![]() งอย หมะเด "บ้านเราขัดแย้งกันมาก คงไม่มีที่สิ้นสุด"
"บ้านเราขัดแย้งกันมาก คงไม่มีที่สิ้นสุด" งอย หมะเด วัย 63 ปี อยู่ที่76/2 หมู่ 2 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา นั่งมองปรากฏการณ์ที่เป็นอยู่อย่างสิ้นหวัง เขาคืออดีตโต๊ะคอเต็บ 15 แห่งมัสยิดตลิ่งชัน แต่มาวันนี้การเข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ ในชุมชน อดีตผู้นำศาสนาอย่างเขาต้องระมัดระวังท่าทีอย่างยิ่ง "ถ้าเขาไม่มาบอก ไม่กล่าวก็ไม่ไปเด็ดขาด ยกเว้นการตาย ไปละหมาดให้ อันนี้ไม่เชิญก็ต้องไปอยู่ไม่ว่าใคร แต่ถ้าเป็นงานบุญ กินเลี้ยงนี่ไม่ไป แต่พอไม่ไปก็ทำตัวลำบากอีกแบบ คนไปเที่ยวพูดนินทาลับหลังว่าโต๊ะไบ(คนมีความรู้ทางศาสนา) พอแกงวัวแกงแพะไม่บอกมันก็ไป ผมเลยเฉยเสียมากกว่า" ป๊ะงอย หมะเดสะท้อนความรู้สึก หมู่บ้านเคยอยู่ด้วยความสงบสุขมาช้านาน ทุกวันนี้ห่างไกลจากอดีตมาเกินคาด "หลานผมเอง ผมยังไม่กล้าไปบ้านเขา หลังจากที่เขาไปอยู่ฝ่ายสนับสนุนท่อก๊าซ" เขาเล่าด้วยแววตาปลงตก เชื่อว่าความขัดแย้งจะทวีขึ้น ตามปัจจัยผลประโยชน์ เมื่อครอบงำคนส่วนหนึ่งได้แล้ว ชาวบ้านที่อยู่ภายใต้อิทธิพลดังกล่าว จะชี้ไปทางไหนพวกเขาก็พร้อมจะเอาด้วยทั้งนั้น เรื่องหลักการศาสนาพูดถึงก็ไม่ค่อยมีคนฟัง ป๊ะงอยอยากจะบอกว่า การที่ปตท.ลงมามอบสิ่งของให้มัสยิดอยู่ตลอดเวลาขณะนี้ ไม่ใช่ด้วยศรัทธาที่จริงใจแต่อย่างไรไม่ แต่หวังผลตอบแทนขนานใหญ่มากกว่า ความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อันเกิดกับมุสลิมที่ตลิ่งชัน หลังโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ยึดเอาที่นี่เป็นหัวหาด และชาวบ้านแบ่งออกเป็นฝ่ายที่เห็นด้วยสนับสนุนโครงการ และฝ่ายไม่เห็นด้วยคัดค้านโครงการ เมื่อพวกเขาต้องเข้าไปละหมาดในมัสยิด ก็จะแบ่งกันนั่งคนละฟากอย่างชัดเจน ดีว่าในศาสนกิจประจำวันดังกล่าว ไม่ต้องพูดจาวิสาสะอะไรกันมาก ต่างคนต่างทำแล้วบ่ายหน้ากลับไป บ้านใครบ้านมัน ความปรองดองจึงเป็นเรื่องเพ้อฝันสำหรับหมู่บ้านนี้อย่างแท้จริง "ผมบอกคนจะนะที่เป็นลูกน้อง ปตท.แล้วว่าสิ่งที่นำมาให้เราเป็นโครงการที่กระทบกับพี่น้องทั้งเพ เอามาลงทำไมไม่เอาโครงการดีๆมาละ อย่างสนามกีฬา ที่ลานหอยเสียบนั่นก่อนท่อก๊าซจะมา เคยมีความคิดที่จะตั้งโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม นั่นละ มีสนามกีฬาด้วย ไม่รู้อย่างไรเขาไม่ให้" ป๊ะงอยบอกว่า อยากเห็นความเจริญเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ โรงแยกก๊าซ ที่กำลังจะเกิด ชีวิตในวัยเด็กป๊ะงอยเกิดที่นี่ โตที่นี่ อยู่ที่นี่ ป๊ะของเขาเองยังมีชีวิตอยู่ อายุ 107 ปี พ่อแม่พี่น้องสืบเชื้อสายชาวประมง เห็นทะเลตลิ่งชัน จนรู้ว่าตรงไหนคือหาดทรายที่เพิ่งเกิดขึ้นในชั่วไม่กี่สิบปีหลัง "ผมเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านตลิ่งชัน สมัยนั้นโรงเรียนมุงใบจากกับใบมะพร้าว ครูมี 4 คน ผมจบ ป.4" ตอนเรียนอยู่ชั้นป.1 เขาช่วยพ่อเลี้ยงวัวด้วย ก็แถวทุ่งหญ้าละแวกลานหอยเสียบ บริเวณที่สร้างโรงแยกก๊าซนั้น อดีตเคยเป็นสายน้ำ น้ำลึกจนต้องมีสะพานข้ามไปมา ถ้าให้ฝูงวัวผ่านไปต้องต้อนให้ว่ายน้ำข้าม ส่วนที่ตำรวจมาตั้งค่ายเพื่ออารักขาโครงการฯ เคยเป็นทางเดินระหว่างหมู่บ้าน มีไม้เคี่ยมเรียบเป็นสะพานข้ามน้ำ ละแวกนั้นเคยมีป่าพรุ ต้นเสม็ดขนาดใหญ่ และต้นไม้ใหญ่ ที่ชาวบ้านเรียกว่า "บักอุงช้าง" 16 เป็นต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่มาก มีฝูงนกจะมาเกาะอาศัยอยู่มากคล้ายต้นไทร เขาจำความเรื่องนกได้ดี เพราะเป็นคนชอบนกมาตั้งแต่เด็ก หลายปีหลังเขาเป็นนักเพาะนกเขาชวามีชื่อคนหนึ่งของจะนะ และเชื่อว่า ถ้าโรงแยกก๊าซมาตั้งที่นี่การเลี้ยงนกเขาน่าจะสิ้นสุด เพราะเคยไปดูงานที่มาบตาพุด เมื่อลงไปเดินดูตามป่าละเมาะ ไม่พบนกชนิดไหนแม้แต่ตัวเดียว แสดงว่านกได้หนีโรงงานไปอยู่ถิ่นอื่นที่ไม่รบกวนความเป็นอยู่ของมัน หลังจบ ป.4 เขา ไปเรียนศาสนา ในตัวอำเภอจะนะ 2 ปี ก่อนขยับห่างจากหมู่บ้านไกลไป เรียนศาสนาที่โรงเรียนผาสุขอิสลามบ้านควนมีด อยู่ถึง 7 ปี ครั้นวางแผนว่าจะไปเรียนต่อที่อื่นอีก แต่ที่บ้านไม่มีทุน จึงหวนกลับบ้าน จนแต่งงานเมื่ออายุ 27 ปี เริ่มออกทะเล และทำนา ประมง เป็นอาชีพที่ทำรายได้เลี้ยงครอบครัว ต่อมาเมื่อเขามีลูกสาว 3 คน และชาย 1คน เงินจากการหาปลาสามารถส่งลูกเรียนจบปริญญา 3 คน แต่การทำนาก็สำคัญ เพราะได้ข้าวมากิน นาของเขาได้ผลดีพอควร ทำจนได้ออกซากัต 17 ตามหลักศาสนาอิสลามที่กำหนดว่า ปีไหนทำนาได้ข้าวมาก 1,000 เลียง หรือ 60 ชั่ง ให้ออกซากัตแบบ 100 ชัก 10 คือได้ 100 เลียงให้ออกซากัตไป 10 เลียง ป๊ะงอยทำประมงจนอายุล่วงวัย 50 ปี จึงส่งเรือต่อให้ลูกเขยคนโต ส่วนงานในนา ก็เลิกหลังจากกลับจากไปแสวงบุญที่เมกกะ ได้ 2 ปี เป็นจังหวะเดียวกับคนอื่นในหมู่บ้านเลิกทำนาด้วยเหมือนกัน การทำนาไม่สามารถทำอย่างโดดเดี่ยวได้ เพราะหนูจะระบาดกัดกินต้นข้าวอยู่แปลงเดียว เขาพบว่าในปีสุดท้าย จากที่เคยทำข้าวได้ บิ้งละ300 เลียงลดเหลือเพียง 60 เลียง ค่าจ้างรถจักรไถนาก็แพงขึ้นอย่างมาก เมื่ออายุ 40 ปี เขาเคยไถนากับวัวจนเป็นลมคาบิ้งนา เขานอนพักและลุกขึ้นมาไถต่อได้ แต่วาระอย่างนี้ เขาไม่สามารถลุกขึ้นมาทำนาต่อไปได้อีก "ทุกวันนี้ซื้อข้าวสารกันทั้งหมู่บ้าน" เขาเล่าตอนจบของการทำนา และได้ประสบการณ์ใหม่ว่าข้าวที่ไม่ได้ปลูกเอง เป็นบ่อเกิดของโรคภัยแบบใหม่ ข้าวสารเหล่านั้นมักผสมสารเคมีกันมอดแมลง คนในหมู่บ้านจึงมีอาการเจ็บป่วยมากขึ้นโดยเฉพาะโรคอัมพาต ทั้งที่เมื่อก่อนไม่ค่อยมีคนเจ็บป่วยอะไรแบบนี้ ใครจะไม่เชื่อแต่ป๊ะงอยเชื่อเรื่องนี้ ว่าจะต้องเกี่ยวข้องกันแน่ เพราะไม่มีเหตุอื่น ทะเลคือชีวิตทะเลยังเป็นชีวิตสำหรับครอบครัวหมะเด อาชีพประมงสืบต่อไปถึงครอบครัวลูกสาวคนโต หลังจาก ที่มีการจ้างคนในหมู่บ้านไปเป็นคนงานในการเตรียมขึ้นโรงแยกก๊าซ เจ้าของเรือหลายคนไม่มีคนงานไปช่วยเป็นลูกมือออกทะเลอีก เหตุผลง่ายๆ ของคนที่ทิ้งทะเลไปเป็นกรรมกรรับจ้างแบบใหม่ คืออยากทำงานที่มีหน้ามีตา ไม่จำเจ จากสิ่งที่ทำมานาน แม้ค่าจ้างจะน้อยกว่า และยอมไปเป็นลูกไล่เขา "อาชีพประมงทำรายได้ดี ถ้ารู้จักประหยัด ไม่ติดหนี้ติดสินเถ้าแก่ ส่วนมากแล้วคนบ้านเราเอาเงินเถ้าแก่ไปซื้อเรือมาก่อน สมัยนั้นขอเถ้าแก่มา 3 หมื่นก็ได้ แต่ซื้อเรือจริงต่อรองเหลือลำละ 7 พัน เถ้าแก่เขาก็ไม่บีบบังคับอะไรหรอกถ้ามีก็ให้ ไม่มีก็ไม่ให้ นั่นสมัยก่อนนะ สมัยนี้ลำละเป็นแสน" ป๊ะงอยเล่า คนที่นี่รู้วิธีจับปลา ตามแบบวิธีกันมา จากรุ่นสู่รุ่น บางคนออกทะเลไปกับเพื่อนก็รู้เองว่าตรงไหนปลามาก เมื่ออยู่ในผืนน้ำอันกว้างใหญ่ก็ หมายเอาต้นสน ตลิ่ง หรือยอดควน เป็นตำแหน่ง เป็นภูมิปัญญาชาวประมงที่สืบทอดกันมา แต่ปัจจุบันทั้งปลา กุ้ง หมึก ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย ดีว่าสินค้าทะเลเหล่านี้ราคาแพงขึ้น ชาวประมงจึงคิดว่ายังไม่มีอาชีพไหนจะดีกว่าหากินในทะเล อย่างน้อย ไม่เป็นลูกจ้างใคร และทำงานสูงสุดเพียง 5 ชั่วโมงต่อวัน มักออกไปบ่ายสามโมง เข้าฝั่งค่ำ "ทุกวันนี้ผัวไปรับจ้างปตท. เมียไปทำงานโรงงานเสียแล้ว มาพูดว่าได้เบี้ยดีกว่า เขาเป็นวัวลืมตีน ผมว่าออกเลไม่รวยจริง แต่ไม่อดและไม่ต้องเป็นลูกทาสใคร เถ้าแก่นายทุนแต่ก่อนเขาไม่ได้ขู่อะไรเรา จะให้เขาคืนเมื่อเราได้ปลา ได้ปูมาเท่านั้น แม้ติดเบี้ย เขาก็ไม่ขู่ให้ออกทะเล แต่ทำงาน ปตท. ถ้าไม่ดีเขาก็ไล่ออก ได้วันหนึ่งก็ไม่เกิน 150 บาท" การรับรู้เรื่องท่อก๊าซป๊ะงอยรับรู้โครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซียครั้งแรก ราวปี 2540-41 ด้วยเหตุการณ์หลายอย่าง คนคณะหนึ่งมาถ่ายวิดีโอที่บ้าน, กลุ่ม NGOs พาชาวบ้านไปดูงาน ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านเอนเอียงไปสนับสนุนโครงการ ในที่สุดทันทีที่กลิ่นแห่งความเปลี่ยนแปลงมาถึงเขาคิดอย่างแรกว่าจะกระทบคนหากินกับทะเลอย่างแน่นอน แต่เก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ "มีนักศึกษามอ. มาสัมภาษณ์ คิดว่าปตท.จ้างมา ผมถามว่าลูกสาวอยู่ไหน เขาบอกว่า มอ. ถามว่าปตท.จ้างวันละ 200 บาทจริงไหมเขาว่าจริง อ้อ! เขาหาข้อมูลให้ปตท." นั่นเป็นช่วงที่เกิดการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านผู้คัดค้านโครงการที่ลานหอยเสียบ จากหนึ่งเป็นสองและมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งป๊ะงอยก็ถือว่าเป็นคนหนึ่ง หลังจากนั้นได้ไม่นานก็เกิดการประชาพิจารณ์ครั้งแรก ขณะนั้นรัฐบาลยืนยันว่าจุดที่จะขึ้นโครงการ อยู่บริเวณลานหอยเสียบ ตรงจุดที่ชาวบ้านได้รวมตัวคัดค้านมาจนปัจจุบัน โดยมีการลงพื้นที่ปักหมายเขตเอาไว้ ป๊ะงอยกับพรรคพวกส่วนหนึ่งยอมรับว่าเป็นผู้เดินถอดหลักไม้ออกก่อนเพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบธรรม แต่ได้มีการลงแท่นปูนสี่เหลี่ยมเป็นที่หมายตามมา "พอประกาศประชาพิจารณ์ ครั้งแรกชาวบ้านก็เริ่มมาคุยกันที่ลานหอยเสียบ ถึงวันผมก็ไปที่เทศบาลหาดใหญ่ มีนายจรัล กุลวณิชย์มา วันนั้นผมเดินเข้าไปบอกประธานอาซีส (อาซีส พิทักษ์คุมพล ประธานคณะกรรมการอิสลามกลางจังหวัดสงขลา) ว่าอย่าให้ไปเป็นกรรมการประชาพิจารณ์ โต๊ะอิหม่ามที่ยืนคุยด้วยก็ว่า อย่าทำ อาซีสไม่ฟังเขาว่าอย่าไปตามเด็ก โต๊ะอิหม่ามมาบอกว่าไม่ตามเด็กได้อย่างไร ก็เด็กมันมีความรู้ เรียนสูง แต่เขาก็ไม่ว่าอะไร พอเข้าไปประชุมในห้องคนที่อยู่ข้างนอกเอาไม้ไปลากที่ประตูเหล็กเสียงเหมือนปืนกล มีแต่พวกสนับสนุนที่อยู่ในห้องประชุม ฝ่ายค้านเขาไม่ให้เข้าไป แต่ในที่สุดก็วิ่งพ่านหมด" การประชาพิจารณ์ครั้งที่ 2 ที่สนามกีฬาจิระนคร ป๊ะงอยเล่าว่าให้ภรรยาล่วงหน้าไปก่อน ตัวเองตามไปพร้อมลูกสาวในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับขบวนใหญ่ ที่เหมารถตามไป แต่พอไปถึงพบว่าพวกที่ไปถึงตั้งแต่กลางคืน ได้ยึดหมดแล้ว โดยการทำลายท่อซีเมนต์ที่ ได้วางไว้เป็นบังเกอร์ หลังเจ้าหน้าที่ถอนรถแบ็คโฮออกไป ชาวบ้านจึงบุกเข้าไปข้างในอีกชั้นหนึ่ง แต่ตำรวจได้ตรึงกำลังไว้ "วันนั้นถ้านายจรัล ให้ฝ่ายคัดค้านเข้าไปด้วยคงไม่เป็นไร เพราะตำรวจคอยผลักประตู พอคนฮือเข้าไป จรัลบอกว่าประชาพิจารณ์เสร็จแล้ว ไม่รู้ออกทางไหน วิ่งออกไปทางไหน วิ่งออกไปหมดเลย" เขาเล่า และรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมอย่างมาก หลังจากกลับจากประชาพิจารณ์คราวนี้แล้วรถของฝ่ายคัดค้านถูกยิง แต่ฝ่ายที่ยิงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่าย ปตท. ไม่ได้ถูกว่าอะไร โดยเขาเห็นกับตาว่าระหว่างการสอบสวนตำรวจนายหนึ่งได้เหยียบปลอกกระสุนเอาไว้ คนยิงวิ่งเข้าไปในสำนักงานของ ปตท. ซึ่งก็มีตำรวจอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งถ้าฝ่ายค้านปฏิบัติอย่างนั้นผลที่ตามมาน่าจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ที่ชาวบ้านได้รวมตัวไปปิดล้อมโรงพักจะนะ ป๊ะงอยได้ดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขารับรู้ถึงกังวลในใจ เฝ้าแต่ย้ำคิดถึงลูกหลานว่าต่อไปในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะแค่เริ่มต้นก็วุ่นวายได้ขนาดนี้ ถ้าผลกระทบต่อไปรุนแรง พวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน คนหากินกับทะเลน่าได้รับผลกระทบก่อนเพราะไม่รู้จะหากินที่ไหนเมื่อน้ำเสียไหลลงทะเลจำนวนมาก อาจต้องไปหากินที่ไกล พวกจับกุ้งเคยจบอนาคตทันที และถ้ามีอะไรอื่นมาอีกก็สุดคาดเดา หลังคืนวันที่ 20 ธันวาคม เหตุรุนแรง 20 ธ.ค.2545 ป๊ะงอยไม่ได้ไปร่วม แต่ภรรยาของเขาไป และกลับมาด้วยประสบการณ์อันแสนเจ็บปวดเลวร้าย "มันทุบกระเป๋าแฟนผม ยาหม่องนี่แตกพ่านหมดเลย แฟนผมนี่เขาเกลียดตำรวจมากตั้งแต่วันนั้น เขาโกรธตำรวจมาก ตำรวจที่ดีเขาก็พลอยเกลียดไปด้วย ไม่ยอมพูดด้วยเลย เพราะวันนั้นตำรวจกดดันเขามาก คือแม้ว่าทุกคนจะเหนื่อยกันสุดชีวิตแล้ว ก็ต้องวิ่งออกไป เขาเหนื่อยแทบขาดใจเลยแหละวันนั้น ทุกวันนี้ ถ้าตำรวจมาที่บ้านนี่เขาจะรับไม่ได้เลย เขาจะไม่อยู่บ้านเลย" หลังผ่านเหตุการณ์ทั้งหลาย รูปธรรมแห่งความแตกแยกจึงชัดเจน ป๊ะงอย ได้เห็นคนที่เคยดีกันรักใคร่กันมาต้องโกรธกันจนไม่พูดกัน แม้ว่านับเป็นญาติกันมาหลายชั่วอายุคน ส่วนของเขาเองลูกพี่ลูกน้องที่เป็นญาติฝ่ายเมีย ไม่ถูกกันหมด ในหย่อมบ้านของเขาก็แตกออกเป็นกลุ่ม "หลานผมก็ไม่ถูกกับผม หลานโต๊ะอิหม่ามที่สนิทกันก็ไม่ถูกกับโต๊ะอิหม่าม ตั้งแต่เริ่มค้านก๊าซ ผู้ใหญ่บ้านที่ได้ดีก็เพราะผมหาเสียงให้ก็ไม่ถูกกัน ผู้ใหญ่บ้านไม่รู้หนังสือสูงอะไร จบ ป. 4 และไม่ได้เรียนศาสนาด้วย เขาได้ผู้ใหญ่บ้านดีเด่น เพราะคนเหล่านี้ เพราะใครถ้าไม่ใช่ผมและอดีตสารวัตรผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่มาเป็นแกนนำฝ่ายค้าน แต่ตอนหลังผู้ใหญ่บ้าน ไปสนับสนุนท่อก๊าซ เขาก็เปลี่ยนไป และหันมาโจมตีผมและเด็กหนุ่มคนที่ว่า ยังหาว่าที่ผ่านมาเลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ อะไรอย่างนี้ กับผมก็โกรธ และกับโต๊ะอิหม่ามนั้นไม่พูดจากันอีกเลย" เขาเล่า ขณะในมัสยิดตลิ่งชันมีผู้บทบาทเป็นผู้นำทางศาสนาอยู่ 3 คน คือโต๊ะอิหม่าม โต๊ะคอเต็บ และโต๊ะบิลัน พอมีเรื่องก็มีเหตุขัดแย้งไปด้วย ป๊ะงอยผู้เป็นโต๊ะคอเต็บได้ลาออกก่อนเดินทางไปแสวงบุญที่เมกกะ ในปีนั้น "ดีหน่อยที่ผมไม่ถูกสะกดรอยเหมือนคนอื่น เพราะเขาไม่ค่อยรู้จักผม ผมไม่เครียดหรอก ก็อยู่เฉยๆ แต่ก็เครียดตอนที่ตำรวจเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเรานี่แหละ เพราะทำอะไรเหมือนเดิมไม่ได้ เช่นว่าจะเดินไปไหน มีคนคุมทั้งเพ เที่ยวตามหลอกตามหลอน ถ้าเราไปเรื่องท่อก๊าซ ทำกลุ่ม ประชุม จะมีตำรวจติดตาม มีการตามหลังสอดแนม ที่บ้านเขาก็มาเที่ยว เขาจะพารถมา แต่ไม่ค่อยคุยกับผม คอยสอดส่องแลเราก็เกร็งไปหมด" มนุษย์ทำลายตัวเองตื่นขึ้นมาวันหนึ่งเขาพบว่าตัวเองกำลังเป็นแกะดำในหมู่ญาติพี่น้อง เมื่อหันไปพบว่าเกือบทุกคนกลายเป็นฝ่ายสนับสนุนโครงการ หลานคนหนึ่งไปดูงานที่มาบตาพุด เห็นปัญหาของโรงงานอุตสาหกรรมมาด้วยกัน มาบอกกับเขาแท้ๆว่า ถ้าเกิดโครงการนี้ขึ้นจะเสียหายอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ทำไปทำมาก็ไปสนับสนุนโครงการจนได้ เพราะไปได้ประโยชน์จากการขายที่ดิน และเหตุผลสำคัญคือเขามีหนี้บุญคุณอยู่กับผู้ใหญ่บ้านมานาน ผู้ใหญ่บ้านเขามีรถยนต์ เมื่อก่อนใครเจ็บไข้ไม่สบายก็ได้อาศัยรถ จากภาวะผู้นำดังกล่าวเมื่อเขาประกาศสนับสนุนคนจำนวนหนึ่งก็ต้องตามไปอย่างไม่มีเงื่อนไข "ผมไม่คิดเรื่องนี้ เพราะผมไม่เป็นหนี้บุญคุณใคร" เขาว่า ทุกวันนี้ผู้ใหญ่บ้านคนนั้น มีรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 คันเข้าไปแล้ว ส่วนกับหลานคนดังกล่าวป๊ะงอย บอกว่ายังพูดจากันตามปกติ แต่ถ้าถ้าพูดเรื่องท่อก๊าซ จะเห็นไม่ตรงกันทันที "ถ้าเรียนศาสนา คงคิดดี และเข้าใจว่าพี่น้องลำบากอย่างไร" ป๊ะงอยคงหมายถึงทั้งหลานตัวเองและผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าพวกไม่ยอมคล้อยตามการชักจูงของอำนาจเงินให้สนับสนุนท่อก๊าซ มักเข้าใจศาสนาและคิดดีแท้ๆ กลับลำบากไปอีกแบบ เพราะถูกบ้านเมืองหมายหัว ติดตามไม่ลดละ งานที่เคยทำก็ทำไม่ได้ หรืออย่างจะเป็นตามคำพยากรณ์ ทางศาสนาที่ว่าในกาลข้างหน้า การเจริญของโลกมันไม่มี มันจะเดินไปสู่วันโลกแตก มนุษย์ทำลายตัวเอง ผู้หญิงจะมากกว่าผู้ชาย บ้านเมือง สงครามโลกจะรบกันทุกประเทศ เขาโยงมาถึงโครงการท่อก๊าซที่มายังหมู่บ้าน พอก๊าซมาของอย่างอื่นก็จะติดตามมา เป็นความหายนะในเส้นทางเดียวกัน "บาลอ(ภัยพิบัติ) ไม่ได้เกิดไม่ใช่เกิดกับพวกค้าน หรือพวกสนับสนุน ก็ถูกกันทั้งหมดนั้นแหละ เมื่อเวลานั้นมาถึง" ป๊ะงอยว่า เขาเสียดายว่าทุกวันนี้ไม่ได้เป็น ผู้นำทางศาสนา ไม่เช่นนั้นเขาจะปาฐกถาเรื่องนี้ เสียให้ชัดเจน แต่ทุกวันนี้ ในการปาฐกถาบนมัสยิดทุกวันศุกร์ จะไม่กล้าแตะปัญหาที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ทั้งสองฝ่าย เพราะคาดเดาได้ว่าถ้าล่วงล้ำขึ้นมาเรื่องนี้ ไม่ใครก็ใครต้องลุกฮือขึ้นมาทันที หลักศาสนาอิสลาม จะมีการปาฐกถาที่ว่าด้วยการลดความขัดแย้งอยู่ มีบทที่อธิบายว่า สังคมแตกแยกกันอย่างไร มีคำสอนที่ระบุไว้ชัดว่าในสังคมมุสลิมไม่ให้แตกแยกกัน แต่สำหรับที่ตลิ่งชัน ป๊ะงอยเห็นว่าน่าจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว เพราะ ณ เวลานี้ มันพ้นจุดเดือดมามากแล้ว คนนั้นถือผู้นำคนนี้ คนนี้ถือคนนั้นแบบไม่ต้องคิดถึงเหตุผลทางศาสนาแต่อย่างไร อย่าว่าแต่ตอนละหมาด ต่างก้มหน้าปฏิบัติศาสนกิจให้เสร็จแล้วกลับบ้าน แม้แต่ร้านกาแฟ แหล่งพบปะพูดคุยกันประจำหมู่บ้าน ก็ยังแบ่งเป็นพวก เป็นฝ่าย มีการแบ่งร้านนั่งกันอย่างชัดเจน ฝ่ายค้านท่อก๊าซกับฝ่ายหนุนจะไม่นั่งร้านเดียวกัน เคยมีเข้าผิดร้านจะถูกขวาง เถียงกัน ทะเลาะกัน เจ้าของร้านกาแฟก็แบ่งพวกรับเฉพาะฝ่ายตนเข้าร้าน "พูดเรื่องศาสนา ทุกวันนี้มีแต่คนเชื่อแต่ไม่ปฏิบัติ คนเรียนศาสนาน้อยลง แต่ก่อนมีปอเนาะ จะเรียนศาสนาอย่างเดียว มาเดี๋ยวนี้เรียนวิชาสามัญด้วย แต่คนมุ่งเรียนสามัญมากกว่า ไม่เอาศาสนาเลย แต่ไม่ว่าเรียนอะไรถ้าตามเพื่อนก็เสียคน อย่างเด็กไปเรียนศาสนาแต่กลับมาเล่นมาเที่ยวกับพวกที่เรียนไม่จบ ชวนกันไปคาราโอเกะ ห้องอาหาร สูบ เสพ มันชักจูงกันไปอย่างนั้นง่ายกว่า ยาเสพติดไม่มีทางหมดผมไม่เชื่อที่รัฐบาลประกาศหรอก" ทางออกการพัฒนาป๊ะงอยไม่ต้องการอะไรนอกจาก ให้อยู่แบบคนรุ่นเก่าก่อน เขายกคำว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ของในหลวง ว่าน่าจะเป็นหนทางพัฒนาที่เหมาะสมที่สุด แค่มีถนนลาดยางที่ตัดเข้ามายังหมู่บ้านเมื่อหลายปีก่อน เขาถือว่าเป็นระดับที่พอแล้ว สำหรับความเจริญ "เจริญนี่ใครเจริญล่ะ เจริญก็แต่พวกมีเงินหรอก อย่างท่อก๊าซชาวบ้านไม่ได้อะไรสักอย่าง ที่ได้ก็คือผลกระทบเท่านั้นเอง" ชายชราแห่งบ้านตลิ่งชัน เพิ่งกลับจากไปดูงานมาบตาพุดอีกรอบหนึ่ง คราวนี้เขารู้ชัดว่าเจ้าหน้าที่ได้ติดตามคณะไปตลอดทางตั้งแต่ต้นจนจบ ที่มาบตาพุดได้ยินโต๊ะอิหม่ามที่โน่นพูดว่า อีก 10 ปีข้างหน้า เขาจะมาหัวเราะเยาะคนจะนะ ที่นั่นคนย้ายออกจากพื้นที่หมดแล้ว ที่อยู่ก็ทนอยู่อย่างวังเวงเหมือนในบ้านร้าง เขากลัวอนาคตแบบนั้นเสียจริงๆ. |