นุจรีย์ บู่สาเมาะ(ซัลมา)
"ชีวิตจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว"

ตลอดคืนนั้น เด็กหญิง วัย 11 ขวบ ไม่ได้นอน เธอ น้องสาว และยาย อยู่บ้านอย่างหวาดหวั่น ขณะพ่อกับแม่ไปร่วมขบวนประท้วงท่อก๊าซ ที่หน้าโรงแรมเจ.บี. หาดใหญ่

ช่วงหัวค่ำ 20 ธันวาคม 2546 ซัลมานั่งดูภาพข่าวเหตุรุนแรงจากจอโทรทัศน์ จากความห่วงใย กลายเป็นวิตกกังวล เธอออกวิ่งไปในความมืด เพื่อบอกข่าวให้คนที่ยังอยู่ในหมู่บ้านได้รับรู้ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกคนรู้เหมือนกับที่เธอรู้ จึงออกมารวมตัวพูดคุยปรับทุกข์กันอยู่จนสว่าง

วันรุ่งขึ้น น้าชายกลับมาถึงชุดแรก เขามีบาดแผลถูกของแข็งตีบนไหล่ เจ็บหนักจนเดินแทบไม่ไหว เธอเห็นแล้วร้องไห้

"ซัลมา" เป็นลูกสาวคนโต มีชื่อจริงว่า ด.ญ.นุจรีย์ บู่สาเมาะ น้องสาวชื่อรุสาน่า นายยะกล ผู้เป็นพ่อเคยมีอาชีพประมงแต่หันมาขับรถสองแถวเพราะไม่มีเรือของตัวเอง ส่วนแม่ ฮามีด๊ะ ค้าขายเล็กๆน้อยๆ ทั้งพ่อแม่มีรายได้รวมกันเดือนละ 5,000 บาท พวกเขาอยู่มีภูมิลำเนาอยู่ บ้านเลขที่ 65 หมู่ 4 บ้านปากบาง ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา

เริ่มรับรู้ความขัดแย้งตั้งแต่เล็ก

เมื่อซัลมา เรียนหนังสือที่โรงเรียนปากบาง ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนชั้น ป.5 ต้องย้ายไปโรงเรียนบ้านนา ในตัวอำเภอจะนะอย่างกะทันหัน ด้วยเหตุขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับผู้อำนวยการโรงเรียน ฝ่ายชาวบ้านเห็นว่าครู ทำผิดฮูกมปากัต(กฏ) ของหมู่บ้านโดยนำวงดนตรีเข้ามาจัดแสดงในชุมชน อันเป็นเรื่องผิดวิถีของมุสลิมแห่งสะกอม สู้เรื่องนี้จนบานปลาย ผลคือเด็กส่วนหนึ่งจำต้องย้ายโรงเรียน ซัลมาเรียนอยู่ในระดับดี เธอชอบเรียนภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์มากที่สุด โตขึ้นอยากเป็นหมอ

"ฮามีด๊ะ" แม่ของซัลมายืนหยัดเรื่องฮูกมปากัต จนย้ายลูกสาวหนีผู้อำนวยการโรงเรียนเธอยอมเห็นว่าชาวบ้านสู้กับระบบราชการอย่างเป็นธรรมไม่ได้อยู่ดี เหมือนกับเรื่องอื่นทุกเรื่อง เธอเป็นคนสำคัญในการร่วมคัดค้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียมาตั้งแต่ต้น กระเตงลูกสาวไปลานหอยเสียบตั้งแต่ยังเยาว์ เด็กน้อยจึงรับรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เรียนอยู่ ป.3 ทั้งโดยตรงและผู้เป็นแม่กลับมาขยายความให้ฟัง ผิดกับที่โรงเรียนซึ่งไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ แม้แต่ประโยคเดียว

"หนูรู้ว่าถ้าเกิดโครงการท่อก๊าซในชุมชนของหนู บางทีอาจจะมีการปล่อยน้ำเสียลงสู่ทะเล ปลาตาย สัตว์น้ำที่อยู่ในทะเลตาย ทำให้ชาวบ้านในชุมชนที่มีอาชีพประมงมีปัญหา เพราะอาชีพประมงเป็นอาชีพหลักของชุมชน เมื่อรู้แล้วก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะทำให้ชุมชนแตกแยก" เด็กหญิง พูดช้าๆ ชัดๆ และว่าความแตกแยกนั้นเห็น อยู่ทั่วไปในหมู่บ้านให้เห็นอยู่แล้ว บางบ้านลูกคัดค้านโครงการฯ แต่พ่อแม่สนับสนุน พ่อกับลูกก็เลยต้องทะเลาะกัน บางครั้งทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือก็มี ในหมู่เด็กๆ ก็มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่พออยู่กันได้

"แบบว่าฝ่ายค้านมากกว่า ฝ่ายสนับสนุนน้อยกว่า พวกค้านชนะ แต่ก็ไม่โกรธนักหรอก"

ตั้งแต่รับรู้เรื่องราวท่อก๊าซ เด็กหญิงเข้าร่วมกับกลุ่มคัดค้านกับแม่อย่างเต็มที่ แม้ว่าเพื่อนบ้านบางคนบอกผ่านแม่เธอว่า อาจทำให้เธอก้าวร้าว หัวรุนแรง แต่แม่เป็นฝ่ายยืนยันกลับไปเองว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว

ร่วมแถลงการณ์เรียกร้อง

10 มกราคม 46 ครูเอียด(กรรณิกา ปานดำรงค์)จากองค์กรพัฒนาเอกชน พาซัลมาขึ้นไปที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้แสดงความคิดเห็นกรณีโครงการท่อก๊าซฯ

"หนูได้พูดว่าถ้ารัฐบาลจะสร้างโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ในชุมชนของหนู ให้มาดู 7 โรงงานที่ตั้งอยู่ในอำเภอจะนะ ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ยังแก้ไขอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องอากาศเหม็น" เธอเล่า

หลังเดือนมกราคม เธอได้ไปกรุงเทพฯอีก ที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และที่รัฐสภา ได้ร่วมแถลงการณ์ กรณีที่รัฐบาลประกาศจับพี่น้องกลุ่มคัดค้านโครงการท่อก๊าซฯ คำพูดในวันนั้นเธอยืนยันว่ามาจากความรู้สึกของตัวเองและยังจดจำทุกถ้อยคำได้ดี

"แถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี จับพ่อแม่พี่น้องหนูไปทำไม หนูได้อยู่กับปะกับมะ และมะแก่ ปะหาปลาจากทะเล มะแก่ปลูกผักให้หนูกิน ตั้งแต่รัฐบาลประกาศสร้างโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ปะกับมะไม่เคยได้อยู่บ้าน"

การไปร่วมกิจกรรมที่กรุงเทพฯ บ่อยครั้ง ทางโรงเรียนไม่พอใจนัก เพราะต้องขาดเรียน แต่เธอคิดว่ายังมีเหตุผลทางราชการที่เด็กน้อยอย่างเธอก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ ขณะที่ญาติพี่น้องไม่ยอมรับโดยเฉพาะถ้าไปเรื่องท่อก๊าซ โดยหันไปว่ากล่าวแม่ว่ากำลังฝึกให้ลูกเป็นคนก้าวร้าว แต่เธอก็ยังทำกิจกรรมที่แม่เห็นว่าถูกต้องแล้ว อย่างการไปเข้าค่ายศิลปะที่ดอนเมือง กรุงเทพฯ ร่วมกับเด็กที่มีปัญหาชุมชนตัวเองหลายจังหวัด คราวนั้นเธอวาดรูป ที่สื่อถึงปัญหาโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นภาพของเครื่องมือที่ใช้วัดผิวน้ำ กับพื้นดิน เพื่อเตรียมการก่อสร้างโครงการในอนาคตอันใกล้ เครื่องมือนี้มาตั้งให้เห็นอยู่ที่ทะเลหน้าบ้านของเธอ สร้างความอึดอัดทนทุกข์ใจให้ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้อย่างรุนแรง เธอใช้สีเทียน และสีน้ำ โดยต้องการสื่อให้รัฐบาลเอาอุปกรณ์นี้ออกไปจากทะเล พร้อมกับเรือทหาร ตำรวจ ที่มาลาดตระเวนในหมู่บ้าน เพราะเห็นแล้วน่ากลัว

"ในสายตาหนู แล้วไม่อยากให้มีสิ่งเหล่านี้เลย" เธอพูดแผ่วเบา ขาดห้วง และสั่นเครือ

ด้วยว่าก่อนหน้านี้ หมู่บ้านแห่งนี้เคยอยู่ สงบสุข สบาย ไม่เดือดร้อน ต่างคนต่างก็ทำมาหากินกันไป ไม่มีความขัดแย้งอะไร คนในหมู่บ้านจะเดินไปไหนมาไหนก็ได้ ไม่ต้องกลัวใคร แต่เมื่อตำรวจหลายร้อยคน มาอยู่ในหมู่บ้าน มีการลาดตระเวนกลางคืน ทุกคนไม่เคยสบายใจอีกเลย เด็กก็รู้สึกไม่ต่างกับผู้ใหญ่

"ที่ไม่บายใจคือว่า กลัวนายจะมาทำร้ายเรา" เด็กน้อยว่าไปตามความรู้สึก

ในที่สุดเธอได้เป็นตัวแทนเด็กไปอ่านแถลงการณ์ที่ค่ายตำรวจตระเวนชายแดนที่มาตั้งค่ายในหมู่บ้านว่า "อยากให้ลุงกับป้าตำรวจกลับบ้านไปอยู่กับลูก เพราะต้องจากลูกมาทำงานให้กับบริษัทเอกชน ตำรวจและทหารกินภาษีของประชาชน แต่ทำไมต้องมารับใช้บริษัทเอกชน"

ชีวิตไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว

แม่บอกซัลมาเสมอว่า ชีวิตจะไม่มีวันเหมือนเก่าอีกแล้ว ทุกวันนี้ ถ้ามีกิจกรรมอะไร เกี่ยวกับการคัดค้านโครงการท่อก๊าซแม่ต้องไป อาจต้องทิ้งลูกเอาไว้ที่บ้าน แม้จะเป็นเวลากลางคืน หรืออาจนำไปฝากให้อยู่กับยาย แม่อาจต้องไปเดินขบวน แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่จัดใกล้บ้านแม่จะพาซัลมาไปด้วย แถมตอนนี้แม่มีน้องอยู่ในท้องอีกคน ทำอะไรก็ยิ่งต้องคิดหนัก แม่บอกว่าบางทีไม่มีอะไรจะกินจะไปตลาดซื้อของ แต่ต้องผ่านทางค่ายตำรวจไม่กล้าไป

"แม่ถามตัวเองอย่างน้อยใจว่าทำไมต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ หรือความเกรงกลัวตำรวจฝังใจชาวบ้านทุกคน เพราะแค่เห็นตำรวจเดินทางลงพื้นที่มาเปลี่ยนเวร ชาวบ้านก็อกสั่นขวัญแขวนคิดว่าเกิดเหตุอะไรอีกแล้ว ถ้าเครื่องบินมาบินวน หลายคนเครียดจัด แม่กลัวว่าคนบ้านเราจะหากินไม่ได้เหมือนเดิม แม่ขายของถ้าคนจับปลาไม่ได้ แม่ก็ขายของไม่ได้ แม่คิดจะปลูกบ้านที่ตรงนั้น ก็ไม่กล้าปลูกแล้ว เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แม่เคยไปที่มาบตาพุด เห็นเด็กที่โน่นเป็นลม ที่บ้านเราเคยมีคนไปทำงานโรงงาน แล้วดมสารแอมโมเนียอยู่นานแบบไม่รู้ตัวจู่ๆเขาก็ตาย" เธอเล่า

เด็กในหมู่บ้านก็แยกเป็นสองฝ่าย

หลังโครงการฯเข้ามาเด็กในหมู่บ้านแยกออกเป็นสองฝ่าย เหมือนกับผู้ใหญ่ แต่พวกเขาก็ยังเล่นกัน แม้จะถกเถียงกันบ้าง อย่างพวกหนึ่งถามพวกสนับสนุนว่าทำไมไม่ค้าน อีกฝ่ายก็ถามตรงกันข้าม แต่เขาก็ยังเล่นกันอยู่ดี เด็กชายวัยเดียวกับซัลมาชอบเล่นลูกข่าง ส่วนซัลมามีเพื่อน 7-8 คน ชอบเล่นลูกแก้ว มักพบปะกันหลังกลับจากโรงเรียนในช่วงเย็น ถ้าเป็นวันหยุดเธอต้องช่วยแม่ล้างชาม ซักผ้า หุงข้าวเสร็จแล้วไปเรียนศาสนาที่มัสยิดใกล้บ้าน เวลากลางคืนอ่านอัลกุรอานถึง 2 ทุ่ม

"เด็กไม่ทะเลาะกัน" เธอพูดเพราะเป็นเรื่องจริงขณะนี้ หรือคาดหวังให้เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ไม่อาจเดาใจ แต่เห็นว่าเด็กที่นี่ ทุกคนยังมองโลกในแง่ดีอยู่ พวกเขารอประเพณีรายาที่เวียนมาถึงทุกปีอย่างมีความสุขอยู่เหมือนเดิม เพราะเป็นเวลาแห่งความสนุกสนาน ในวันนั้นทุกคนจะมาละหมาดกันล้นมัสยิด คนที่อยู่ไกลต่างถิ่นไม่ค่อยได้กลับบ้านก็จะกลับมา คนที่ทะเลาะกัน ต้องกลับมาคืนดีกัน เรียกว่ามา "มาอัฟ" 14 กัน ที่เคยพูดผิดพูดถูก บาดหมาง ก็มากอดคอร้องไห้ เข้าแถวพบกันหมด นั่นเป็นภาพในอดีตแต่ต่อไปนี้ ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แม้เด็กจะเห็นไม่ตรงกัน แต่สำหรับผู้ใหญ่เป็นเรื่องยากเกินอธิบาย อย่างเช่นปู่

ปู่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งในตำบลสะกอม ก่อนจะมีเรื่องท่อก๊าซเข้ามาซัลมาถือเป็นหลานรักคนหนึ่งของปู่ เธอเกิดใหม่ๆ พ่อยังพาไปที่โน่น วันไหนที่ว่างทั้งพ่อแม่ น้องสาวและเธอ จะหาโอกาสไปนอนที่บ้านของปู่ ทีละ 2-3 คืน จึงถือว่าโตมาที่บ้านปู่ ปู่เป็นคนแก่ที่ไม่ค่อยพูด แต่เวลาที่ได้พบกันทุกคนจะรู้สึกอบอุ่น แกจะชวนกินข้าว และให้นอนพักอยู่ที่บ้าน ช่วงปิดเทอมซัลมาจะไปอยู่เป็นเพื่อนปู่ได้หลายวัน

"ไปอยู่กันให้อุ่นๆ ปู่มีหลานหลายคน"

แต่พอญาติพี่น้องไปอยู่ฝ่ายสนับสนุนโครงการฯ ซัลมาก็ไม่มีบรรยากาศเหล่านั้นเหลืออยู่อีก

"ทุกวันนี้ การไปหาปู่ จะไปได้ไม่นาน เพราะความคิดไม่ตรงกัน ก็ไม่สบายใจต่อกัน เมื่อพูดกับแม่หรือพ่อเขาบอกว่าถ้าถูกจับปู่จะไม่สนใจ ไม่ช่วยประกันตัว" เมื่อพูดถึงปู่ เธอเหมือนจะออกเสียงให้เบาที่สุด และหันไปหาแม่ที่นั่งอยู่แถวนั้น เพื่อขอความเห็นบางอย่าง

ฝ่ายปู่นั้นถือข้างสนับสนุนมากจนเกินอธิบายอะไรได้ เพราะในหมู่ 9 ตำบลสะกอมนั้น คนส่วนใหญ่เลือกอยู่ฝ่ายสนับสนุน จึงคุยกันไม่รู้เรื่อง ฝ่ายสนับสนุนก็ย่อมต้องว่าดีแต่ซัลมาเห็นตรงกันข้าม ในการนั่งคุยกับญาติผู้ใหญ่ที่บ้านปู่ คนหนึ่งยกตัวอย่างว่า เมื่อชาวประมงไม่ได้ออกเรือ ทาง ปตท. จะชดเชยให้วัน 300 บาท แต่แม่แย้งว่า คนออกเรือได้วันหนึ่งอาจถึง 1,000 บาท หรือมากกว่านั้น แล้วมันจะคุ้มกันหรือ พูดได้ไม่นานก็เถียงกันหน้าดำหน้าแดง ไม่เฉพาะเรื่องท่อก๊าซแล้วทีนี้ มีเรื่องอื่นเข้ามาผสมโรง อย่างเรื่องการทะเลาะกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่ทำผิดฮูกาปากัตของหมู่บ้านจนเธอต้องย้ายโรงเรียน ก็ต้องขุดคุ้ยกันขึ้นมา ตั้งแต่วันนั้นครอบครัวของซัลมาจึงไม่ค่อยได้ไปหาปู่อีก นอกจากไปดูแล ซื้อของกินไปฝากแล้ว ก็รีบกลับหลีกเลี่ยงจะคุยกับใคร เพราะคุยแล้วตามมาด้วยเรื่องเครียดทุกครั้ง

"ครั้งหนึ่งระหว่างนั่งกินข้าวด้วยกันกับญาติฝ่ายพ่อ ที่บ้านของปู่ พวกเขาเล่าถึงการที่ได้ไปทำงานก่อสร้างให้ ปตท. ว่าได้กี่บาท พ่อเราไม่ชอบฟัง พูดว่าทำก่อสร้างจะได้สักกี่บาท เมื่อโรงแยกเสร็จแล้วก็ไม่คุ้มค่า ก็เลยทะเลาะกันอีก"

รักษาบ้านเกิดไม่ใช่สิ่งผิด

แม่พยายามปลูกฝังซัลมาอยู่เสมอว่าถึงอย่างไร ความเป็นพี่น้อง ความเป็นลูกเป็นพ่อก็ยังเหมือนเดิม โครงการฯจะเสร็จหรือไม่เสร็จ ก็ยังเป็นพี่น้อง ไม่ได้ตัดขาด แม่บอกว่าคนที่สนับสนุนโครงการก็เป็นเรื่องของเขา เป็นสิทธิของเขา แต่แม่ก็โดนดีจนได้

ในคืนหนึ่ง แม่นอนหลับอยู่ ได้ยินเสียงเอะอะหน้าบ้าน เมื่อตื่นขึ้นจึงรู้ว่าน้าชายคนหนึ่งเมาแล้วมายืนด่าแม่อยู่ด้วยเสียงอันดัง ในความมืด เสียงดังจนได้ยินกันทั่ว

"เออ ไปอยู่ค้านทำอะไร ได้อะไรที่ไปอยู่ฝ่ายค้าน คอยดูจะถูกตำรวจจับ"

ในความมึนเมาของญาติชายคนนั้น เขายังพูดฝากให้ยายได้ยินว่า จะต้องเกลี้ยกล่อมให้แม่เปลี่ยนใจให้ได้ กว่าที่เรื่องจะร้ายแรงไปกว่านี้ ซัลมาเห็นแม่กลัว เพราะคืนนั้นพ่อไม่ได้อยู่บ้าน แต่วันหลังถัดมา แม่ก็สอนเธอว่าไม่ต้องไปกลัวอะไรทั้งนั้นการที่จะถูกตำรวจจับ ต้องมีความผิด แต่แม่ไม่ได้ทำผิด แม่บอกว่าการพยายามรักษาบ้านเกิดไม่ใช่สิ่งผิด การออกมาคัดค้านโครงการฯ ไม่รู้ว่าจะบังเกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ แต่การทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ถือว่าถูกต้องแล้ว เธอเชื่ออย่างแม่ว่า และยืนยันการกระทำด้วยรูปถ่ายใส่เสื้อแดง คาดผ้าแดงในกลุ่มผู้ประท้วงโครงการฯที่ผ่านมา ที่เธอจะนำไปเล่าให้คนภายนอกที่ไม่เข้าใจ หรือลูกหลานในภายภาคหน้าได้ฟังต่อไปว่าเกิดอะไรขึ้น ในยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ และพร้อมจะยืนยันว่าที่รุ่นเธอและพ่อแม่ทำไม่ใช่สิ่งผิด

"แม่กลัวชุมชนล่มสลาย แม่จะเคร่งศาสนามากเด็กดีต้องศาสนานำ จึงให้หนูเรียนศาสนาคู่กับวิชาสามัญ กลางวันไปเรียนโรงเรียนสามัญกลางคืนต้องเรียนศาสนา แม่ว่า ศาสนานั้นทำให้รู้ดีรู้ชั่ว " เธอเล่า การที่เธอหยุดคลุมฮีญาปทุกวันนี้ นั้นเป็นข้อกังวลต่อแม่อย่างมาก นี่เป็นจุดเริ่มของความเปลี่ยนแปลง ถ้าโรงงานเกิดขึ้นคนต่างถิ่นเข้ามาอาศัย คาราโอเกะเข้ามา ยิ่งเป็นความกลัวอย่างฝังใจ

ทุกวันนี้ เมื่อซัลมาไปโรงเรียน จะถามเพื่อนว่าค้านโครงการท่อก๊าซหรือไม่ ถ้าไม่ค้าน เธอจะชวนเพื่อนคนนั้นมาเที่ยวที่บ้านและที่ลานหอยเสียบ เพื่อพยายามจะบอกความจริงบางอย่างที่คนนอกยังไม่รู้ ทุกวันเธอนั่งรถสองแถวพ่อไปโรงเรียน และผ่านโรงงาน 7 โรง ที่ยังเหม็นสุดทนอยู่อย่างนั้นมานานแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ .

ฮามีด๊ะ แม่ของซัลมา ก่อนเธอเคยทำงานเป็นฝ่ายควบคุมคุณภาพอาหาร ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจะนะ ครั้งหนึ่งก้มลงล้างถังคลอรีนและเป็นลมหมดสติไป เคยถูกเจ้าของโรงงานสั่งให้เทสารเคมีอันตรายลงในคูน้ำ ต่อมาเธอลาออกมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ และ และช่วยสังคมโดยรับเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน

เธอเล่าว่า เดิมพี่น้องที่นี่มีความสามัคคีสูง มีอะไรก็ช่วยงานกันตลอด สร้างมัสยิดสักลูกไม่ต้องออกเงินค่าจ้างแรงงานแม้สักบาท โรงเรียนก็จะช่วยกันสร้าง โดยคนที่มีฝีมือทางช่างจะผลัดกันไปช่วยคนละวันต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย ส่วนคนที่ไม่มีฝีมือทางช่างก็ออกแรง ก็จะกำหนดเวรว่าครัวเรือนใดจะไปวันไหน วันจันทร์กี่ครัวเรือน วันอังคารกี่ครัวเรือน แต่วันนี้ เกิดความแตกแยก คนที่นั่งละหมาดในมัสยิดต้องแบ่งกลุ่มกันนั่ง เป็นกลุ่มสนับสนุนท่อก๊าซกับกลุ่มคัดค้าน

"ไม่มีที่ดีให้กับชุมชนเลย เริ่มตั้งแต่โรงแยกก๊าซยังไม่ขึ้น ย่ำแย่มากๆ ขัดกันขนาดที่ว่าผัวสนับสนุนเมียค้าน หรือผัวไม่พอใจที่เมียไปลานหอยเสียบ ไปเดินขบวน วันไหนที่ผัวไม่พอใจก็ทะเลาะกับเมียไม่ให้ไป มันหนัก กระทบกับครอบครัวมาก"

เธอเป็นแม่ค้าในชุมชน จึงเห็นภาพว่า คนสนับสนุนโครงการฯ จะไม่ซื้อของจากคนที่เอนเอียงไปเป็นฝ่ายค้าน ในเด็กแม้เธอสอนลูกให้ดีกับทุกคนเหมือนเดิม เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นแบบไหนก็ได้ แต่เธอก็เห็นเด็กคนหนึ่งที่เคยเล่นด้วยกันกับอีกคนหนึ่ง แต่วันนี้ได้ห่างเหินกันไปเพราะพ่อแม่ทั้งสองคนไปอยู่คนละฝ่าย เด็กก็พลอยไม่ได้คบหากันไปด้วย

"ตอนที่ซัลมาไปร่วมกิจกรรม ใบลาจากกรุงเทพฯ มาถึงที่โรงเรียนช้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเขาไม่พอใจ เขาว่า อ้อ ไปเรื่องนั้นอีกแล้ว เขาไม่เห็นด้วยกับเด็ก" ฮามีด๊ะ ว่าแต่เธอเห็นพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกไปในทางที่ดี จากการที่เข้าร่วมกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการกล้าแสดงออก กล้าพูด เขานำประสบการณ์ไปใช้ในโรงเรียน จนได้พูดหน้าห้องเป็นประจำ ตอนหลังครูจึงมาเห็นด้วย

"แล้วแต่ก่อนทำไมไม่เห็นด้วย" เธอสงสัย และบอกว่าที่ผ่านมาสอนลูกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง รับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง โดยคาดหวังว่าวันหน้าจะต้องอยู่กับคนอื่นในสังคมใหญ่ต้องไม่เห็นแก่ตัว ช่วยเหลือคนอื่น

บทเรียนจากการคัดค้านโครงการ

การกระเตงลูกไปร่วมกระบวนการคัดค้านที่ลานหอยเสียบ เธอคิดว่าน่าจะหล่อหลอมให้เขาเรียนรู้อะไรมากขึ้น ลูกมีส่วนสำคัญหลายเรื่องอย่างเช่นการเขียนป้าย เธอผลักดันให้ลูกทำทุกอย่างที่ทำได้ และตระหนักว่าเด็กก็มีพลังที่จะทำเรื่องอย่างนี้ไม่แพ้ผู้ใหญ่ และต้องช่วยกันทุกคนจึงจะสำเร็จ

"ตอนที่ไปเรื่องท่อก๊าซทิ้งไว้กับยายก็เป็นห่วง แต่มันจำเป็น กับแม่ฉันแกก็ไม่พอใจนักที่ไปค้านท่อก๊าซ แกบ่นน้อยใจว่าแกเป็นคนแก่คนหนึ่ง พูดอะไรแล้วเด็กมันไม่ฟัง แกไม่อยากให้ฉันไปค้าน แต่พี่น้อง 4 คน เราค้านโครงการนี้ทุกคน ต่างจากฝั่งญาติพ่อซัลมา นั่นเขาสนับสนุนโครงการทุกคนเหมือนกัน ที่แม่ว่าเราก็จริงบางครั้งเราทุ่มเวลาให้กับตรงนั้นมากเกินไป บางครั้งไปลานหอยเสียบ ลูกกลับจากโรงเรียนแล้วก็ไม่พบแม่ บางครั้งต้องเดินทางไปสัมมนาถึงเชียงใหม่ และบ่อยครั้งไปธุระเสียที่อื่น กลับมาก็เห็นลูกหลับแล้ว แม่ก็ว่า ..เออให้เวลากับที่บ้านบ้าง" เธอพูดเศร้า

ความขัดแย้งในครอบครัว เริ่มต้นตั้งแต่โครงการท่อก๊าซ มาปรากฏตัวที่นี่แล้ว เธอมีโอกาสรู้ข้อมูล และคัดค้านก่อนสามี ซึ่งขณะนั้นยังออกทะเลจับปลา ไม่ได้ขึ้นฝั่งมาขับรถรับจ้างอย่างทุกวันนี้ ตอนนั้นสามียังไม่เห็นด้วยที่เธอมีท่าทีอย่างนี้ วันหนึ่งเธอไปค้านโครงการที่ลานหอยเสียบไม่กลับบ้าน จึงมีเรื่องระหองระแหงกันพอสมควร แต่ภายหลังสามีเห็นด้วยจึงคลี่คลายไปในทางที่ดี

เมื่อเห็นซัลมาพูดว่าอยากให้สถานีอนามัยมาตั้งอยู่ในหมู่บ้าน เธอเห็นด้วยเพราะสถานีอนามัยนั้นอยู่ไกลหมู่บ้านไปมาก ฮามีด๊ะสังเกตอย่างหนึ่งว่าคนสะกอมในอดีตมีสุขภาพดีกันทุกคน ไม่มีโรคร้าย หรือคนติดยา อาจเป็นเพราะว่าคนสมัยก่อนอยู่กับธรรมชาติทำสวน ปลูกผัก กินเอง แต่ตอนหลังชาวบ้านเลือกที่จะเข้าไปทำงานในโรงงานโดยเฉพาะหนุ่มสาวยุคใหม่ จะพบว่าหลายคนมีปัญหาเกี่ยวกับปอดและระบบหายใจ โดยเฉพาะคนที่ทำงานโรงงานติดต่อกันยาวนาน บางคนมีอาการหายใจยาก อึดอัด จนต้องออกจากงาน มีชาวบ้านคนหนึ่งไปทำงานโรงงานที่ระยองอยู่หลายปี กลับมาด้วยอาการคัน เพียงวันถัดมาเขาก็มองไม่เห็น ทั้งที่ลืมตาปกติ จึงต้องกลับมาอยู่สะกอมจนทุกวันนี้ ...ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่กลัวโรงงานอุตสาหกรรม และห่วงผลกระทบไปถึงรุ่นลูกหลานอนาคต

ความกังวลเรื่องสุขภาพ

โครงการท่อก๊าซ-โรงแยกก๊าซ ยังไม่เกิดและยังไม่ชักแถวอุตสาหกรรมตามมา แต่เธอเห็นว่าเกิดกระทบกับสุขภาพแล้วอย่างมากมาย สำหรับเธอรับผลกระทบทางสุขภาพจิตมาเต็มๆ

"คืนนั้นนอนอยู่บ้าน แฟนไม่อยู่ไปธุระที่อื่น มีคนมาด่าที่ไปค้านท่อก๊าซ นอนไม่หลับเลยเพราะกลัว คนที่มาด่าเราก็รู้จักนั่นแหละ แต่เขาเมา เราก็กลัว เขามาด่าที่หน้าบ้าน เราก็กลัวเขาจะพังบ้านเข้ามา เขามาจากที่ค่ายตำรวจ คิดว่าคงถูกเป่าหูมา แต่มารู้ทีหลังว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่มอมเหล้าแล้วให้ข้อมูลมา มาด่าเรา รับไม่ได้เลย ตอนหลังก็พอลดความกลัวไปได้บ้าง แต่เราจะไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว เพราะพวกสนับสนุนมองเราว่า เป็นตัวหนึ่งที่ถ้ามีอะไรเขาก็จะจับได้เลย" เธอเล่า แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะค้านโครงการนี้ชนิดที่เธอว่าจนหน้าทรายกลบหน้า เพราะคิดว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่และโรงแยกก๊าซขึ้น จะได้มีเหตุผลบอกลูกว่าทั้งพ่อและแม่ได้ค้านกันสุดกำลังแล้ว ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ถ้าไม่เกิดผลอย่างหนึ่งอย่างใดก็ไม่รู้ทำอย่างไรแล้ว

"ทางอิสลามเขาว่า อัลฮัมดินละห์ คือสุดแต่พระเจ้า" เธอว่าอย่างนั้นดีกว่าจะต้องตอบคำถามลูกหลังมีปัญหาภายหลังว่าทำไมไม่คัดค้าน ปล่อยให้เกิดขึ้นเป็นปัญหาทำไม วันข้างหน้าเธอทำใจเอาไว้

"มีอยู่ครอบครัวหนึ่งอยู่ริมทะเล ไม่มีทรัพย์สินอะไรสักอย่าง ที่ดินไม่มี เรือลำเดียวหาเลี้ยงลูก 7 คน เขามาร้องไห้กับฉันว่า ถ้าโรงแยกเสร็จ ถ้ามีการปิดอ่าว เขาไม่มีอะไรให้ลูกกิน เขาเคยซื้อข้าวสาร แต่ไม่ต้องซื้อกับข้าว เพราะเอาปูเอาปลามากิน พอมีเงินเหลือ ถ้าปิดอ่าวเขาว่า แล้วกูจะเอาอะไรกิน ลูกกูจะกินอะไร ถ้าต้องทิ้งทะเลไปตัดยางก็ตัดไม่เป็น ปลูกผักปลูกหญ้าทำไม่ได้ ที่ดินที่อยู่ยังเช่าเขา"

หลังจบ ป.6 ที่จะนะ ฮามีด๊ะวางแผนส่งซัลมาไปเรียนต่อ ม.1 ที่โรงเรียนศานสนูปถัมป์ ที่ปัตตานี โดยเรียนศาสนาควบคู่ไปกับวิชาสามัญ.


เชิงอรรถ

14 "มาอัฟ" : ขออภัย ขออโหสิกรรม