เดช หมะเก
"พวกเราไม่ใช่คนไทยหรือ?"

จากเกษตรกรผู้สนใจใฝ่หาความรู้ทั้งในด้านสามัญและด้านศาสนา ได้รับแรงเชียร์ให้ทำงานการเมืองให้กับท้องถิ่น จนสามารถสอบผ่านการเลือกตั้งเข้าเป็นสมาชิก อบต.ตลิ่งชันได้ในสมัยแรก

และได้ก้าวขึ้นเป็นถึง "ประธานสภา อบต." ก่อนที่จะขยับไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในเก้าอี้ "รองนายก อบต." ในเวลาต่อมา

นายเดช หมะเก อายุ 50 ปี พื้นเพเป็นคนหมู่ที่ 3 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พ่อแม่ไม่ได้บอกว่าเกิดเมื่อวันที่เท่าใด แต่ในสาระบบของทางราชการระบุว่า เกิดในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2493 ครอบครัวเป็นมุสลิมที่จัดได้ว่ามีฐานะปานกลางเมื่อเปรียบเทียบกับผู้คนในหมู่บ้าน มีรายได้หลักจากการเลี้ยงสัตว์ ทำนาและทำสวน

"ผมเข้าสู่ระบบการศึกษาค่อนข้างช้ากว่าเพื่อนๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน ชั้น ป.1-ป.4 ต้องเดินเท้าจากบ้านกว่า 3 กิโลเมตรไปเรียนยังโรงเรียนบ้านนนท์ ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลตลิ่งชัน ส่วนชั้น ป.5-ป.7 ต้องเดินไกลขึ้นอีกประมาณ 7-8 กิโลเมตร ไปเรียนยังโรงเรียนอัลนูรุดดิน ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนแสงธรรม ซึ่งตั้งอยู่ในตลาดอำเภอจะนะ และที่นี่ผมได้เรียนสายสามัญควบคู่ไปกับด้านศาสนา แต่ตอนปลายภาคเรียนสุดท้ายของ ป.7 กลับไม่มีโอกาสได้สอบ อย่างไรก็ตามภายหลังผมก็กลับไปร่ำเรียนใหม่ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จนจบชั้น ม.3"

ช่วงที่เดินออกจากระบบโรงเรียนได้ไม่นาน ทางสำนักงานเกษตรอำเภอจะนะได้ส่งเขาไปอบรมเกี่ยวกับการทำนาแผนใหม่ที่ศูนย์ฝึกการใช้เครื่องจักรกลเกษตร จังหวัดปทุมธานี เป็นเวลา 3 เดือนก็ได้รับประกาศนียบัตร กลับมาแล้วเขาก็ลงหลักปักฐานด้วยอาชีพเกษตรกรรม แต่งงานในปี 2517 ใช้ชีวิตกับภรรยาเรื่อยมาจนมีลูกด้วยกัน 8 คน เสียชีวิตไปแล้ว 1 คน ที่เหลือเป็นชาย 5 คนและหญิง 2 คน

ชีวิตใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

บังเดช ใช้ชีวิตเกษตรกรเริ่มจากพ่อแม่ให้ที่ดินสวนยางมาประมาณ 4 ไร่ จากนั้นก็เก็บหอมรอมริบทยอยซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทีละแปลงๆ จนปัจจุบันครอบครัวเขามีที่ดินรวมแล้วเกือบ 100 ไร่ กระจายอยู่ในหลายตำบลของอำเภอจะนะ เช่น ตำบลตลิ่งชั่น ตำบลคลองเปียะ ตำบลฉลอง เป็นต้น ซึ่งเป็นสวนยางมากที่สุด ที่เหลือก็เป็นสวนมะพร้าว สวนมะม่วงหิมพานต์ และปลูกพืชผลไม้อื่นๆ แซมบ้าง ส่วนที่นาที่มีอยู่ก็มีไว้สำหรับปลูกข้าวให้พอเพื่อใช้กินกันในครอบครัวเท่านั้น

บังเดชบอกเล่าให้ฟังว่า ตนและครอบครัวก็เหมือนกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของพื้นที่ ซึ่งได้น้อมรับเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

"แต่ก่อนผมก็เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ คือทำนามาก ตอนนี้ไม่ทำมากแล้วแค่พอกินกันในครอบครัว เราทำนาไม่ได้หวังผลว่าต้องเอาไปขายเป็นรายได้ เอาไว้กินอย่างเดียว รายได้หลักๆ มาจากสวนบ้าง มาจากการเลี้ยงสัตว์บ้าง"

เขาฉายแววผู้นำออกมาให้เห็นตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์ ซึ่งเขามักจะเป็นหัวโจกในกลุ่มเพื่อนๆ แต่ไม่จัดว่าเป็นเด็กเกเรอะไร สิ่งนี้เองได้ส่งผลให้เมื่อมีครอบครัวแล้วและอยู่ในขั้นพอจะตั้งตัวได้ เขาก็ได้ให้การช่วยเหลืองานสังคมส่วนรวมเสมอมา โดยเฉพาะในด้านการศึกษาด้วยแล้วเขามักจะทุ่มเทอย่างเต็มที่ และคนในหมู่บ้านต่างก็ยอมรับในความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้

ผลงานที่เขารู้สึกภาคภูมิใจ คือการที่เขาเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่ผลักดันให้มีการตั้งโรงเรียนบ้านป่างามขึ้นในหมู่ที่ 3 ของตำบลตลิ่งชัน เพื่อไม่ให้เด็กๆ ในหมู่บ้านต้องเดินไปเรียนไกลเหมือนอย่างที่เขาเคยประสบมา จากช่วงแรกที่เปิดได้เพียงระดับชั้น ป.6 ก็ผลักดันให้ขยายเพิ่มขึ้นจนถึงชั้น ม.3 อีกทั้งยังได้ดึงให้กรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) มาเปิดการเรียนการสอนในโรงเรียนบ้านป่างามเป็นผลสำเร็จอีกด้วย และไม่เพียงเท่านั้นเขายังทำตัวเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนรุ่นหลังด้วยการเรียน กศน.จนจบชั้น ม.3 ของที่นี่ในรุ่นแรกๆ ส่งผลให้ปัจจุบันเด็กในหมู่บ้านแทบทั้งหมดมีวุฒิการศึกษาระดับ ม.3 เป็นอย่างน้อย

จากการทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมมาอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทำให้เขาได้มีตำแหน่งสำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ ประธานคณะกรรมการการศึกษาโรงเรียนบ้านป่างาม ประธานกรรมการสหกรณ์โรงเรียนบ้านป่างาม ประธานกลุ่มออมทรัพย์หมู่ที่ 3 บ้านป่างาม กรรมการมัสยิดสมดุลประจำหมู่บ้าน และเลขานุการโต๊ะอิหม่ามของมัสยิด ฯลฯ

โครงการท่อก๊าซเริ่มเข้ามา

ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือกว่า 15 ปีมาแล้ว เขาได้มีโอกาสเดินทางไปอบรมสัมมนาในโรงแรมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผู้ใหญ่ฝากฝังเขาให้กลับมาเตรียมพัฒนาเด็กๆ ให้มีการศึกษาโดยเร็ว เพื่อรองรับโครงการพัฒนาต่างๆ ที่กำลังจะ หลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ของอำเภอจะนะ

"ตอนนั้นทางเบื้องบน ทางนักวิชาการ บวกกับนักการเมืองต่างพูดว่า ต่อไปตำบลตลิ่งชัน ตำบลบ้านนา ตำบลสะกอม ในเขตอำเภอจะนะ เราต้องเตรียมเด็กๆ ไว้เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ให้มีการศึกษาสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรืออย่างน้อยให้จบชั้น ม.3 ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ทำงาน เพราะต่อไปจะมีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งในพื้นที่ มีการจ้างแรงงานเยอะมาก ตอนนั้นเขาบอกแต่เพียงว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ เราเองก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องโครงการใหญ่ๆ แค่ว่าทำให้เราดีใจตอนนั้นว่า เด็กๆ บ้านเราจะมีงานทำ ไม่ได้คิดถึงเรื่องผลกระทบ แต่คิดเรื่องผลประโยชน์อย่างเดียว"

โครงการพัฒนาที่จะเข้ามา ซึ่งก็คือ โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียมาปรากฏเป็นภาพแจ่มชัดต่อสาธารณชนในวงกว้างเอาก็เมื่อประมาณปี 2540 นี่เอง โดยเริ่มต้นจากมีฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัท การปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ได้ติดต่อผ่านมายังกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ว่า ปตท.จะนำคณะแพทย์พยาบาลมาตรวจสุขภาพและแจกยาให้กับชาวบ้านตามมัสยิดต่างๆ ให้ทุกคนไปรับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย เพียงแต่ให้ทุกคนร่วมลงชื่อและที่อยู่ไว้เป็นหลักฐานว่าได้มารับบริการแล้วเท่านั้น

เมื่อชาวอำเภอจะนะรู้เรื่องโครงการนี้มากขึ้น ก็เกิดมีคำถามต่างๆ นานาตามมามากมาย

"เมื่อมีกลุ่มชาวบ้านเริ่มที่จะออกมาแสดงความคัดค้านโครงการ ปตท.ก็งัดเอารายชื่อของชาวบ้านที่ให้ลงนามเพื่อรับการตรวจสุขภาพและขอยาในคราวนั้นออกแอบอ้างว่า มีชาวบ้านในพื้นที่จำนวนมากที่ร่วมลงชื่อให้การสนับสนุนโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียไปเรียบแล้ว"

ตอนที่รู้ว่าเขาเอารายชื่อชาวบ้านมาอ้างว่าสนับสนุนโครงการ อย่างนี้ชาวบ้านถูกหลอก

"ผมก็รู้สึกว่าทำอย่างนี้มันไม่สู้จะเป็นธรรม ทำไมไม่มาบอกว่าโครงการนี้ดีอย่างไร ชั่วอย่างไร ต้องบอกกันให้หมดก่อนถ้าสร้างแล้วมีผลอะไร ชาวบ้านจะได้ตัดสินใจถูก ต้องไม่เอาแต่คิดในภาพรวมของประเทศอย่างเดียว ต้องคิดถึงคนในท้องถิ่นที่จะได้รับผลปัญหาเต็มๆ ด้วย ถ้าอย่างนั้นเราจึงจะยอมรับได้"Ž บังเดชบอกเล่าความรู้สึกให้ฟัง

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเองที่ช่วยจุดประกายให้บังเดชเริ่มที่จะศึกษาหาความรู้ในเรื่องของโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เขาไล่เลียงติดตามความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ ทั้งจาก ปตท.ที่เป็นเจ้าของโครงการ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ออกมาให้การสนับสนุน จากนักวิชาการ รวมถึงนักพัฒนา (เอ็นจีโอ) ที่ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการนี้นอกจากนี้แล้ว บังเดชยังได้มีโอกาสร่วมคณะชาวบ้านจะนะเดินทางไปศึกษาดูงานยังพื้นที่โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก หรือโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่แหลมฉบังในจังหวัดชลบุรี และที่มาบตาพุดในจังหวัดระยองมาแล้ว 2 หนๆ ละ 5 วัน ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวบ้านที่นั้น นอนในสลัมบ้าง นอนในหมู่บ้านบ้าง ได้ไปเห็นการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่ได้นำพาความล่มสลายไปให้กับคนในหลายหมู่บ้านแถบนั้น ซึ่งมีทั้งชาวพุทธและมุสลิม

"ผมได้รับการบอกเล่าเรื่องราวอันเศร้าสลดถึงการถูกกระทำของชาวบ้านจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน รับรู้ถึงกลุ่มคนที่มีความได้เปรียบในสังคมกระทำต่อกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสกว่า รับทราบว่ามีวัดและโรงเรียนถูกกว้านซื้อไปเพื่อตั้งเป็นโรงงานขึ้นมาแทนที่ ผมได้สัมผัสถึงความเจ็บปวดของชาวบ้านในละแวกนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กๆ ในโรงเรียนที่ต้องรับพิษภัยจากสารเคมีจากโรงงานต่างๆ ไม่เว้นวัน ทั้งที่กระจายมาในอากาศ ในน้ำและในดิน"

ที่ท่าเรือแหลมฉบัง บังเดชได้ไปรับรู้มาว่า ขนาดวัดกับโรงเรียนก็ถูกกว้านซื้อเหมือนกัน "ชาวบ้านที่นั่นมานั่งเล่าให้ฟังในวัดเลย เขาบอกว่าวัดนี้ถูกซื้อไปแล้ว แต่ชาวบ้านคัดค้านไม่ให้รื้อ แล้วความเลวร้ายของนายทุน ตอนสร้างโรงงานอุตสาหกรรมก็พยายามขุดให้กำแพงวัดพัง ส่วนที่มาบตาพุดถ้าไม่เกิดผลกระทบแล้วโรงเรียนต้องย้ายหนีไปทำไม เรายังจะโกหกกันทำไมเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเห็นๆ กันอยู่"

อีกทั้ง ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไปศึกษาไว้แล้วพบว่า คนระยองที่นั่นถูกสารเคมีทำให้หลอดลมอักเสบ มีปัญหาโรคระบบทางเดินหายใจ

"แล้วจะยังมาโกหกชาวบ้านทำไมว่าไม่เกิดผลกระทบ เขาคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ ไม่คิดถึงชีวิตคนอื่นๆ เลย ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ หรือนายทุนที่เกี่ยวข้อง"

บังเดชบอกว่า เมื่อหันมาดูในพื้นที่อำเภอจะนะที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ซึ่งในวันนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ 5-6 แห่ง มีการปล่อยกลิ่นเหม็น ปล่อยน้ำเสีย ซึ่งขณะนี้ทำลายที่นาของชาวบ้านไปแล้วหลายหมื่นไร่ ถ้าน้ำเสียจากโรงงานไปถึงนาใครรับรองต้นข้าวเปื่อยและตายอย่างรวดเร็ว ในลำคลองเกิดน้ำสีดำปูปลาแถวนั้นจับมากินไม่ได้ ถ้าวัวควายไปกินหญ้าแถวนั้นก็จะเป็นโรคหอบ ซึ่งเป็นพยาธิเข้าไปกินตับกินปอดและก็จะตายเพียงไม่นาน

อุตสาหกรรมในพื้นที่

"เราเคยอยู่กันอย่างมีต้นทุนทางสังคม เรารักกันอย่างพี่น้อง แล้วอยู่กันแบบมีอากาศบริสุทธิ์ สิ่งแวดล้อมดี สุขภาพก็ดี จิตใจก็ดี เราไม่ร่ำรวยเทียบกับพวกคนในเมือง แต่เราก็มีความสบายใจกว่าที่ว่าไม่อึดอัดเหมือนคนในเมือง ถ้าหากให้โครงการนี้เกิดขึ้นมันจะทำลายทุกอย่าง แหล่งน้ำธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ พื้นที่ดินทำกิน แล้วกลับสร้างปัญหาสังคมขึ้นตามมา มีความต่างถิ่นคนต่างชาติมาอยู่ปะปนมันก็ต้องทำให้สังคมของเราเปลี่ยนแปลงไป"

บังเดชบอกเล่าความไม่ชอบมาพากล อันมาจากความต้องการผลักดันโครงการนี้ให้บรรลุผล โดยไม่คำนึงเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมา

ช่วงแรกๆ ปตท. รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ เป็นต้น ต่างก็เคยชักจูงชาวบ้านให้คล้อยตามว่าจะได้มีงานทำกันเป็นจำนวนมาก จะเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ขนานใหญ่

เนื่องเพราะนอกจากจะมีโรงงานแยกก๊าซเกิดขึ้นในพื้นที่แล้ว ยังจะมีโรงงานปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อีกทั้งโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ตามมาอีกมากมายก่ายกอง ทั้งนี้ก็เป็นไปตามแผนพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ระบุว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นในจังหวัดสงขลาอย่างชัดเจน หรือแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสงขลา-ปีนัง ซึ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ ที่ทำขึ้นเพื่อรองรับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียโดยตรง เป็นต้น

ทว่า พอเสียงคัดค้านจากชาวบ้านเริ่มดังหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ตัวแทนของทั้ง ปตท.และสภาพัฒน์ต่างเรียงหน้ากันออกมาปฏิเสธในภายหลังว่า ไม่มีแผนที่จะทำโครงการทำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่ จากนั้นก็ทยอยออกมาให้ข้อมูลว่าจะไม่มีอุตสาหกรรมอื่นๆ ตามมาในพื้นที่อีกด้วย

"ผมเคยขึ้นพูดบนเวทีเดียวกันกับ ดร.พรชัย รุจิประภา ตัวแทนจากสภาพัฒน์ที่ทำเรื่องโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียนี้มาตั้งแต่ต้น ณ ห้องประชุมตึกหุ่นยนต์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ดร.พรชัยพยายามจูงใจให้คนฟังเห็นว่า หากให้โครงการนี้เกิดขึ้นแล้วจะเกิดการพัฒนาและสร้างงานให้ชาวบ้านได้เป็นหมื่นคน ผมก็ถามกลับไปว่าแล้วจะมีโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ตามมาไหม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี คำตอบที่ได้กลับมาคือไม่มี ซึ่งผมก็สวนกลับไปว่าอย่างนั้นจะเอางานอะไรมารองรับคนได้จำนวนมากอย่างนั้น"

"ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เป็นถึงผู้หลักผู้ใหญ่ต้องมาพูดโกหกกันด้วย แม้กระทั่งคนที่เป็นถึงรัฐบาล เป็นถึงผู้บริหารประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาโกหกว่าอุตสาหกรรมไม่มี อย่างนี้แล้วจะเอาก๊าซขึ้นมาทำไม คุ้มทุนไหม และขนาดโรงแยกก๊าซยังไม่ได้สร้างเลย ก็มีนายทุนมากว้านซื้อที่ดินเตรียมไว้ทำโรงงานกันแล้วมหาศาล ตอนนี้ก็ยังกว้านซื้อกันอยู่เลย"

เกมการเมืองใน อบต.

ในปี 2543 บังเดชก็ได้รับการดันหลังจากพรรคพวกเพื่อนฝูงให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ตลิ่งชัน ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับด้วยดีจากชาวบ้านป่างามหมู่ที่ 3 และเมื่อสอบผ่านได้แล้วเขาก็ยังได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกด้วยกันอีกให้ขึ้นนั่งในตำแหน่งประธานสภา อบต.ตลิ่งชันถึง 2 ปี ก่อนที่จะโยกมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารเป็นถึงรองนายก อบต.ตลิ่งชันในเวลาต่อมา

ห้วงเวลาที่ต้องมาทำงานการเมืองให้กับ อบต.ตลิ่งชันนี้เอง ผลกระทบจากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียที่เข้ามาในชีวิตของบังเดชก็ได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องเพราะเกมการเมืองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้วชัดเจนคือ มีสมาชิก อบต.ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนโครงการนี้ ส่วนเขาประกาศเจตนารมณ์ไว้ชัดแจ้งตั้งแต่ก่อนได้รับเลือกตั้งแล้วว่า ถึงอย่างไรก็จะไม่เอาโครงการนี้

ในสภา อบต.ตลิ่งชันมีสมาชิกทั้งหมด 16 คน ที่คัดค้านโครงการนี้จริงๆ อยู่ 2 คนคือ บังเดชในฐานะตัวแทนชาวบ้านหมู่ที่ 3 กับนายเฉม เจ๊ะหนิ ตัวแทนชาวบ้านจากหมู่ที่ 8 ส่วนที่ประกาศตัวสนับสนุนจริงๆ มีประมาณ 3 คน นอกนั้นแม้จะไม่ประกาศตัว แต่ก็ดูโน้มเอียงไปทางฝ่ายหลังมากกว่า เพราะหากมีผลประโยชน์จากโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียถูกหยิบยื่นไปให้ ทุกคนต่างก็พร้อมที่จะรับไว้ นอกจากนี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงเจ้าหน้าที่ใน อบต.บางคนที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่เป็นฝ่ายสนับสนุนโครงการอีกด้วย

หลายครั้งที่บังเดชนำเอาเรื่องโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียเข้าไปอภิปรายในสภา อบต.ตลิ่งชัน ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันไม่มากก็น้อย จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ บริษัท ทรานส์ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ทีทีเอ็ม ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างฝ่ายไทยกับมาเลเซียแล้วตั้งขึ้นมารับผิดชอบโครงการนี้โดยตรง จะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งนี้ ทั้งๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตดำเนินการเกี่ยวกับการก่อสร้างในโครงการหลายๆ อย่างเรื่องที่เขาต้องมาขออนุญาตสภา อบต.ตลิ่งชันก่อนจะก่อสร้าง

"ถึงสภา อบต.ไม่อนุมัติเขาก็สร้าง อย่างเช่นเขาขออนุญาตขยายถนนจาก 6 เมตรเป็น 10 เมตร ซึ่งก็คือถนนที่มีปัญหาเป็นที่ดินวอกัฟ หรือที่ดินที่มีผู้บริจาคให้เป็นสมบัติที่ชาวบ้านได้ใช้ร่วมกัน ไม่สามารถซื้อขายหรือเอาไปทำอย่างอื่นๆ อบต.ตลิ่งชันยังไม่อนุญาต เพราะยังไม่ได้ข้อมูลที่ชัดเจน แต่มันก็สร้างแล้ว เพราะมีแรงบีบมาจากนายอำเภอ"

ไม่เพียงแต่ถูกกดดันในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ใน อบต.ตลิ่งชันเท่านั้น เขายังต้องเผชิญกับแรงบีบคั้นต่างๆ นานาจากกลุ่มทุนที่เป็นเจ้าของโครงการ ซึ่งได้อาศัยผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในมือกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีอันต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง

"ในช่วงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อต้นปี 2544 ผมเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้งอยู่ด้วย วันที่มีการลงคะแนนเสียงยังได้นำหีบบัตรขึ้นรถยนต์ของผมแล้วพาไปส่งยังอำเภอจะนะเลยด้วย จากนั้นผมก็เดินทางไปทำธุระยังอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส กลับมาถึงบ้านในช่วงค่ำของวันรุ่งขึ้นก็ได้พบแถวบ้านมีใบปลิวเกลื่อนกลาดระบุว่า กลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียรวมตัวไปประท้วงการเลือกตั้ง"

ทีแรกบังเดชก็งงๆ อยู่ว่าทำไมกลุ่มคัดค้านโครงการท่อก๊าซไปประท้วงการเลือกตั้ง มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร แล้วทำไมตนไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย หลังกินข้าวและอาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เลยชักชวนพรรคพวกออกไปดูสถานการณ์ในอำเภอจะนะ ปรากฏว่าเหตุวุ่นวายเกิดขึ้น จากนั้นก็มีตำรวจประมาณ 50 นายมาล้อมจับตนและคนอื่นๆ อีกรวม 4-5 คน แล้วแยกไปขังยังสถานีตำรวจตำรวจต่างๆ ตนเองถูกนำไปยังสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่

ความจริงก็คือเป็นการสร้างสถานการณ์ของคนบางกลุ่ม มีคนมาคอยยืนชี้ให้ตำรวจจับกุมแกนนำค้านท่อก๊าซ

"ซึ่งตอนนั้นผมก็มีชื่ออยู่ในบัญชีดำท่อก๊าซอยู่แล้ว นอกจากผมที่เป็น อบต.ก็มีคนที่เป็นสมาชิกสภาจังหวัดด้วยอีกคนหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเขายังอยู่ฝ่ายค้านท่อก๊าซ เมื่อเขาตั้งใจเล่นงานอย่างนั้นทำให้เมื่อไปถึงโรงพักหาดใหญ่ ตำรวจยศนายร้อยมาชี้หน้าด่าเลย หาว่ากลุ่มค้านท่อก๊าซอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วมันก็พาลไปถึงเรื่องศาสนา เราก็เอ๊ะ!..ถ้าอย่างนั้นมันเรื่องใหญ่" บังเดชบอกเล่าอย่างออกท่าออกทางประกอบพร้อมกับเสริมว่า

"ตอนนั้นผมอยู่ในกรงขัง เขาเป็นเด็กรุ่นน้องกว่า ผมเลยพูดว่า ถ้าอย่างนั้นมึงกับกู มึงอย่าคิดว่ามึงเป็นตำรวจนะ ให้มึงถอดหัวโขนออกก่อนแล้วเป็นชาวบ้านมาพูดกับกู มึงอย่าเอายศตำรวจมาขู่กู มันก็บอกว่าได้ พอได้เราก็ซัดเอาซัดเอา ผู้ต้องหาที่อยู่ในคุกด้วยกันตอนนั้นมีประมาณ 20 คนได้ตบมือกราวเลย ผมด่ามันจนมันเดินหนีไปเลย"

ถูกคุมขังและยัดเยียดข้อหา

บังเดชถูกจองจำในคุกอยู่ 3 วัน 2 คืน พร้อมกับถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์ว่า พยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ และสร้างความก่อกวนซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งบังเดชรู้ในทันทีว่าถูกยัดข้อกล่าวหาให้อย่างไม่เป็นธรรม เขานั้นจะไปพยายามฆ่าตำรวจได้อย่างไร ในเมื่อขณะถูกจับกุมก็อยู่คนเดียวและมือเปล่า ฝ่ายตำรวจเสียอีกที่มีเป็นร้อย แถมยังมีอาวุธครบมือกันทุกคน จากนั้นตำรวจจึงได้ส่งตัวไปฟ้องยังศาลจังหวัดสงขลา แต่ศาลก็สั่งยกฟ้องในที่สุด กลายเป็นว่าเขาถูกจับขังคุกฟรีๆ พร้อมๆ กับถูกแต่งแต้มรอยมลทินให้กับชีวิตอีกด้วย

บังเดชเล่าว่า เวลาที่กลุ่มชาวบ้านคัดค้านโครงการท่อก๊าซนี้เคลื่อนแต่ละครั้ง ก็ได้อาศัยหยัดยืนบนขาตัวเองมาตลอด มีการบริจาคค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถยนต์ ซื้อข้าวปลาอาหาร ตนเองก็พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่สามารถจะทำได้ หลายครั้งมีเวทีไฮปาร์คเขาก็ขึ้นไปพูด ถ้าจะบอกว่าเป็นแกนนำชาวบ้านกับเขาคนหนึ่งด้วยก็คงเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพราะค่อนข้างที่จะยืนอยู่ข้างหน้าคนอื่นๆ เขา

เกือบทุกครั้งที่กลุ่มชาวบ้านมีกิจกรรมที่ลานหอยเสียบมักจะมีเขาเป็นส่วนหนึ่งเสมอๆ การรวมตัวกันออกมายืนหนังสือหรือแสดงพลังคัดค้านเขาก็ไม่เคยพลาด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่รัฐบาลจัดฉากให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการนี้ถึง 2 ครั้งในปลายปี 2543 หรือเมื่อครั้งกลุ่มชาวบ้านปะทะกับตำรวจปราบจราจลช่วงคณะรัฐมนตรีสัญจรมาประชุมยังอำเภอหาดใหญ่ปลายปี 2545 ก็ตาม

ในช่วงที่ได้ร่วมกลุ่มชาวบ้านไปทำประชาพิจารณ์โครงการนี้ทั้ง 2 ครั้งนั้น บังเดชบอกว่า แทนที่จะให้ประชาชนได้มาออกความคิดเห็น แต่สำหรับรัฐบาลไทยเปิดเวทีทำประชาพิจารณ์เอาลวดหนามบ้าง เอาที่ขวางกั้นถนนบ้างมากันประชาชนไม่ให้เข้าร่วม แถมผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังออกมาพูดน่าเกลียดแบบไม่อายประเทศอื่นๆ เขาอีกด้วย

กรณีกลุ่มชาวบ้านเดินทางมาเพื่อต้องการยื่นหนังสือให้กับผู้นำรัฐบาลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เขาได้เห็นความป่าเถื่อนของอำนาจรัฐที่กระทำต่อประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม ได้เห็นกลุ่มคนที่มีอำนาจไล่ทุบตีประชาชนแบบไม่มีทางสู้ต่อหน้าต่อตา ไม่เฉพาะเพียงคนหนุ่มคนสาวเท่านั้นที่ถูกกระทำ แม้คนเฒ่าคนแก่และเด็กก็ไม่เว้น

"ขณะตอนนี้โครงการยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่ผลกระทบต่อจิตใจก็มีมากมายเท่านี้แล้ว มันทำให้เราท้อแท้ มองเห็นอะไรแต่ที่ไม่มีความเป็นธรรม มันเกิดผลกระทบแล้ว มันทำให้เครียด มันน่ารังเกียจ แต่ว่าเราก็ต้องพยายามทำใจให้ได้ เหมือนอย่างตำรวจที่ไม่เกี่ยวกับโครงการเลย มันไม่น่ามาทำร้ายชาวบ้าน แต่ตำรวจกลับถูกสั่งให้มาทุบตีชาวบ้านจนหัวร้างข้างแตก ทำให้มันนึกเกลียดตำรวจ แต่จริงๆ แล้วถ้าเรามาคิดว่า ถ้าตำรวจมีสำนึก ผู้ใหญ่สั่งมาไม่ทำก็ได้ หากตำรวจต้องทำตามผู้ใหญ่แม้ในทางที่ผิดอย่างนี้ประเทศชาติพังแน่ ประเทศชาติไม่ใช่ของนายกฯคนเดียว นี่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านอย่างหนัก"

บังเดชกล่าวว่า จากปัญหาต่างๆ ทำให้ตนคิดมาก กลับบ้านนอนแล้วเครียด "ทำไมจะไม่เครียด ผมพูดความจริง พี่น้องชาวลานหอยเสียบพูดความจริง ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ฟังบ้างเลย มองพวกเราเป็นตัวอะไร พวกเราไม่ใช่คนไทยหรือ หรือมองเราเป็นคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ มันดูถูกกันชัดๆ มีการข่มเหงน้ำใจกัน ถือว่าตัวเองเป็นใหญ่และมีอำนาจแล้วทำอะไรก็ได้ คนเราเมื่อเจอเรื่องที่ไม่ถูกต้องมันก็มีความเคียดแค้น มีความเกลียดเกิดขึ้น มีความชิงชังเกิดขึ้น"

บังเดชระบายความรู้สึก

"กลับบ้านตอนนอนไม่หลับ แต่เราก็มีสิ่งปลอบใจคือ เรามีพระเจ้าอยู่ในใจ ผมเคยเรียนศาสนามาเยอะและพบว่า ถ้าถึงที่สุดแล้วอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด และเชื่อว่าคนที่ทำดีจะต้องมีสิ่งดีๆ ตอบแทน และคนที่ทำชั่วก็ต้องได้รับภัยพิบัติ และถึงแม้จะเครียดแค้นอย่างไร แต่จะให้ไปปะทะ ไปเอาคืนที่เขาใช้อำนาจรัฐกระทำต่อชาวบ้าน ถ้าเราจะเอากำลังไปต่อสู้กับเขาก็คงไม่ไหว"

การที่ผู้มีอำนาจรัฐสั่งการให้ตำรวจเข้าไปตั้งค่ายใหญ่และเผชิญหน้ากับชาวบ้านลานหอยเสียบนั้น บังเดชบอกว่าเป็นการข่มขู่ข่มขวัญชาวบ้าน ที่ผ่านมาก็ทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับชาวบ้านต้องเจ็บปวดมามากพอแล้ว ทำไมไม่มาคุยกันด้วยเหตุผล ทำไมต้องย่ำยีน้ำใจชาวบ้าน

บังเดชบอกว่า ตนเองเคยถูกข่มขู่อยู่บ้าง แต่ว่าขู่ได้ไม่มาก เพราะเขาเป็นคนไม่เคยกลัวใคร ส่วนภรรยาและลูกๆ ก็เข้าใจที่ตนต้องทำแบบนี้ ภรรยาของเขาก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย และก็ออกไปร่วมค้านด้วยเหมือนกัน ลูกๆ ก็สนใจเรื่องนี้ด้วยต่างก็พยายามติดตามข้อมูลข่าวสาร แล้วก็มาเตือนเขาอยู่บ่อยๆ ว่าฝ่ายรัฐบาลเขาจะใช้ความรุนแรง เวลาจะไปไหนมาไหนก็ให้ระมัดระวังตัวด้วย

สิทธิชุมชน

จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียและส่งผลกระทบถึงชาวบ้าน บังเดชมีความรู้สึกอย่างรุนแรงในเรื่องนี้ว่า ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ทำไมเกี่ยวกับการให้สิทธิของประชาชนหรือของชุมชน เพราะที่ผ่านมารัฐบาล รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ทำไม่ถูกต้อง ทำอะไรที่ละเมิดสิทธิประชาชนและชุมชน แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีความผิด ทว่าประชนชนเสียอีกที่ต้องเผชิญกับเคราะห์กรรม ได้รับผลกระทบที่มีแต่เสียกับเสีย

บังเดชบอกว่า อย่างที่นายกฯทักษิณ ชินวัตร พูดในทำนองว่า ชาวบ้านจะค้านก็ค้านกันไป แต่อย่าไปขัดขวางการก่อสร้างโครงการ ให้ชาวบ้านนั่งค้านอยู่ตรงนี้ แต่ตรงโน้มเขาเดินหน้าทำไป อย่างนี้มันหลอกกันชัดๆ แล้วอย่างนี้เป็นธรรมแล้วหรือ ประชาชนและชุมชนได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้วหรือ ความจริงทุกฝ่ายน่าจะถอยกลับกันไปคนละก้าวแล้วหันหน้าพูดคุยกัน มาอธิบายและทำความเข้าใจกันก่อน ไม่ใช่รัฐบาลจะทำอะไรก็ทำไป จะขายประเทศชาติก็ขายไป ถ้าอย่างนี้ก็เป็นการเขียนกฎหมายด้วยมือ แล้วลบด้วยเท้านั่นเอง

"จริงๆ แล้วสิ่งที่ผมและและชาวบ้านทำนั้น เป็นความต้องการเดินไปสู่แนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้ ซึ่งก็คือ ให้เราได้อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง เราไม่ทำอะไรเกินไป ไม่ชอบสร้างความเดือดร้อนให้ใคร" นี่คือความคิดอันเป็นบทสรุปของ "เดช หมะเก".