบลตี 5 ยามก็เป็นคนควนมีดเข้าใจว่ามาเยี่ยม ก็เปิดประตูให้ คนที่ติดตามสายตรวจเป็นชายแปลกหน้า 2คน ลงมาถ่ายรูปเราที่ติดอยู่หน้าห้อง รูปถ่ายนั้นก็ไม่รู้เอาไปไหน เรื่องนี้เคยเป็นข่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง"

ความเห็นของสุไรด๊ะห์ บอกว่าถ้าโครงการท่อก๊าซนี้ดี ถ้ามาในลักษณะโปร่งใส ไม่หมกเม็ด เหตุการณ์ที่สุไรด๊ะห์เจอจะไม่เกิด

สิ่งที่ได้รับคือความไม่เป็นธรรม!

"น้อยใจ เราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคมเลย ทั้งที่ทำงานให้กับสังคมมาตลอด ไม่เคยคิดถึงสิ่งตอบแทน งานอปพร.คืองานที่ช่วยพี่น้องชัดๆ ไฟไหม้ น้ำท่วม รถชนคนตายริมถนน เราเคยไปช่วยกู้ขึ้นมา ไฟไหม้รถดับเพลิงที่จะนะไม่มีโอกาสได้ไปดับเพลิงให้ เรากับพี่น้องช่วยกันตักน้ำทีละถัง รถชนบนถนนเรากับพรรคพวกไปช่วยกู้กันขึ้นมา แต่สิ่งที่ได้รับ...คือความไม่เป็นธรรม นึกน้อยใจ เสียใจเหมือนกัน"

ผลที่ติดตามมาอีกประการก็คือ การเจ็บไข้ไม่สบาย โอกาสในการไปรักษาตัวทำได้ไม่เต็มที่ สุไรด๊ะห์มีโรคประจำตัว รักษาต่อเนื่องมาหลายปี มาขาดตอนในช่วงนี้ 2-3 ปีมาแล้ว คือเป็นโรคภูมิแพ้ ร้อนจัดจะมีอาการใจสั่น

ส่วนตัวของสุไรด๊ะห์เอง มีอาการคิดมาก ไม่รู้อนาคตของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไร จากที่เคยอยู่เป็นครอบครัวพร้อมหน้า พอมาอยู่ในสภาพที่ต้องหลบหนี คิดไปแล้วก็ไม่สบายใจ

ครอบครัวก็ไม่สมบูรณ์แบบ ทำงานได้ไม่เต็มที่ มีการถูกติดตาม ทำให้เกิดความกังวล เวลาที่จะทำงานให้กับครอบครัวมีน้อยลง

"ผลกระทบที่เกิดรุนแรงที่สุดคือลูกต้องออกจากการเรียน เพราะว่าไม่มีเงินส่งเสีย"

ผู้คนในหมู่บ้านต่างพากันคล้อยตามไปกับโครงการ ที่สำคัญมองสุไรด๊ะห์ในภาพลบไปหมด หาว่าเป็นคนขัดขวางความเจริญบ้าง ก้าวก่าย ขวางการพัฒนาบ้าง แม้แต่ญาติพี่น้องตระกูลเดียวกัน แสดงความไม่พอใจที่สุไรด๊ะห์ไปคัดค้านโครงการ ส่วนครอบครัวอื่นๆก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือต่างมีความเห็นไม่ตรงกัน แม้ระหว่างแม่กับลูก หรือว่าผัวกับเมีย หรือเพื่อนกับเพื่อน

"ในหมู่บ้านเราคิดไม่เหมือนกับหมู่บ้านอื่น การที่อบต.คนเดียวลุกขึ้นมาคัดค้าน เขาหาว่าเราดื้อรั้น ไม่สนใจงานในหมู่บ้าน สนใจแต่เรื่องคัดค้าน"

หลังคืนวันที่ 20 ธันวาคม 2545 สุไรด๊ะห์เป็นอีกคนที่มีหมายจับ ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านจนถึงปัจจุบันนี้

"ที่คิดไม่มอบตัว รู้สึกว่าตัวเองไม่ทำผิด ไปยอมตัวให้ตรงนั้นมันเสียศักดิ์ศรี" สุไรด๊ะห์เผยความรู้สึกที่อยู่ภายใน.

*** ล่าสุด วันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 เกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มเยาวชน ลูกชายของสุไรด๊ะห์ คือนายภูวิทย์ โต๊ะหลี ถูกตำรวจใช้กระบองตีจนสลบ แพทย์ที่โรงพยาบาลเอ็กซเรย์ดูพบว่า ลูกชายของสุไรด๊ะห์กะโหลกศีรษะร้าว